“คำพูดของนาง… เจ้าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด?”
เสียงทุ้มต่ำของชายชุดดำเบื้องหน้าดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของโรงเตี๊ยมร้างปลายด่าน จางอี้เฟิงไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เขาเพียงแต่วางถ้วยน้ำชาที่เย็นชืดลงบนโต๊ะไม้ผุพัง สายตาของเขาจับจ้องไปยังคมดาบที่พาดอยู่บนตัก ราวกับมันเป็นสิ่งเดียวที่เขาสามารถไว้วางใจได้ในยามนี้
“ความจริงเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจสำหรับคนบางประเภท แต่สำหรับข้า มันคือหนามที่คอยเตือนสติ” จางอี้เฟิงตอบเรียบๆ สายตาเงยขึ้นสบกับบุรุษร่างสูงใหญ่ที่ยืนกอดอกอยู่มุมห้อง
หวงกุ้ย รองหัวหน้าพรรคมารผู้คุมเขตแดนประจิม แสยะยิ้มที่มุมปาก แววตาของเขาดุจสัตว์ร้ายที่กำลังหยอกล้อกับเหยื่อก่อนจะลงมือสังหาร “อาจารย์ของเจ้าตายเพราะความไว้ใจ... ช่างเป็นวาทะที่ตลกสิ้นดี อี้เฟิง เจ้าเติบโตมาในสำนักเร้นลับที่พร่ำสอนเรื่องธรรมะและคุณธรรม แต่ดูเจ้าตอนนี้สิ แววตาของเจ้ามันฟ้องว่าเจ้ากำลังหิวโหย... ไม่ใช่หิวข้าว แต่หิวความแค้น”
จางอี้เฟิงลุกขึ้นยืนช้าๆ เสียงฝีเท้าของเขาเบาหวิวราวกับไร้ตัวตน “ถ้าความแค้นคืออาหาร ข้าก็คงอิ่มมานานแล้ว แต่สิ่งที่ข้าต้องการไม่ใช่แค่ชีวิตเจ้าหวงกุ้ย แต่คือ 'ชื่อ' ของคนที่อยู่เบื้องหลังคำสั่งสังหารอาจารย์ข้า”
“อยากรู้หรือ?” หวงกุ้ยหัวเราะลั่น เสียงนั้นบาดลึกเข้าไปในแก้วหูราวกับคมมีด “ถ้าเจ้ามีฝีมือพอจะต้อนข้าจนมุมได้ ข้าอาจจะเมตตาบอกเจ้าสักคำสองคำ แต่เกรงว่าดาบของเจ้าวันนี้คงหนักอึ้งเกินกว่าจะขยับได้คล่องตัว”
สิ้นคำกล่าว ร่างของหวงกุ้ยก็พุ่งปราดเข้ามาราวกับเงาปีศาจ ฝ่ามือที่อาบด้วยไอสีม่วงคล้ำฟาดลงมากลางอากาศ เกิดเป็นเสียงหวีดหวิวของลมปราณที่ฉีกกระชากบรรยากาศรอบข้างจนสั่นสะเทือน จางอี้เฟิงถอยหลังก้าวหนึ่ง มือขวากระชับด้ามดาบแน่น เขาไม่ได้ชักดาบออกมาทั้งหมด เพียงแค่ดึงมันออกมาเพียงนิ้วเดียว เสียงเหล็กกระทบฝักดาบดังกังวานใสราวกับระฆังวัด
*เคร้ง!*
ประกายไฟสีเงินสว่างวาบขึ้นกลางความมืด อานุภาพของดาบที่พุ่งออกมาเพียงเสี้ยวเดียวปะทะกับฝ่ามือมารของหวงกุ้ย แรงปะทะผลักให้ทั้งคู่ถอยหลังไปคนละสามก้าว แผ่นไม้ที่พื้นแตกละเอียดกระจายตัวออกเป็นเสี่ยงๆ
“วิชาดาบไร้เงาของสำนักเร้นลับ... ที่ว่ากันว่าเร็วเกินกว่าที่สายตามนุษย์จะมองเห็น ดูท่าจะจริงอย่างที่ร่ำลือ” หวงกุ้ยสะบัดมือที่เริ่มมีรอยเลือดซึมออกมาเล็กน้อย แววตาของเขาเปลี่ยนจากความดูแคลนเป็นความระมัดระวัง
“วันนี้เจ้าไม่ได้มาเพื่อสังหารข้าเพียงอย่างเดียว” จางอี้เฟิงเอ่ยพลางจัดท่วงท่าให้มั่นคง “เจ้ามาเพื่อล่อข้าออกมาจากที่ซ่อน และทดสอบว่าข้าได้รับรู้อะไรมาบ้างแล้ว”
หวงกุ้ยเหยียดยิ้ม “ฉลาดนักอี้เฟิง แต่เจ้าลืมไปอย่างหนึ่ง ในสงครามนี้ ไม่มีใครสู้ด้วยตัวคนเดียว”
ในขณะที่การปะทะกำลังถึงจุดเดือด เสียงฝีเท้าที่เบาแสนเบาก็ดังขึ้นมาจากบนหลังคาโรงเตี๊ยม จางอี้เฟิงสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่แหลมคมพุ่งตรงมาที่หลังคอของเขา มันไม่ใช่พลังของหวงกุ้ย แต่เป็นพลังที่เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
เขาเหลือบมองไปยังเงาที่พาดผ่านช่องหน้าต่าง ไป๋หลิงยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาสีถ่านของนางเต็มไปด้วยความโศกเศร้า มือของนางไม่ได้ถืออาวุธ แต่กลับถือจดหมายประทับตราสำนักเร้นลับฉบับหนึ่งไว้แน่น ท่าทีของนางที่ดูลังเลและเจ็บปวดทำให้อี้เฟิงชะงักไปชั่วครู่
“อย่าบอกนะว่า...” จางอี้เฟิงพึมพำกับตัวเอง
“นางคือคนส่งข่าวที่แท้จริงของข้าตั้งแต่วันแรกที่อาจารย์เจ้าตาย” หวงกุ้ยกล่าวสมทบด้วยน้ำเสียงสมเพช “ไม่สิ... จะเรียกว่าคนส่งข่าวก็ถูก แต่เรียกว่า 'ผู้สืบทอดที่แท้จริงของตำราลับ' จะเหมาะกว่า”
ไป๋หลิงขยับร่างลงมาจากหลังคา นางวางจดหมายลงบนโต๊ะระหว่างคนทั้งสอง ใบหน้าของนางเรียบเฉยทว่ามือสั่นเทา “อี้เฟิง... ในจดหมายฉบับนี้ มีลายเซ็นของคนที่เจ้าเคารพที่สุดในสำนัก... ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหนเลย”
จางอี้เฟิงมองไปที่จดหมาย ความมืดมิดในใจที่เขาเคยพยายามควบคุมเริ่มกัดกินตัวตนของเขาจนเกือบหมดสิ้น ในจังหวะที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปหยิบจดหมายนั้นขึ้นมาดู ประตูด้านหน้าของโรงเตี๊ยมก็ถูกถีบพังทลายลงด้วยกำลังมหาศาล เสียงของชายปริศนาในชุดเกราะสีทองที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนก้าวเข้ามาพร้อมกับขบวนศิษย์สำนักเร้นลับนับสิบชีวิต
“จางอี้เฟิง! เจ้าทรยศต่อสำนักและสังหารศิษย์ร่วมสำนักไปถึงสามคน บัดนี้ถึงเวลาชดใช้หนี้เลือดแล้ว!” หัวหน้าขบวนศิษย์ตะโกนก้อง
หวงกุ้ยหัวเราะร่าพร้อมกับถอยห่างออกไป “ดูเหมือนเจ้าจะมีศัตรูที่น่าสนุกกว่าข้าแล้วนะ อี้เฟิง... หรือบางที สิ่งที่อยู่ในจดหมายนั่น จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เจ้าไม่เหลือที่ยืนในยุทธภพอีกต่อไป!”
จางอี้เฟิงยืนนิ่งท่ามกลางวงล้อม ทั้งศัตรูเก่าที่จ้องจะเอาชีวิต และผู้คนที่เขาเคยเรียกว่าพี่น้องที่บัดนี้มองเขาด้วยสายตารังเกียจดุจสัตว์ร้าย เขาหันไปมองไป๋หลิง แต่นางกลับเบือนหน้าหนี ทิ้งให้เขาต้องเผชิญกับความจริงที่โหดร้ายเพียงลำพัง
มือของเขาจับด้ามดาบแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน นี่คือจุดเริ่มต้นของการทรยศ หรือบทสรุปของความจริงที่เขามองข้ามมาตลอดกันแน่?
---
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในยุทธภพอันโหดร้ายนี้ หวังว่าท่านจะยังคงติดตามวิถีของชายผู้ไร้เงาผู้นี้ต่อไปนะครับ
หมื่นกระบี่คืนรัง
ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 7
การปะทะครั้งแรก
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!