ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 36

เดินทางสู่ราชสำนัก

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
“อย่าได้มองเข้าไปในดวงตาของทหารยามพวกนั้นเด็ดขาด พวกมันฝึกวิชาสะกดจิตของสำนักมหาเทพมา หากพลาดไปเพียงเสี้ยววินาที ชีวิตของท่านจะกลายเป็นหุ่นเชิดของหวงหลงทันที” เสียงกระซิบแผ่วเบาของไป๋หลิงดังขึ้นข้างหู ขณะที่เงาร่างสองร่างเกาะเกี่ยวอยู่บนยอดหลังคาเคลือบกระเบื้องสีเหลืองทองของพระราชวังหลวง จางอี้เฟิงชะงักฝีเท้า เขาไม่ได้ตอบรับด้วยคำพูด เพียงแค่กระชับสายคาดดาบที่ซ่อนอยู่ใต้ชุดผ้าไหมเนื้อหยาบของขันทีชั้นผู้น้อย ความเงียบงันของยามวิกาลภายในวังหลวงนั้นช่างแตกต่างจากความวุ่นวายในยุทธภพที่เขาคุ้นเคย ที่นี่คือขุมนรกที่เงียบเชียบที่สุด หากพลาดพลั้ง ไม่มีแม้แต่โอกาสให้ชักดาบออกมาร่ำลา “เจ้าแน่ใจนะว่าจดหมายฉบับนั้นจะถึงมือฝ่าบาทได้ก่อนที่หวงหลงจะรู้ตัว?” จางอี้เฟิงเอ่ยถาม น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความกังวลที่ซ่อนลึก ไป๋หลิงหยุดชะงัก เธอมองไปที่แสงคบเพลิงที่ส่องสว่างเป็นระยะตามระเบียงทางเดินยาวเหยียด “ไม่ใช่แค่จดหมาย แต่มันคือหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่อาจารย์ของท่านทิ้งไว้ก่อนลมหายใจสุดท้าย หากเราทำพลาด แผ่นดินนี้จะเข้าสู่ยุคมืดที่หวงหลงเป็นผู้บงการ ทุกชีวิตในวังหลวงจะเป็นเพียงเบี้ยในกระดานของมัน” จางอี้เฟิงนิ่งเงียบ ภาพใบหน้าของอาจารย์ที่ถูกใส่ร้ายว่าทรยศแผ่นดินผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง ความแค้นที่ถูกสั่งสมมานานปีไม่ใช่การเข่นฆ่าเพื่อล้างตา แต่มันคือการทวงคืนความยุติธรรมที่ถูกป้ายสี ทั้งคู่ทะยานร่างดุจพยัคฆ์เงาผ่านยอดไม้ลงสู่เขตพระราชฐานชั้นใน พวกเขาไม่ได้ใช้กำลังภายในพร่ำเพรื่อ ความชำนาญของไป๋หลิงในการเคลื่อนที่ผ่านจุดบอดของสายตาพวกทหารยามนั้นไร้ที่ติ แต่เมื่อเท้าของจางอี้เฟิงแตะลงบนพื้นหินอ่อน เสียงระฆังเตือนภัยที่ดังขึ้นจากทิศทางของตำหนักอัครมหาเสนาบดีก็ทำลายความเงียบงันลงทันที “มันรู้ตัว!” ไป๋หลิงอุทาน ร่างบางพลิ้วไหวเตรียมทะยานหนี แต่จางอี้เฟิงกลับคว้าข้อมือเธอไว้ “ถอยไม่ได้แล้ว หากเราออกไปตอนนี้ หวงหลงจะปิดทางเข้าออกทั้งหมด เป้าหมายของเราคือห้องทรงอักษร ลุย!” จางอี้เฟิงเปลี่ยนจากเงาที่หลบซ่อนกลายเป็นกระบี่ที่พุ่งทะลุทะลวง เขาชักดาบเร้นลับออกมาเพียงหนึ่งนิ้ว กลิ่นอายสังหารกระจายตัวออกรอบกายราวกับม่านหมอกสีเทา ทหารยามในชุดเกราะทองคำสี่นายที่ลาดตระเวนผ่านมาถึงกับชะงักค้างด้วยความสั่นสะท้าน จางอี้เฟิงไม่ได้ลงมือฆ่าฟัน เพียงแค่ใช้ฝ่ามือที่อัดแน่นด้วยกำลังภายในกระแทกจุดสกัดลมปราณ พวกมันล้มลงกองกับพื้นโดยไม่ได้ส่งเสียงร้องแม้แต่ครึ่งคำ ทั้งสองพุ่งตัวเข้าสู่ความมืดมิดของตำหนักส่วนพระองค์ ภายในนั้นเงียบงันราวกับหลุมศพ แต่ทว่า... เมื่อประตูไม้แกะสลักถูกผลักออก กลิ่นกำยานที่อบอวลกลับไม่ใช่กลิ่นที่ควรจะเป็นในห้องทรงอักษรของกษัตริย์ แต่มันคือกลิ่นของ ‘เลือดและยาพิษ’ ที่เขาจำได้แม่นยำจากค่ายสำนักมหาเทพ บนเก้าอี้มังกรที่ตั้งตระหง่านกลางห้อง ร่างของชายสูงวัยในชุดฉลองพระองค์กำลังนั่งนิ่ง หลังหันให้กับประตู “ข้ารอพวกเจ้ามานานพอสมควรแล้ว... เจ้าศิษย์เนรคุณของสำนักที่ล่มสลาย” น้ำเสียงนั้นไม่ใช่เสียงของฮ่องเต้ผู้ครองแผ่นดิน แต่เป็นเสียงที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยอำนาจมืดของหวงหลง จางอี้เฟิงกระชับดาบในมือแน่น เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม เขาหันไปสบตากับไป๋หลิง เห็นเพียงความตื่นตระหนกที่ฉายชัดในแววตาของเธอ เพราะในวินาทีนั้นเอง กองกำลังเงาของสำนักมหาเทพนับร้อยชีวิตก็พุ่งทะลุผ่านหน้าต่างและเพดานลงมาล้อมรอบพวกเขาไว้ทุกทิศทาง หวงหลงค่อยๆ หมุนเก้าอี้กลับมา ใบหน้าที่เคยสุขุมของฮ่องเต้บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันของศัตรูคู่อาฆาต ในมือของมันไม่ได้ถือตำรา แต่กำลังถือหัวของขุนนางที่จางอี้เฟิงตั้งใจจะมาขอความช่วยเหลือวางไว้บนโต๊ะ “เจ้าคิดว่าจะช่วยแผ่นดินนี้ได้งั้นรึ จางอี้เฟิง? ดูให้ดีเสียก่อนว่าสิ่งที่เจ้าพยายามปกป้องนั้น... ยังมีลมหายใจเหลืออยู่ให้เจ้ากอบกู้หรือไม่” หวงหลงดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว ประตูด้านหลังที่พวกเขาทะลุเข้ามาก็ปิดตายลง พร้อมกับเสียงหัวเราะที่ดังก้องไปทั่วพระราชวัง ความหวังเดียวที่จะกู้คืนความยุติธรรมพังทลายลงตรงหน้า ในขณะที่ปลายดาบของจางอี้เฟิงสั่นระริกด้วยแรงโทสะที่กำลังจะปะทุ ขอให้ทุกท่านจงร่วมเป็นกำลังใจให้จางอี้เฟิงก้าวผ่านมรสุมชีวิตครั้งใหญ่ที่สุดในวิถีดาบนี้ไปพร้อมกันนะครับ หมื่นกระบี่คืนรัง
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%