"เจ้าโกหก... อาจารย์ข้าตายด้วยคมดาบของพวกเจ้าสำนักมหาเทพ!"
เสียงของจางอี้เฟิงสั่นเครือ มิใช่ด้วยความกลัว แต่เป็นความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นดั่งภูเขาไฟที่ถูกกดทับมานานแรมปี มือขวาของเขากุมด้ามดาบแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน นิ้วมือขาวซีดสั่นระริกอยู่เหนือฝักดาบที่เปื้อนรอยสนิมแห่งกาลเวลา
เบื้องหน้าของเขาคือ 'ไป๋หลิง' นางไม่ได้หลบสายตาที่ดุดันของเขาแม้แต่น้อย ดวงตาคู่นั้นของนางมีความเศร้าสร้อยซ่อนอยู่ลึกสุดใจ ราวกับกำลังมองดูคนรักที่กำลังเดินลงสู่หุบเหวแห่งความมืดมิด
"เจ้าเคยสงสัยบ้างไหม อี้เฟิง..." ไป๋หลิงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบดุจผิวน้ำที่นิ่งสนิท "เหตุใดอาจารย์ผู้เก่งกาจถึงระดับปรมาจารย์ ถึงได้ถูกล้อมสังหารง่ายดายปานนั้นในคืนที่ฝนตกหนัก คืนที่ค่ายกลวิญญาณของสำนักถูกปิดตายโดยไม่มีศัตรูภายนอกเล็ดลอดเข้ามาได้แม้แต่มดตัวเดียว"
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงบนหน้าอกของจางอี้เฟิง ความทรงจำในคืนนั้นหวนคืนมา—หยาดฝนที่เย็นเยียบ กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง และร่างของอาจารย์ที่ทรุดลงท่ามกลางเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องที่ยืนล้อมวงด้วยใบหน้าเย็นชา
"ใคร?" จางอี้เฟิงเค้นเสียงถาม "เจ้าหมายความว่าคนในสำนัก... เป็นคนชักดาบเล่มนั้น?"
ไป๋หลิงย่างเท้าเข้าหาเขาช้าๆ แสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแตกของกำแพงหินอาบไล้ใบหน้าเรียวสวยของนางให้ดูหม่นหมอง "คนที่อาจารย์ไว้ใจที่สุด คนที่ยืนอยู่เคียงข้างอาจารย์ในยามที่เจ้ายังเป็นเพียงเด็กน้อยผู้หิวโหย คนผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่น... แต่คือเจ้าสำนักคนปัจจุบัน ผู้ที่อ้างว่าตนเองคือผู้สืบทอดเจตนารมณ์ที่แท้จริงของอาจารย์เจ้า"
จางอี้เฟิงถอยหลังไปหนึ่งก้าว ลมหายใจติดขัด ความจริงที่กระแทกเข้ามานั้นหนักหนาสาหัสเกินกว่าที่จิตใจของเขาจะรับไหว อาจารย์ของเขาไม่ได้ถูกสังหารโดยมารร้ายจากภายนอก แต่ถูกหักหลังโดย 'พี่น้อง' ในสำนักที่เขารักและเทิดทูนดั่งสายเลือด
"เจ้ามีหลักฐานอะไร" เขาถามพลางจ้องเขม็ง
ไป๋หลิงล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบม้วนคัมภีร์เก่าคร่ำคร่าที่มีรอยไหม้เกรียมออกมา "นี่คือบันทึกส่วนตัวของอาจารย์เจ้า... ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะดับสูญ ท่านเขียนทิ้งไว้ด้วยโลหิตของตนเอง เพื่อบอกความจริงแก่ศิษย์เพียงคนเดียวที่ท่านไม่อยากให้แปดเปื้อนไปกับความสกปรกของสำนัก"
มือที่สั่นเทาของจางอี้เฟิงรับคัมภีร์มาเปิดออก อักขระที่ตวัดด้วยความเร่งรีบและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดปรากฏแก่สายตา 'ศิษย์รัก... หากเจ้าได้อ่านสิ่งนี้ แสดงว่าข้าได้จากไปแล้ว และโลกที่เจ้าเห็นนั้นบิดเบี้ยวไปหมดสิ้นแล้ว จงจำไว้... สิ่งที่ข้าปกป้องไม่ใช่เพียงวิชาดาบ แต่คือจิตวิญญาณแห่งธรรมะที่ถูกคนโฉดชลามียศศักดิ์บดขยี้ เจ้าต้องรอด... เพื่อทวงคืนทุกสิ่ง'
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ ราวกับว่าแม้แต่เสียงลมหายใจยังกลายเป็นเรื่องน่าละอาย จางอี้เฟิงทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นหินเย็นเยียบ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนคัมภีร์ ไม่ใช่เพราะเสียใจ แต่มันคือการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
"หากความแค้นนี้เป็นวิบากกรรม" จางอี้เฟิงเงยหน้าขึ้น แววตาที่เคยหม่นหมองบัดนี้กลับกลายเป็นคมดาบที่พร้อมจะสะบั้นทุกสิ่ง "ข้าก็จะเป็นผู้ที่ล้างวิบากกรรมนั้นด้วยปลายดาบของข้าเอง"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นนับสิบดังขึ้นจากเบื้องนอกสำนัก สวนทางกับเสียงนกเค้าแมวที่กรีดร้องอย่างผิดธรรมชาติ ไป๋หลิงหน้าถอดสีนางรีบฉุดแขนจางอี้เฟิงขึ้นทันที "พวกเขาตามมาแล้ว... พวกเขาไม่ได้มาเพื่อเจรจา แต่มาเพื่อปิดปากผู้ที่รู้ความจริงคนสุดท้าย!"
จางอี้เฟิงยังไม่ทันตั้งตัว ประตูหินก็พังทลายลงด้วยแรงกระแทกจากปราณภายในที่รุนแรง ร่างของบุรุษผู้หนึ่งก้าวเข้ามาท่ามกลางฝุ่นควัน ใบหน้าของเขามีรอยแผลเป็นที่พาดผ่านดวงตาซ้าย แววตาของเขาเยือกเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลก
"จางอี้เฟิง" ชายผู้นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและกังวาน "เจ้าไม่ควรพยายามหาความจริง เพราะความจริงมักมีราคาที่เจ้าอาจต้องจ่ายด้วยชีวิต... และในคืนนี้ ข้าจะรับหน้าที่เก็บค่าตอบแทนนั้นเอง"
เมื่อจางอี้เฟิงเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน หัวใจเขาก็หยุดเต้นไปชั่วขณะ เพราะมือสังหารที่ยืนอยู่ตรงหน้าหาใช่ใครอื่นไม่ แต่เป็น 'ศิษย์พี่ใหญ่' ที่เขาเคยนับถือเสมือนพ่อแท้ๆ คนที่เคยสอนวิชาดาบให้เขาเป็นคนแรกในชีวิต!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในเส้นทางสายหมอกไปพร้อมกับผม หมื่นกระบี่คืนรังนะครับ
ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 9
ความจริงของอาจารย์
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!