ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 11

บททดสอบจากความว่างเปล่า

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
“เจ้าจงวางดาบลงเสีย แล้วบอกข้ามา... สิ่งที่เจ้าถือครองอยู่ คืออาวุธเพื่อผดุงธรรม หรือเป็นเพียงโลงศพที่ขังวิญญาณของเจ้าเอาไว้กันแน่?” เสียงแหบพร่าดุจใบไม้แห้งกรอบที่เสียดสีกันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในถ้ำพยัคฆ์ จางอี้เฟิงชะงักฝีเท้า มือที่กุมด้ามดาบสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ผ่อนแรงลง ดวงตาคมกริบของเขาจ้องมองร่างชราที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหินเบื้องหน้า ชายชราผู้นี้คือ ปรมาจารย์มู่อวิ๋น ผู้ที่ถูกลืมเลือนไปจากยุทธภพเนิ่นนาน แต่สำหรับอี้เฟิง ท่านคือความหวังเดียวที่จะไขปริศนาการตายของอาจารย์ตน อี้เฟิงไม่ได้ตอบคำถามทันที เขาคุกเข่าลงช้าๆ พินิจพิจารณารูปวาดพู่กันจีนบนผนังถ้ำที่ดูคล้ายภาพความว่างเปล่าเสียมากกว่าจะเป็นทิวทัศน์ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น “ข้าแบกดาบเล่มนี้เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้อาจารย์ ท่านปรมาจารย์... สำหรับคนตายไปแล้ว ความแค้นอาจไร้ความหมาย แต่สำหรับคนเป็นอย่างข้า หากไม่สะสางหนี้เลือดนี้ จิตวิญญาณข้าก็ไม่ต่างจากผีพเนจร” “ความยุติธรรม?” ปรมาจารย์มู่อวิ๋นหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะแฝงความสมเพชปนเมตตา “ในโลกที่หมุนวนดั่งวงล้อเกวียน เจ้าคิดว่าการฆ่าคนคนหนึ่งจะทำให้โลกหยุดหมุนไปในทิศทางที่เจ้าต้องการได้หรือ? เจ้ากำลังไล่ล่าเงาที่เจ้าสร้างขึ้นเองในใจต่างหาก อี้เฟิง” อี้เฟิงขมวดคิ้วแน่น ความทรงจำอันโหดร้ายเรื่องคืนที่อาจารย์ถูกใส่ร้ายจนต้องปลิดชีพตนเองฉายชัดขึ้นมาอีกครั้ง เขาแค่นยิ้ม “เงาของความตายนั้นชัดเจนเกินกว่าจะเรียกว่าภาพลวงตา ท่านบอกว่าข้าควรปล่อยวาง... แต่หากเป็นท่านเล่า หากคนทั้งยุทธภพตราหน้าท่านว่าเป็นคนทรยศ ท่านจะนิ่งเฉยได้หรือ?” ปรมาจารย์มู่อวิ๋นลืมตาขึ้น ดวงตาสีขุ่นมัวคู่นั้นดูราวกับหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง จู่ๆ กลิ่นอายกดดันมหาศาลก็แผ่ออกมาจากร่างที่ดูไร้กำลังนั้น มันไม่ใช่พลังยุทธ์ที่รุนแรง แต่เป็นความว่างเปล่าที่หนักอึ้งดุจขุนเขา อี้เฟิงรู้สึกเหมือนลมหายใจของตนถูกสูบออกไปทีละน้อย “ข้าเคยทรยศต่อทุกสิ่งแม้กระทั่งความเชื่อของตนเองมาแล้ว” ปรมาจารย์กล่าวเสียงเรียบ “แต่การที่เจ้าต้องการคำตอบจากข้าเพียงเพราะอยากรู้ว่า ‘ใคร’ คือผู้ฆ่า นั่นแสดงว่าเจ้ายังไม่เข้าใจปรัชญาของดาบ... ดาบที่แท้จริงไม่เคยมีเจ้าของ และความจริงก็ไม่เคยมีใบหน้าให้เจ้าไปทวงถาม” ไป๋หลิงที่ยืนหลบมุมอยู่ในเงามืดของปากถ้ำขยับกายเล็กน้อย แววตาของนางแสดงความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด นางรู้ดีว่าหากอี้เฟิงหลงทางไปกับปรัชญาอันลึกซึ้งและบีบคั้นนี้ เขาอาจสูญเสียสมาธิในการต่อสู้จนกลายเป็นคนเสียสติไปตลอดกาล แต่ก่อนที่นางจะก้าวออกไปแทรกแซง อี้เฟิงกลับยกมือห้ามไว้ “ท่านบอกว่าความจริงไม่มีใบหน้า” อี้เฟิงหลับตาลง พยายามรวบรวมสมาธิ “ถ้าเช่นนั้น การที่หวงหลงกำลังรวบรวมกองทัพเพื่อเปลี่ยนยุทธภพเป็นแดนมิคสัญญี สิ่งนี้คือภาพลวงตาด้วยหรือไม่? ความตายของผู้คนนับพันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คือความว่างเปล่าที่ท่านสอนให้ข้าเพิกเฉยงั้นหรือ?” ปรมาจารย์มู่อวิ๋นหยุดนิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะหยิบพู่กันขึ้นมาแตะหมึกแล้ววาดเส้นสายลงบนอากาศ จิตสัมผัสของอี้เฟิงรู้สึกได้ถึงพลังที่พุ่งเข้ามากระแทกจิตใจ ราวกับเขากำลังถูกผลักให้ไปยืนอยู่กลางมหาสมุทรที่ไม่มีขอบเขต “จงบอกข้า... เมื่อไม่มีฟ้า ไม่มีดิน ไม่มีตัวตนของเจ้า... แล้วใครกันเล่าที่เป็นผู้ผดุงธรรม?” อี้เฟิงตัวสั่นเทิ้ม เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม ภาพความแค้นในอดีตเริ่มจางหายไป ภาพของหวงหลงที่ถือดาบอาบเลือดเริ่มเลือนราง ในใจของเขากำลังเผชิญกับพายุโหมกระหน่ำระหว่างการแก้แค้นส่วนตัวกับหน้าที่ของจอมยุทธ์ เขาเริ่มตระหนักว่า หากเขาฆ่าหวงหลงด้วยความแค้น เขาก็ไม่ต่างจากมารร้าย แต่หากเขานิ่งเฉย ยุทธภพก็จะล่มสลาย ทันใดนั้นเอง! เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายสิบคนก็ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท เสียงเหล็กกระทบกันบ่งบอกถึงอาวุธครบมือที่กำลังล้อมปากถ้ำเอาไว้ “ท่านปรมาจารย์...” อี้เฟิงลืมตาขึ้น แววตาของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่ความสับสนอีกต่อไป แต่เป็นความสงบนิ่งราวกับผิวน้ำที่ไม่มีวันสั่นไหว “ดูเหมือนคำตอบของคำถามท่าน จะตามมาหาพวกเราถึงที่นี่แล้ว” ร่างหนึ่งก้าวพ้นจากเงาจันทร์ที่ปากถ้ำ แสงคบเพลิงส่องให้เห็นใบหน้าที่คุ้นตาเป็นอย่างดี... หวงหลง! เขาไม่ได้มาคนเดียว แต่มาพร้อมกับกลุ่มจอมยุทธ์ในชุดสีดำสนิทของสำนักมหาเทพที่ดูเหมือนจะดักรอพวกเขานานแล้ว หวงหลงเหยียดยิ้มกว้าง ดวงตาที่เหี้ยมเกรียมจ้องมองเข้าไปยังถ้ำลึก “ข้าไม่นึกเลยว่าจะต้องถ่อสังขารมาถึงยอดเขาพยัคฆ์ เพียงเพื่อจะมาดูศิษย์ที่ไร้อาจารย์มานั่งฟังนิทานหลอกเด็ก... จางอี้เฟิง เจ้าคิดว่าความว่างเปล่าจะช่วยชีวิตเจ้าได้จริงๆ หรือ?” หวงหลงชักกระบี่สีเลือดออกมา แสงจากใบดาบสะท้อนวาบเข้าตาของอี้เฟิง ในวินาทีนั้น อี้เฟิงก็ตัดสินใจคว้าดาบขึ้นมา แววตาสีนิลของเขาฉายประกายเย็นเยียบดุจน้ำแข็งค้างปี “ในเมื่อท่านเลือกที่จะทำลายความว่างเปล่าด้วยคมดาบ” อี้เฟิงเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าก็จะแสดงให้ท่านเห็นว่า... วิถีดาบที่ไม่มีเงา ไม่ได้แปลว่าไม่มีตัวตน” แต่ก่อนที่อี้เฟิงจะก้าวออกไปเผชิญหน้า ปรมาจารย์มู่อวิ๋นกลับคว้าข้อมือเขาไว้แน่น แรงบีบนั้นมหาศาลจนกระดูกแทบแหลก พร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ทำให้อี้เฟิงต้องชะงักงัน “เจ้ายังไม่พร้อมจะเผชิญหน้ากับความจริง... เพราะคนที่ส่งข่าวให้หวงหลงรู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่ คือคนใกล้ตัวที่สุดของเจ้าเอง” อี้เฟิงหันกลับไปมองไป๋หลิงที่ยืนอยู่เบื้องหลังทันที หัวใจของเขากระตุกวูบเมื่อเห็นแววตาที่ว่างเปล่าและเย็นชาของนาง ซึ่งไม่เหลือเค้าเดิมของสตรีที่เขาเคยไว้วางใจแม้แต่น้อย ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางค้นหาความหมายของวิถีดาบไปพร้อมกับผม หมื่นกระบี่คืนรังนะครับ
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%