"เจ้าจะขึ้นไปตายบนยอดเขาพยัคฆ์นั่นจริงๆ หรือ จางอี้เฟิง"
ไป๋หลิงเอ่ยขึ้นขณะที่นางหยุดฝีเท้าลงบนแผ่นหินที่สั่นไหวตามแรงลมโหมกระหน่ำ สายตาของนางไม่ได้มองไปยังเส้นทางที่ทอดยาวขึ้นสู่ยอดเขาอันมืดมิด หากแต่จดจ้องไปยังสันกรามที่ขบแน่นของบุรุษข้างกาย
จางอี้เฟิงไม่ตอบในทันที เขาเพียงแต่ขยับผ้าคลุมไหล่ที่ถูกลมพัดจนปลิวไสว มือขวาที่หุ้มด้วยหนังวัวสีซีดกุมด้ามดาบไร้นามไว้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความเงียบงันระหว่างเขาทั้งสองยาวนานจนแทบจะได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักหน่วงท่ามกลางไอเย็นของยอดเขาสูงชัน
"หากข้าไม่ไป ข้าก็คงตายไปตั้งแต่วันที่อาจารย์ถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศแล้ว" เขากล่าวเสียงเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความร้าวรานที่กรีดลึกลงไปในเนื้อ "ชื่อเสียงที่เสียไปอาจกู้คืนได้ด้วยดาบ แต่ความจริงที่ถูกฝังกลบใต้กองซากศพ... มีเพียงปรมาจารย์เหลยเทียนเท่านั้นที่ขุดมันขึ้นมาได้"
"ปรมาจารย์เหลยเทียนสาบสูญไปสิบปี ผู้คนต่างลือกันว่าท่านสิ้นลมไปพร้อมกับเคล็ดวิชาดาบเงาเมฆาแล้ว" ไป๋หลิงขยับเข้ามาใกล้ขึ้น กลิ่นหอมจางๆ จากกายของนางลอยปะทะจมูกของเขา แต่มันมิได้ช่วยให้จิตใจที่ร้อนรุ่มของจางอี้เฟิงสงบลงเลย "เจ้ากำลังเอาชีวิตไปทิ้งเพื่อตำนานที่อาจไม่มีตัวตน"
จางอี้เฟิงหันกลับมาสบตานาง ดวงตาของเขาดุจก้นบึ้งของมหาสมุทรที่ผ่านพ้นมรสุมมานับครั้งไม่ถ้วน "บางครั้งคนเราก็ต้องยอมเชื่อในตำนาน มากกว่าความจริงที่หดหู่ตรงหน้า หากตำนานนั้นคือหนทางเดียวที่จะปลดเปลื้องมลทินให้สำนักเร้นลับ ข้าก็ยินดีจะไต่ยอดเขาแห่งนี้ด้วยมือเปล่า"
เขาไม่ได้รอคำตอบ ร่างสูงโปร่งก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางแคบๆ ที่แทบไม่มีที่วางเท้า ฝั่งหนึ่งคือหน้าผาชันที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง อีกฝั่งคือผนังหินที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำลื่นปรื๊ด จางอี้เฟิงใช้ปลายเท้าแตะสัมผัสพื้นหินอย่างระมัดระวัง ทุกก้าวย่างของเขาคือการเสี่ยงตายระหว่างความเป็นกับความตาย ตามหลักปรัชญาเต๋าที่เขาเคยร่ำเรียนมา—ในความนิ่งมีความเคลื่อนไหว ในความตายมีความเป็นอยู่
ระหว่างทางขึ้น ทั้งสองต้องผ่านฝูงวิหคอัคคีที่บินโฉบเฉี่ยวราวกับจะขัดขวางผู้บุกรุก จางอี้เฟิงชักดาบออกเพียงครึ่งครา ปราณกระบี่สีครามวูบผ่านอากาศดุจสายฟ้าฟาด ตัดผ่านขนปีกของพวกมันจนแตกกระจายโดยไม่สร้างรอยแผลแก่ชีวิต นี่คือวิถีดาบที่เขายึดถือ... ดาบที่หยุดยั้งมิใช่เพื่อฆ่าฟัน แต่เพื่อก้าวข้ามอุปสรรค
"เจ้าดูใจเย็นขึ้นนะ" ไป๋หลิงกล่าวพลางใช้ทักษะตัวเบาเหินกายตามมา "เมื่อก่อนหากเจอสัตว์อสูรเช่นนี้ เจ้าคงสะบั้นคอพวกมันทิ้งไปหมดแล้ว"
"การเดินทางทำให้คนเปลี่ยนไป" จางอี้เฟิงกล่าวโดยไม่หันกลับ "การฆ่าคนนั้นง่ายดาย แต่การรักษาศรัทธาของตนเองนั้นยากลำบากยิ่งกว่า ข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมอาจารย์ถึงให้ข้าไปฝึกจิต ณ ยอดเขาลูกนี้"
เมื่อขึ้นมาถึงจุดสูงสุดของยอดเขาพยัคฆ์ บรรยากาศกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะเป็นป้อมปราการหรือถ้ำมืดมิดที่น่าสะพรึงกลัว กลับกลายเป็นลานกว้างท่ามกลางไอหมอก มีเพียงกระท่อมหลังเล็กที่ทำจากไม้ไผ่เก่าๆ หลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง ข้างๆ กันนั้นคือชายชราผู้หนึ่งที่กำลังนั่งสมาธิอยู่บนก้อนหินใหญ่ ในมือถือไม้กวาดที่ดูธรรมดาจนน่าตกใจ
จางอี้เฟิงชะงักฝีเท้า เขาทำความเคารพตามธรรมเนียมศิษย์ผู้น้อยอย่างนอบน้อม
"ศิษย์สำนักเร้นลับ จางอี้เฟิง ขอคารวะท่านปรมาจารย์เหลยเทียน"
ชายชราไม่ลืมตา แต่ริมฝีปากที่แห้งผากกลับขยับยิ้มบางๆ "สำนักเร้นลับหรือ? สำนักที่ล่มสลายไปเพราะคำโกหกของคนเขลาเนี่ยนะ เจ้ามาหาคนตายทำไมกัน"
จางอี้เฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก เขาไม่หวั่นไหวกับถ้อยคำดูถูกนั้น "ข้ามาเพื่อขอให้ท่านเป็นพยานให้แก่ความบริสุทธิ์ของอาจารย์ ข้าเชื่อว่าท่านทราบความจริงเรื่อง 'บันทึกธรรมใต้หล้า' ที่หายไป"
เพียงแค่ชื่อ 'บันทึกธรรมใต้หล้า' ชายชราก็ลืมตาขึ้นทันที ดวงตาของเขาสะท้อนประกายคมกริบดุจดาบสองเล่มที่ส่องกระทบแสงแดด มันไม่ใช่สายตาของคนแก่ทั่วไป แต่มันคือสายตาของยอดฝีมือที่ผ่านโลกมาจนทะลุปรุโปร่ง
"เจ้ารู้ไหมว่าการเอ่ยถึงบันทึกเล่มนั้นในยามที่มารโลหิต หวงหลง กำลังกวาดล้างยุทธภพ มันมีค่าเท่ากับการประกาศความตายให้แก่ตัวเอง?" ปรมาจารย์เหลยเทียนลุกขึ้นยืนช้าๆ กระแสลมรอบกายหมุนวนอย่างน่าประหลาด "มารโลหิตไม่ได้ต้องการแค่แผ่นดิน แต่มันต้องการพลังที่ซ่อนอยู่ในบันทึกนั่น"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายสิบสายดังขึ้นจากด้านหลังของจางอี้เฟิง พร้อมกับกลิ่นอายสังหารที่คุ้นเคย
"ข้าบอกท่านแล้วว่าเขาต้องมา" เสียงทุ้มต่ำและเย็นยะเยือกของ 'หวงหลง' ดังขึ้นจากหลังโขดหินใหญ่ ก่อนที่เงาร่างของชายชุดดำนับสิบจะโผล่ออกมาล้อมรอบทั้งคู่ไว้
จางอี้เฟิงรู้สึกถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้าใส่ เขาคว้าด้ามดาบแน่น หัวใจเต้นระรัวในอก แต่นี่ไม่ใช่ความกลัว หากแต่เป็นความตื่นเต้นที่ความจริงกำลังจะถูกเผยออกมา
"ข้าไม่ได้มาเพื่อตามหาบันทึกหรอกจางอี้เฟิง" หวงหลงแสยะยิ้มพลางชักกระบี่เล่มยาวที่เปื้อนคราบเลือดเก่าออกมา "ข้ามาเพื่อจับตัว 'กุญแจ' ที่จะเปิดบันทึกเล่มนั้น... ซึ่งก็คือตัวเจ้าเอง"
จางอี้เฟิงเบิกตากว้าง ความลับที่อาจารย์ทิ้งไว้ก่อนตายกำลังจะถูกเฉลยในวินาทีนี้... และมันช่างน่าตกใจเสียยิ่งกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้หลายเท่า!
---
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาพยัคฆ์ไปพร้อมกับผม หมื่นกระบี่คืนรังนะครับ
ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 10
ตำนานขุนเขาพยัคฆ์
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!