"เจ้าจะตามข้าไปเพื่ออะไร ไป๋หลิง? ในเมื่อการเดินกับข้า คือการเดินอยู่บนคมดาบที่พร้อมจะเสียบทะลุหัวใจเจ้าได้ทุกเมื่อ"
จางอี้เฟิงเอ่ยขึ้นขณะที่เขายังคงกุมด้ามดาบแน่น นิ้วโป้งของเขาฝังลึกลงไปบนหนังที่หุ้มด้ามดาบจนซีดขาว สายตาของเขาไม่ได้มองไปยังหญิงสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้า แต่กลับจ้องมองไปยังเงาของตนเองที่ทอดยาวบนพื้นหญ้าที่เริ่มแห้งตายจากไอสังหารที่เพิ่งจางหายไป
ไป๋หลิงไม่ได้สะทกสะท้านกับคำขู่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายคาวเลือดนั้น เธอเพียงแต่ยืนกอดอก พิงหลังกับต้นสนเก่าแก่ ดวงตาคู่คมที่ผ่านการเห็นความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนของเธอ จ้องมองไปที่ใบหน้าด้านข้างที่เต็มไปด้วยความทุกข์ตรมของชายหนุ่ม
"เจ้าถามคำถามที่โง่เขลาที่สุดเท่าที่ข้าเคยได้ยินมา อี้เฟิง" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยร่องรอยของความโหยหาที่ถูกเก็บงำไว้ลึกสุดใจ "เจ้าคิดว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าติดตามเจ้าไปในเงามืดเพื่ออะไร? เพื่อรอคอยการทรยศอย่างนั้นหรือ? หรือเพื่อดูคนโง่คนหนึ่งแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่าเพียงลำพังจนหลังจะหักอยู่แล้ว"
จางอี้เฟิงหันขวับมา สายตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็งในฤดูเหมันต์จ้องเขม็งไปที่นาง "ข้าไม่มีอะไรจะให้เจ้า นอกจากศัตรูที่ไม่มีวันหมดสิ้น และมลทินที่คนทั้งยุทธภพต่างพากันรุมประณามอาจารย์ของข้า เจ้าเป็นนักฆ่าที่มีฝีมือ มีชื่อเสียง... เจ้าไม่ควรเอาอนาคตมาทิ้งไว้กับคนตายที่ยังหายใจอย่างข้า"
"อนาคต?" ไป๋หลิงแค่นหัวเราะ เสียงหัวเราะของนางแห้งแล้งและขมขื่น นางก้าวเท้าเข้ามาหาเขาทีละน้อยจนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่คืบ "สำหรับข้า อนาคตมันจบลงตั้งแต่วันที่ข้าตัดสินใจทรยศสำนักมหาเทพเพื่อช่วยชีวิตเจ้าแล้ว อี้เฟิง เจ้ามองไม่ออกจริงๆ หรือว่าสิ่งที่เจ้าเรียกว่า 'การทรยศของอาจารย์' มันอาจจะเป็นเพียงกุญแจดอกเดียวที่ไขความลับซึ่งสำนักมหาเทพพยายามฝังกลบมาตลอดหลายทศวรรษ?"
จางอี้เฟิงชะงัก ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัด ความเย็นเยียบแล่นผ่านสันหลังเมื่อได้ยินชื่อสำนักนั้น หวงหลง... มารโลหิตผู้นั้นไม่ได้เพียงแค่ต้องการอำนาจ แต่มันกำลังเปลี่ยนยุทธภพให้กลายเป็นโรงฆ่าสัตว์ขนาดใหญ่
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร ไป๋หลิง? อย่าพูดให้ความหวังที่ไม่มีวันเป็นจริงกับข้า" เขาเค้นเสียงออกมาจากลำคอ
"ข้าไม่เคยให้ความหวังใคร ข้ามีแต่ความจริงที่น่ารังเกียจมาเสนอ" ไป๋หลิงยื่นมือที่เรียวบางแต่เต็มไปด้วยแผลเป็นจากการฝึกดาบออกมาสัมผัสที่แขนเสื้อของเขาเบาๆ "ตราประทับในบันทึกที่อาจารย์ของเจ้าทิ้งไว้ ไม่ใช่ของสำนักเร้นลับ แต่มันคือตราประทับของราชวงศ์เก่าที่ล่มสลาย หวงหลงกำลังตามหาสิ่งนั้น เพื่อใช้มันเปิดคลังศัสตราเทพที่สูญหาย หากเจ้าไม่ไปกับข้า แล้วใครจะหยุดมัน? ตัวเจ้าคนเดียวหรือ? เจ้าจะเอาชีวิตไปทิ้งที่หน้าประตูสำนักมหาเทพเพียงลำพังเพื่อความสะใจชั่วครั้งชั่วคราวรึ?"
จางอี้เฟิงนิ่งงัน ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศรอบข้างจนได้ยินเสียงใบไม้ร่วงหล่น ความสับสนในใจของเขากำลังถูกขยี้ด้วยเหตุผลของหญิงสาวตรงหน้า เขาไม่ได้ต้องการคนติดตาม เขาต้องการเพียงเส้นทางที่ขีดไว้ด้วยความตาย แต่ทว่า... ลึกๆ แล้ว ความโดดเดี่ยวที่กัดกินจิตวิญญาณของเขามาตลอดหลายปี กลับสั่นคลอนด้วยความอบอุ่นที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะสัมผัส
"หากเจ้าจะไปกับข้า" จางอี้เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายลง ทว่าแฝงความเด็ดขาด "อย่าถามหาความปลอดภัย และอย่าคาดหวังความเมตตาจากศัตรู ข้าไม่ได้มีวิชาอาคมที่จะปกป้องใครได้ ข้ามีเพียงดาบเล่มนี้กับความแค้นที่แผดเผา"
"ข้าไม่ได้ต้องการคนปกป้อง" ไป๋หลิงยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ดวงตาของเธอดูนุ่มนวลขึ้นอย่างประหลาด "ข้าต้องการเพียง 'ดาบอีกเล่ม' ที่จะก้าวไปพร้อมกับข้าในความมืดมิดนี้ต่างหาก"
ทั้งสองคนยืนนิ่งอยู่กลางป่าไผ่ สายลมพัดพาเอากลิ่นอายของฝนที่กำลังจะมาถึงมาปะทะกาย จางอี้เฟิงถอนหายใจยาว ก่อนจะหันหลังเดินนำหน้าไปสู่เส้นทางที่มุ่งตรงสู่เทือกเขามรณะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักมหาเทพ ไป๋หลิงเดินตามไปอย่างเงียบเชียบ ระยะห่างของทั้งสองคนเริ่มกระชับเข้ามาจนแทบจะกลายเป็นเงาเดียวกัน
แต่ในขณะที่พวกเขากำลังจะพ้นเขตป่าไผ่ เสียงกระดิ่งเงินที่ดังแว่วมาจากความมืดเบื้องหน้าก็หยุดยั้งฝีเท้าของทั้งสองไว้ เสียงฝีเท้าที่เบาราวกับแมวป่าก้าวออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ ผู้ที่ปรากฏกายไม่ใช่ศัตรูที่พวกเขาคาดเดา แต่เป็นชายชราในชุดคลุมสีเทาผู้มีดวงตาข้างหนึ่งที่บอดสนิท
"ช้าก่อน จางอี้เฟิง... เจ้าคิดหรือว่าความลับที่อาจารย์เจ้าฝากไว้ จะมีเพียงเจ้ากับแม่นางคนนี้ที่รู้?" ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าพลางโยนป้ายหยกที่แตกละเอียดลงบนพื้นเท้าของเขา "หวงหลงไม่ได้ต้องการแค่คลังศัสตรา แต่มันต้องการ 'เลือด' ของสายเลือดสุดท้ายแห่งราชวงศ์... และดูเหมือนว่าในมือของเจ้า จะมีสิ่งที่มันต้องการมากที่สุดอยู่แล้ว"
จางอี้เฟิงขมวดคิ้ว มือของเขาคว้าด้ามดาบอีกครั้งด้วยสัญชาตญาณสัตว์ป่า ไป๋หลิงชักมีดสั้นออกมาด้วยความเร็วที่เหนือสายตา ทว่าเหตุการณ์กลับพลิกผันเมื่อชายชราคนนั้นยกมือขึ้นห้าม พร้อมกับเผยรอยยิ้มที่ดูน่าสะพรึงกลัวที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น
"เจ้าไม่ใช่ทายาทของราชวงศ์หรอกอี้เฟิง... แต่ตัวตนที่แท้จริงของอาจารย์เจ้าที่ถูกสั่งให้ 'กำจัด' นั้น กลับเป็นคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเจ้าในตอนนี้เอง"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับวิถีดาบนี้ครับ
หมื่นกระบี่คืนรัง
ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 8
มิตรภาพท่ามกลางดาบ
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!