ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 34

ความหวังใหม่

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
กลิ่นอายคาวเลือดและควันไฟจากศึกผาโลหิตยังคงลอยวนอยู่ในห้วงสำนึก ทว่าบนยอดเขาเมฆาคล้อยในยามนี้ มีเพียงความเงียบงันอันบาดลึกที่ถูกถักทอขึ้นจากลมหายใจของจอมยุทธ์ผู้โดดเดี่ยว จางอี้เฟิงยืนนิ่งสนิทอยู่บนชะง่อนผาสูงชัน คมกระบี่ไร้เงาในฝักข้างกายส่งเสียงสั่นพานเบาๆ ราวกับรับรู้ถึงกระแสลมปราณปั่นป่วนที่แผ่ซ่านมาจากเบื้องล่าง ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองไปยังความเวิ้งว้างเบื้องหน้า ที่ซึ่งเงาแห่งสำนักมหาเทพและเงื้อมมือของมารโลหิต หวงหลง กำลังคืบคลานเข้ามาปกคลุมแผ่นดินอย่างช้าๆ "เจ้ากำลังคิดถึงเรื่องของอาจารย์อีกแล้วใช่ไหม?" เสียงทุ้มนุ่มอันคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับร่างระหงในชุดขาวบริสุทธิ์ที่ทิ้งตัวลงยืนเคียงข้าง ไป๋หลิง นางเซียนผู้เย็นชาต่อสายตาดวงหน้าอื่น แต่กลับมีความอ่อนโยนซ่อนเร้นไว้สำหรับเขาผู้เดียวเสมอ นางปรายตามองชายหนุ่มด้วยความห่วงใย ก่อนจะยื่นจดหมายลับฉบับหนึ่งให้ "นี่คือข่าวสารล่าสุดจากเครือข่ายเงาพยัคฆ์... สหายที่เราแยกย้ายกันไปตามหา ต่างเผชิญหน้ากับอุปสรรคไม่ต่างกัน" จางอี้เฟิงรับจดหมายมา กวาดสายตาอ่านด้วยความรวดเร็ว สันกรามของเขากดเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน "พรรคพวกของเรากระจัดกระจายกันไปหลังศึกครั้งก่อน หวงหลงส่งมือสังหารและกองกำลังออกไล่ล่าหมายตัดกำลังทีละส่วน หากปล่อยไว้เช่นนี้ แผนการรวบรวมขุมกำลังเพื่อทวงคืนความยุติธรรมคงต้องพังทลายลงก่อนจะได้เริ่มเสียด้วยซ้ำ" จางอี้เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเต็มไปด้วยพลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัว "แต่นั่นก็หมายความว่า... พวกเขายังมีชีวิตอยู่ และส่งสัญญาณมาบอกเราแล้ว" ไป๋หลิงกล่าวเสริม แววตาของนางทอประกายเด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน "การรวบรวมพรรคพวกที่กระจัดกระจายกลับคืนมา คือก้าวแรกที่เราต้องทำ หากปราศจากพวกเขา ลำพังแค่สองคนต่อให้มีวิชาแก่กล้าปานใด ก็มิอาจต้านทานกองทัพมารทั้งแผ่นดินได้" จางอี้เฟิงพยักหน้ารับช้าๆ เขารู้ดีว่าลำพังตัวเขาและไป๋หลิง แม้จะไร้เทียมทานในเชิงกระบี่เพียงใด แต่ยุทธภพไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยคมกระบี่เพียงอย่างเดียว มันต้องอาศัยคุณธรรม น้ำมิตร และจิตวิญญาณของผู้กล้าที่พร้อมจะลุกขึ้นสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ "เราจะเริ่มจากใครก่อน?" ไป๋หลิงเอ่ยถาม พร้อมกับขยับกายเข้าใกล้ สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวเขาที่ช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บของยอดเขา "ไป๋ซาน... เฒ่าพเนจรแห่งหุบเขาวายุ" จางอี้เฟิงหันกลับมาสบตา นางพยักหน้ารับอย่างเข้าใจทันที "เขาคือคนสำคัญที่จะช่วยเราเปิดเส้นทางผ่านแดนพิทักษ์ฟ้า หากช้าไปก้าวเดียว เกรงว่าเขาอาจตกเป็นเหยื่อของค่ายกลโลหิตที่พวกมันกำลังแผ่ขยาย" ทั้งสองไม่รอช้า ทะยานร่างออกจากชะง่อนผาพร้อมกันราวกับสายลม พลังปราณคุ้มกายแผ่ซ่านออกเป็นรัศมีสีครามจางๆ แหกแหวกม่านหมอกหนาทึบ มุ่งหน้าสู่ทิศประจิมด้วยความเร็วสูงสุด การเดินทางข้ามผ่านสามมณฑลไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ระหว่างทางพวกเขาต้องปะทะกับกองกำลังสอดแนมของสำนักมหาเทพอยู่เป็นระยะ ฉากการต่อสู้ดุเดือดและตระการตายิ่งนัก จางอี้เฟิงมิได้ชักกระบี่ออกจากฝักเต็มรูปแบบ อาศัยเพียง "วิชาฝักกระบี่ไร้ลักษณ์" กวาดซัดพลังปราณออกไปดั่งคลื่นกระแทก ร่างของมือสังหารมารนับสิบกระเด็นกระดอนถอยร่นไปคนละทิศคนละทาง ขณะที่ไป๋หลิงร่ายรำวิชาตัวเบาดั่งผีเสื้อท่องบุปผา เงาร่างสีขาววับๆ แวมๆ พร้อมประกายกระบี่สั้นวาววับ ปลิดชีพศัตรูในพริบตาโดยไร้ซึ่งเสียงกรีดร้อง จนกระทั่งล่วงเข้าสู่เขตแดนรกร้างแห่งหุบเขาวายุ บรรยากาศโดยรอบกลับเงียบเชียบผิดปกติ ไม่มีเสียงนกกา ไม่มีแม้กระทั่งเสียงลมพัดผ่าน มีเพียงกลิ่นอายอัปมงคลที่ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ "ระวังตัวด้วย ไป๋หลิง ที่นี่มีค่ายกลสะกดวิญญาณซ่อนอยู่" จางอี้เฟิงเอ่ยเตือนเสียงต่ำ พร้อมกับเอื้อมมือไปกุมด้ามกระบี่แน่นขึ้น "พวกมันมาดักรอเราอยู่ก่อนแล้ว..." ไป๋หลิงหรี่ตาลงมองไปยังเบื้องล่าง ท่ามกลางซากปรักหักพังของศาลเจ้าร้าง ปรากฏเงาร่างของบุคคลผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิรออยู่ ร่างนั้นเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ ลมหายใจรวยริน ใกล้จะขาดใจตายเต็มที "ท่านลุงไป๋ซาน!" ไป๋หลิงอุทานด้วยความตกใจ รีบทยานเข้าไปหา ทว่า ในวินาทีที่ร่างของไป๋หลิงเข้าใกล้ศาลเจ้าร้างนั้นเอง พื้นดินเบื้องล่างก็ระเบิดออกเป็นวงกว้าง! อักขระเวทสีเลือดพวยพุ่งขึ้นจากพื้นดิน กลายเป็นกรงข่ายพลังมารที่ปิดตายทุกเส้นทางหนี แสงสีแดงฉานสาดส่องกระทบใบหน้าของจางอี้เฟิงจนกลายเป็นสีโลหิต จากเงามืดหลังศาลเจ้า ร่างมหึมาของผูอาวุโสพรรคมารผู้หนึ่งก้าวออกมา พร้อมกับเสียงหัวoเราะเยาะหยันที่ดังสะท้อนก้องหุบเขา "ฮ่าๆๆๆ จางอี้เฟิง เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าพวกมดปลวกเหล่านี้จะรอดเงื้อมมือของท่านเจ้าสำนักได้? เจ้าวิ่งตามหาพวกมัน ก็เท่ากับเดินเข้ามาติดกับในหลุมพรางที่พวกเราขุดรอไว้แล้ว!" จางอี้เฟิงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้ากรงข่ายพลังมาร ดวงตาของเขาไม่ได้ฉายแววหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปีที่ค่อยๆ แผ่ขยายออกมา นิ้วเรียวยาวของเขาขยับเข้าใกล้โกร่งกระบี่ เสียงโลหิตในกายสูบฉีดดั่งเสียงคลื่นซัดสาดชายฝั่ง ปราณกระบี่ไร้เงาเริ่มส่งเสียงคำรามกึกก้องเสียดแท่นฟ้าดิน ทว่า ก่อนที่จางอี้เฟิงจะทันได้ชักกระบี่เข้าหั่นผ่าค่ายกลมารนั้น ร่างที่นอนพะงาบๆ อยู่ของไป๋ซานก็พลันลืมตาโพลงขึ้น ดวงตาของเฒ่าพเนจรถูกย้อมด้วยสีแดงฉานอย่างไร้สติ เสียงแหบพร่าหลุดออกมาจากลำคอพร้อมรอยยิ้มบิดเบี้ยว "อี้เฟิง... หนีไป... นี่คือ... กับดัก..." สิ้นเสียงนั้น ร่างของไป๋ซานก็ระเบิดออกเป็นละอองเลือดสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ พร้อมกับปรากฏเงาร่างที่คุ้นเคยอย่างยิ่งก้าวออกมาจากม่านหมอกหนาทึบด้านหลัง พร้อมกับเสียงหัวเราะอันเยือกเย็นที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวดิ่งวูบลงสู่ขุมนรก "เจ้าไม่ต้องไปไหนหريك... จางอี้เฟิง" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านลมหายใจแห่งเต๋าและรอยเลือดในบทนี้ไปพร้อมกับผมครับ หมื่นกระบี่คืนรัง
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%