เสียงกาน้ำชาเดือดพล่านบนเตาถ่านส่งเสียงครางหึ่งราวกับความอัดอั้นของยุทธภพที่ใกล้ระเบิดเต็มที
จางอี้เฟิงไม่เหลียวแลไอน้ำที่พวยพุ่งขึ้นมาลวกความว่างเปล่า นัยน์ตาคมกริบดุจคมกระบี่สะท้อนเงาเปลวไฟสีส้มที่เต้นระบำอยู่ในเตา บนโต๊ะไม้ไผ่กลางศาลาร้างริมผา มีแผนที่ผืนใหญ่กางอยู่ รอยหมึกสีชาดลากโยงใยเส้นทางยุทธศาสตร์ราวกับใยแมงมุมที่ดักรอเหยื่อรายใหญ่
"หวงหลงเคลื่อนพลออกจากหุบเขาอสูรทมิฬแล้ว"
เสียงของไป๋หลิงดังขึ้นแผ่วเบา นางยืนพิงเสาศาลา มือเรียวบางลูบด้ามกระบี่สั้นคู่กายราวกับปลอบประโลมมันก่อนออกศึก ชุดคลุมสีดำสนิทกลมกลืนไปกับเงาไม้ แว่นแคว้นและสำนักน้อยใหญ่ต่างส่งเสียงร้องระงมราวกับนกกาแตกตื่น แต่ในที่แห่งนี้ มีเพียงความเงียบงันที่หนักหน่วงดุจขุนเขา
จางอี้เฟิงเงยหน้าขึ้น ชายหนุ่มยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ รสขมฝาดบาดคอแต่กลับช่วยเรียกสติให้ตื่นตัว "คนของสำนักกระบี่อุดรมาถึงหรือยัง?"
"มาถึงตีนเขาตั้งแต่ยามสามแล้ว... แต่พวกเขาไม่ได้มาเพื่อร่วมมือ" ไป๋หลิงหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปาก "เจ้าสำนักหลี่อี้เฉิน นำยอดฝีมือสามร้อยชีวิตมาตั้งค่ายปิดล้อมเราไว้ต่างหาก เขาบอกว่า... การกวาดล้างมารโลหิตเป็นเรื่องใหญ่ แต่การชำระล้าง 'คนบาป' ที่สังหารเจ้าสำนักเก่าเมื่อปีก่อน สำคัญยิ่งกว่า"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครา หนักหน่วงเสียจนเสียงลมหายใจแทบกลายเป็นเสียงคำราม จางอี้เฟิงวางถ้วยชาลงอย่างนุ่มนวล ไม่มีแม้แต่เสียงกระทบ รอยร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนเนื้อถ้วยกระเบื้องเคลือบตามแรงกดอันสุขุมของพลังภายในที่โคจรอย่างไร้ร่องรอย
"คนพวกนั้นยังคงยึดติดกับเปลือกนอกเช่นเคย" จางอี้เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว "วิถีแห่งธรรมะในสายตาของพวกเขา คือการผดุงชื่อเสียงของสำนักตน มากกว่าการปกป้องราษฎรใต้หล้าที่กำลังจะล้มตายเป็นใบไม้ร่วง"
ไป๋หลิงขยับกายเข้ามาใกล้ กลิ่นอายความตายอันคุ้นเคยจางๆ ลอยมาแตะนาสิก นางจ้องมองใบหน้าที่ผ่านร้อนผ่านหนาวของบุรุษผู้นี้ "แล้วท่านจะทำอย่างไร? จะให้ข้าออกไปกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากก่อนที่กองทัพของหวงหลงจะมาถึง หรือจะเปิดทางให้พวกมันเข้ามาตายในค่ายกล?"
จางอี้เฟิงส่ายหน้าช้าๆ สายตาทอดยาวออกไปเบื้องล่าง ทะเลหมอกสีขาวโพลนปกคลุมผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ราวกับผืนผ้าใบที่รอการแต้มสีด้วยโลหิต
"ไม่... ยุทธภพสูญเสียยอดฝีมือไปมากเกินพอแล้ว" จางอี้เฟิงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายแผ่รัศมีกดดันอันล้ำลึกราวกับกระบี่ที่ยังไม่ชักออกจากฝักแต่น่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุด "เปิดประตูศาลา เชิญเจ้าสำนักหลี่ขึ้นมาพบข้าผู้เดียว"
"ท่านจะเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ไม่ได้!" ไป๋หลิงขมวดคิ้วแน่น น้ำเสียงเจือความห่วงใยที่นางมักซ่อนไว้เสมอ
"ไป๋หลิง... คนที่ถือกระบี่เพื่อฆ่า ย่อมมองเห็นแต่ความตาย คนที่ถือกระบี่เพื่อคุณธรรม ย่อมมองเห็นหนทางรอด" จางอี้เฟิงหันมามองนางด้วยแววตาที่หนักแน่นดุจหินผา "หากข้าไม่สามารถโน้มน้าวคนที่มีอุดมการณ์ร่วมกันได้ ต่อให้เรามีกองทัพที่ยิ่งใหญ่เพียงใด ก็เป็นเพียงฝูงชนที่รอวันแตกพ่ายเท่านั้น"
ณ เบื้องล่างของยอดเขา ลมหนาวพัดโชยกลิ่นไอคาวเลือดล่วงหน้ามาแล้ว ธงนับร้อยผืนโบกสะบัด เสียงเกราะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว กองทัพธรรมะที่นำโดยสำนักใหญ่ทั้งเจ็ดกำลังเคลื่อนตัวประชิดเข้ามา ทว่าเบื้องหลังกองทัพนั้น กลับมีเงาร่างสายหนึ่งพุ่งทะยานด้วยวิชาตัวเบาเหนือมนุษย์ตรงมายังศาลากลางเขาอย่างรวดเร็วผิดปกติ
จางอี้เฟิงหรี่ตาลง สัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่แหลมคมพุ่งตรงมาปานสายฟ้าแลบ
ไม่ใช่คนของสำนักกระบี่อุดร... และไม่ใช่กองทัพของมารโลหิต!
"ระวัง!" ไป๋หลิงอุทานลั่น ร่างบางดีดตัววูบออกไปขวางหน้า แต่กลับช้าไปก้าวเดียว
*ฉับ!*
เงาดำสายนั้นพุ่งทะลุผ่านม่านหมอก ปลายกระบี่อาบยาพิษสีม่วงเข้มพุ่งตรงเข้าหาจุดตายกลางอกของจางอี้เฟิงอย่างแม่นยำไร้ที่ติ ทว่าจางอี้เฟิงกลับไม่หลบหลีก นิ้วมือเรียวยาวดีดออกไปกระทบเข้ากับตัวกระบี่เสียงดัง *กริ๊ง!* สะท้อนกังวานเสียดแก้วหู
แรงกระแทกทำให้ผู้ลอบสังหารต้องถอยหลังกลับไปสามก้าว ร่างนั้นยืนหยัดบนยอดต้นสนอย่างมั่นคง หมวกสานปีกกว้างถูกสายลมกระโชกพัดหลุดออก เผยให้เห็นใบหน้าที่สตรีผู้เย่อหยิ่งและคุ้นเคยอย่างยิ่ง—นางคือเซียนกระบี่ไร้ใจ "มู่หรงซู" ผู้นำตระกูลมู่หรงที่หายสาบสูญไปเมื่อสี่ปีก่อน!
แต่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ ที่มุมปากของมู่หรงซูมีโลหิตสีดำไหลยิ้มออกมา ดวงตาของนางเบิกกว้างอย่างไร้สติ และที่กลางแผ่นหลังของนาง มีด้ามกระบี่มารโลหิตปักคาอยู่ มู่หรงซูถูกควบคุมด้วย "หนอนกู่โลหิต" สมบูรณ์แบบแล้ว!
"อี้เฟิง..." มู่หรงซูส่งเสียงแหบพร่า ดวงตาแดงก่ำจ้องมองเขาด้วยความทรมานสุดขีด "หนี... รีบหนีไป... หวงหลงไม่ได้มาแค่คนเดียว..."
ร่างของนางทรุดฮวบลงสิ้นใจตายคาที่ในพริบตาเดียว ก่อนที่เสียงระฆังสงครามจากตีนเขาจะดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับการปรากฏตัวของกองทัพนับหมื่นที่ล้อมรอบภูเขาไว้หมดสิ้นแล้ว และบนยอดผาสูงสุด เบื้องหลังกองทัพธรรมะที่ควรจะเป็นมิตร กลับมีเงาร่างอันคุ้นเคยของ "เจ้าสำนักหลี่อี้เฉิน" ยืนถือกระบี่ชุ่มเลือด ยิ้มเยาะให้เขาด้วยแววตาที่เป็นปรปักษ์อย่างสมบูรณ์แบบ
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันในบทนี้ครับ
ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 42
กองทัพธรรมะ
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!