"ท่านคิดว่าเหล้าจอกนี้ รสชาติเป็นอย่างไร ขุนนางใหญ่หลี่เหว่ย?"
จางอี้เฟิงเอ่ยถาม น้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในยามไร้ลม เขาจ้องมองใบหน้าของชายชราเบื้องหน้าด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ในขณะที่ภายในห้องโถงหรูหราของจวนขุนนางกลับอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานราคาแพงที่อบจนชวนอึดอัด
หลี่เหว่ยหัวเราะร่วน มือที่สั่นเทานิดๆ วางจอกหยกนิ่งลงบนโต๊ะไม้เนื้อดี "รสเลิศ... เป็นเหล้าชั้นดีจากแดนใต้ ที่ข้าเก็บรักษาไว้เพื่อรับรองแขกคนสำคัญเช่นท่าน จางอี้เฟิง แต่ดูเหมือนท่านจะดูใจร้อนไปสักหน่อยนะ กระบี่ที่คาดอยู่ที่เอวนั่น... ช่างไม่เข้ากับบรรยากาศการดื่มกินเอาเสียเลย"
"ข้าไม่ถนัดการนั่งดื่มกินท่ามกลางควันไฟที่ปิดบังความจริง" อี้เฟิงแค่นยิ้ม มือที่วางอยู่บนฝักดาบขยับเพียงเล็กน้อย "อาจารย์ของข้าเคยสอนไว้ว่า ยอดฝีมือจะรู้ได้ว่าอาหารจานไหนมีพิษ ไม่ใช่ด้วยการลิ้มรส แต่ด้วยการสังเกตความหวั่นไหวในดวงตาของผู้ที่เชิญมาต่างหาก"
บรรยากาศในห้องเงียบกริบไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงฝนตกกระทบหลังคาจากภายนอกที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ไป๋หลิงซึ่งยืนเงียบอยู่มุมมืดของห้องขยับตัวเพียงนิด เธอกำลังสอดส่องความผิดปกติรอบด้าน สัญชาตญาณนักฆ่าบอกให้เธอรู้ว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ปลอดภัย ไม่ใช่เพียงเพราะการต้อนรับที่ดูเสแสร้ง แต่เพราะสัมผัสพลังลมปราณที่แปลกปลอมแฝงตัวอยู่ในเงามืดของเสาต้นใหญ่
"ท่านกำลังจะกล่าวหาว่าข้ามีเจตนาร้ายอย่างนั้นหรือ?" หลี่เหว่ยหรี่ตาลง แววตาที่เคยดูเป็นมิตรแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาที่น่าขนลุก
"เปล่าเลย" อี้เฟิงลุกขึ้นยืน ช้าๆ และหนักแน่น "ข้าไม่ได้กล่าวหาท่าน แต่ข้ากำลังจะบอกว่า... ท่านไม่ได้เป็นคนตัดสินใจว่าจะวางพิษไว้ที่ใดตั้งแต่วันที่ท่านยอมก้มหัวให้กับสำนักมหาเทพ"
หลี่เหว่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเสียงดังกว่าเดิม แต่ครั้งนี้มันคือเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น "เจ้าเป็นศิษย์สำนักเร้นลับที่ฉลาดเกินไปจริงๆ น่าเสียดาย... ที่โลกนี้ไม่ต้องการคนฉลาดที่ชอบสอดรู้สอดเห็น"
ทันใดนั้นเอง ผ้าม่านผืนใหญ่ที่กั้นระหว่างห้องโถงกับห้องลับก็ถูกกระชากออก เผยให้เห็นร่างในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่ง ใบหน้าของคนผู้นี้ถูกปกปิดด้วยหน้ากากเหล็กรูปอสูร แต่สิ่งที่ทำให้อี้เฟิงและไป๋หลิงต้องชะงักไม่ใช่ความน่ากลัวของคนผู้นั้น หากแต่เป็น 'ตราประจำตัว' ที่ห้อยอยู่ที่เอว
มันคือตราประทับทองคำสลักลวดลายมังกรห้าเล็บ... สัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเขามีอำนาจเต็มจากภายในเขตพระราชฐานชั้นในที่สุด
"ใต้เท้าหลี่... ท่านไม่ได้ทำงานให้สำนักมหาเทพเพียงลำพัง" ไป๋หลิงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอเย็นยะเยียบราวกับน้ำค้างแข็ง "แต่ท่านรับคำสั่งจากคนใกล้ตัวฮ่องเต้มาโดยตลอด"
คนในชุดคลุมสีดำก้าวออกมาข้างหน้า ร่างกายแผ่รังสีแห่งไอสังหารที่รุนแรงจนโคมไฟในห้องวูบไหว "พวกเจ้าก้าวล่วงเข้ามาในเขตแดนที่ไม่ควรย่างกราย ความลับนี้มีค่ามากกว่าชีวิตของคนขวางโลกเช่นพวกเจ้า... จางอี้เฟิง ความตายของอาจารย์เจ้าก็เป็นเพียงหนึ่งในแผนการจัดระเบียบใต้หล้าของฝ่าบาทและพวกเรา"
อี้เฟิงรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่กดทับลงมาบนไหล่ แต่เขากลับนิ่งสงบ ดาบของเขาไม่ได้ถูกชักออกมา แต่พลังปราณไร้เงากลับหมุนวนรอบกายอย่างรุนแรง เขารู้แล้วว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสืบหาความจริงเพื่อกู้ชื่อเสียงให้อาจารย์ แต่มันคือการเผชิญหน้ากับอำนาจมืดที่ฝังรากลึกอยู่ในราชสำนัก
"เจ้าบอกว่านี่คือคำสั่งของฝ่าบาทงั้นหรือ?" อี้เฟิงถามเบาๆ แต่มั่นคง
"ฝ่าบาทมิทรงทราบเรื่องนี้หรอก" ชายสวมหน้ากากตอบพลางชักกระบี่ที่ส่องประกายสีเขียวมรกตออกมา "พระองค์ทรงเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่พวกเราเชิดไว้ เพื่อให้มารโลหิต หวงหลง ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ในยามที่แผ่นดินลุกเป็นไฟ!"
วินาทีนั้นเอง อี้เฟิงตัดสินใจได้ทันที เขาถีบโต๊ะไม้ขวางหน้าใส่ขุนนางหลี่เหว่ยเพื่อเปิดช่องว่าง ก่อนจะพุ่งร่างเข้าหาชายสวมหน้ากากด้วยความเร็วที่ไม่ใช่มนุษย์ ความโกรธแค้นที่สั่งสมมานานปะทุขึ้นในใจ ดาบของเขาถูกชักออกจากฝักในจังหวะที่เงาของพวกเขาทั้งสองทาบทับกันบนพื้นห้อง
ทว่า ในขณะที่ปลายดาบของเขากำลังจะสัมผัสถึงหน้ากากเหล็กนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกองกำลังทหารนับร้อยก็ดังขึ้นล้อมรอบจวนแห่งนี้ พร้อมกับเสียงหัวเราะที่คุ้นหูของมารโลหิต หวงหลง ที่ดังแว่วมาจากภายนอกห้องโถง
"เจ้าหลงกลติดกับเสียแล้ว จางอี้เฟิง" ชายสวมหน้ากากแสยะยิ้มใต้หน้ากาก "ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อสังหารเจ้า แต่ข้ามาเพื่อจับกุมเจ้าในฐานะ 'กบฏที่ลอบปลงพระชนม์ขุนนางใหญ่' โดยมีพยานเป็นทหารองครักษ์นับร้อยที่รออยู่หน้าประตู"
อี้เฟิงหยุดดาบไว้เพียงไม่กี่ชิ้นนิ้วจากคอหอยของศัตรู แววตาของเขาฉายประกายแห่งความสูญสิ้นหนทาง แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เหลือบไปเห็นไป๋หลิงที่ส่งสัญญาณลับบอกให้เขามองไปที่หน้าต่างด้านหลัง... ที่นั่น มีเงาหนึ่งยืนนิ่งอยู่ มันไม่ใช่ทหาร และไม่ใช่คนของสำนักมหาเทพ แต่เป็นเงาที่เขาจดจำได้ดีที่สุดจากอดีตที่เขาพยายามลืมเลือน
ร่างนั้นคืออาจารย์ของเขา... ผู้ที่เขาเห็นกับตาว่าตายไปเมื่อห้าปีก่อน!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านมรสุมชีวิตครั้งใหญ่ไปกับจางอี้เฟิงนะครับ หมื่นกระบี่คืนรัง
ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 37
ขุนนางฉ้อฉล
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!