“หากของจริงอยู่ในมือท่าน เช่นนั้นที่ข้าพเจ้าและเหล่าพี่น้องสำนักต่างๆ ยอมสังเวยชีวิตไปนับร้อย... ก็เป็นเพียงเรื่องตลกที่ท่านปั้นแต่งขึ้นมาเล่นสนุกอย่างนั้นหรือ?”
จางอี้เฟิงเค้นเสียงถาม ร่างกายของเขาสั่นสะท้านมิใช่ด้วยความกลัว แต่เป็นเพราะเพลิงโทสะที่ลุกโชนอยู่ในอก เขาบีบด้ามกระบี่ในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน มือที่คอยประคองฝักกระบี่สั่นระริกราวกับจะรั้งไว้ไม่อยู่
หญิงชราที่เบื้องหน้าหาได้สะทกสะท้านไม่ นางเพียงคลี่ยิ้มบางๆ ริ้วรอยบนใบหน้าคล้ายแผนที่แห่งกาลเวลาที่ผ่านการกรำศึกมานับไม่ถ้วน นางค่อยๆ ม้วนคัมภีร์หนังแพะสีซีดจางนั้นกลับอย่างเชื่องช้า ก่อนจะปัดเศษฝุ่นที่เกาะอยู่บนปกด้วยความทะนุถนอม
“ความตายของผู้คนในยุทธภพ เป็นเพียงธุลีในสายตาข้า” นางกล่าวเสียงเรียบ “แต่การที่เจ้ายังไม่ตาย และก้าวข้ามผ่านประตูแห่งความลวงมาได้จนถึงจุดนี้ จางอี้เฟิง... นั่นต่างหากที่น่าสนใจกว่า”
ไป๋หลิงที่ยืนอยู่เคียงข้างขยับกายเล็กน้อย มือของนางวางอยู่บนด้ามมีดสั้นที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อ สายตาคมปลาบคอยกวาดมองรอบทิศทางอย่างระแวดระวัง บรรยากาศรอบกายของหญิงชราคนนี้แปลกประหลาดนัก ไร้ซึ่งกลิ่นอายของผู้ฝึกยุทธ์ แต่กลับกดทับลมหายใจของผู้คนให้ติดขัดราวกับมีมือที่มองไม่เห็นบีบคอไว้
“ท่านต้องการอะไรกันแน่?” ไป๋หลิงถามแทรกขึ้น น้ำเสียงของนางเยือกเย็นและชัดเจน
หญิงชราเหลือบมองไป๋หลิงแวบหนึ่ง ก่อนจะเบนสายตาไปทางทิศเหนือ ที่ซึ่งหมู่เมฆสีเทาทะมึนก่อตัวเป็นป้อมปราการธรรมชาติ ดินแดนที่ถูกเรียกขานว่า 'เขตอิทธิพลมาร' แผ่นดินที่ไร้ซึ่งแสงตะวันและเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดของหวงหลง
“หวงหลงกำลังจะทำพิธีเปิดประตูผนึกในคืนจันทร์ดับนี้” นางเอ่ยพลางก้าวถอยหลังเข้าสู่เงามืดของพุ่มไม้ “หากพวกเจ้าต้องการทราบว่าเหตุใดอาจารย์ของเจ้าถึงต้องตาย และความจริงที่ถูกฝังไว้ใต้ดินแดนเหนือมีหน้าตาเป็นอย่างไร... ก็จงมุ่งหน้าไปที่ยอดเขาทมิฬเสีย แต่อย่าลืม... มารมิได้มีเพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังฝังรากลึกอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจคนด้วยเช่นกัน”
เมื่อสิ้นเสียง หญิงชราก็หายวับไปราวกับละอองหมอกที่ถูกสายลมพัดพา ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวและคัมภีร์เล่มหนึ่งที่นางโยนทิ้งไว้บนพื้นดิน
จางอี้เฟิงก้มลงหยิบมันขึ้นมา ลมหายใจของเขาเริ่มกลับมาเป็นปกติ เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากคัมภีร์เล่มนั้น ราวกับมันถูกแช่ไว้ในน้ำแข็งพันปี
“เราต้องไปต่อใช่ไหม” ไป๋หลิงถามพลางขยับเข้าใกล้
“ต้องไป” จางอี้เฟิงตอบสั้นๆ “เพราะนี่คือหนทางเดียวที่จะล้างมลทินให้อาจารย์ได้ หากข้าปล่อยให้หวงหลงครอบครองแผ่นดินนี้โดยที่ความจริงยังคงถูกปิดบัง ข้าก็ไม่คู่ควรกับการเป็นศิษย์ของท่าน”
ทั้งสองเริ่มออกเดินทางเข้าสู่ดินแดนเหนือ พื้นที่แห่งนี้เปลี่ยนไปจากป่าเขาลำเนาไพรที่เคยพบเห็นโดยสิ้นเชิง ต้นไม้ที่นี่แห้งกรังเหมือนกิ่งไม้ที่ถูกเผาไหม้ ดินแตกระแหงเป็นร่องลึก และความหนาวเย็นที่แหลมคมเหมือนใบมีดคอยบาดผิวหนังทุกครั้งที่ขยับกาย การเดินทางในเขตอิทธิพลของหวงหลงเปรียบเสมือนการเดินอยู่บนคมดาบ ทุกย่างก้าวมีความตายดักรออยู่
“เจ้าสัมผัสได้หรือไม่?” ไป๋หลิงกระซิบ “มีคนติดตามเรามา... ไม่ใช่คนเดียว แต่เป็นกลุ่มใหญ่”
จางอี้เฟิงหยุดเดิน เขาวางมือลงบนด้ามกระบี่ทันที พลังปราณในกายเริ่มหมุนเวียนอย่างรวดเร็วเพื่อปรับตัวเข้ากับไอเย็นจัด “ข้าสัมผัสได้ตั้งแต่ข้ามผ่านเขตแดนศิลาเข้ามาแล้ว พวกมันเป็นกองกำลังเงาของหวงหลง ดูเหมือนว่าข่าวการตายของอาจารย์ข้าจะยังไม่ทำให้พวกมันอิ่มใจพอ”
ท่ามกลางหมอกหนาสีเทา ร่างของบุรุษสวมชุดเกราะสีดำทมิฬนับสิบปรากฏตัวขึ้น พวกมันเคลื่อนที่ไร้เสียงราวกับวิญญาณ ใบหน้าภายใต้หน้ากากเหล็กไร้อารมณ์ความรู้สึก แววตาสีแดงฉานที่ลอดออกมาจากช่องหน้ากากนั้นบอกชัดเจนว่าพวกมันไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็น 'หุ่นเชิดมาร' ที่ไร้ความรู้สึกเจ็บปวด
“จางอี้เฟิง...” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลุ่มเงาเหล่านั้น มันเป็นเสียงที่แหบพร่าและก้องกังวานราวกับมาจากนรกภูมิ “ท่านเจ้าสำนักหวงหลงฝากมาบอกว่า คัมภีร์ที่เจ้าถืออยู่นั้น... เป็นเพียงชิ้นส่วนที่เหลือทิ้งของเศษเหล็ก ขอให้เจ้าส่งมอบมันมา แล้วข้าจะมอบความตายที่ไร้ความเจ็บปวดให้เป็นรางวัล”
จางอี้เฟิงแค่นยิ้มที่มุมปาก มือที่จับกระบี่เริ่มดึงใบกระบี่ออกจากฝัก แสงสีเงินวาววับสะท้อนกับหมอกหนาจนเกิดประกายแปลกตา
“บอกหวงหลงของพวกเจ้าด้วย ว่าของสิ่งนี้มีค่าเกินกว่าจะมอบให้สุนัขรับใช้ที่ไร้ศักดิ์ศรีอย่างพวกเจ้า”
สิ้นคำกล่าว จางอี้เฟิงก็พุ่งตัวออกไปราวกับสายฟ้า กระบี่ในมือวาดเป็นวงโค้งที่งดงามและดุดันดุจมังกรสะบัดหาง การปะทะกันเริ่มขึ้นในชั่วพริบตา โลหะกระทบกันจนเกิดเสียงสนั่นหวั่นไหวท่ามกลางความเงียบงันของแดนเหนือ ไป๋หลิงร่ายรำไปตามจังหวะของการต่อสู้ มีดสั้นในมือนางพุ่งเข้าจุดตายของศัตรูอย่างแม่นยำ ทุกจังหวะคือความตาย ทุกย่างก้าวคือศิลปะการฆ่า
ทว่า ในขณะที่การต่อสู้กำลังดุเดือด จางอี้เฟิงกลับรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง พลังมารที่แผ่ออกมาจากหุ่นเชิดเหล่านี้ไม่ได้รุนแรงเหมือนที่เขาเคยพบเจอ แต่มันกลับคล้ายคลึง... คล้ายคลึงกับกระบวนท่าของสำนักอาจารย์เขาอย่างน่าประหลาดใจ
เขารีบถอยฉากออกมา พลางมองดูศัตรูที่กำลังรุกคืบเข้ามาอีกครั้ง ความสงสัยเริ่มกัดกินจิตใจ หากมารพวกนี้ใช้วิชาของอาจารย์ข้า เช่นนั้นผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังไม่ใช่เพียงหวงหลงคนเดียวแล้ว
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเชื่องช้าก็ดังแทรกขึ้นมาเหนือเสียงปะทะ เหล่าหุ่นเชิดมารหยุดชะงักลงพร้อมกันและก้มหัวลงทำความเคารพแก่เงาร่างหนึ่งที่กำลังก้าวออกมาจากหมอกหนาเบื้องหลัง
ร่างนั้นสวมชุดยาวสีขาวสะอาดตา ตัดกับความมืดมิดของดินแดนนี้อย่างสิ้นเชิง ใบหน้าที่สงบนิ่งและดวงตาที่เต็มไปด้วยความเมตตาที่จางอี้เฟิงคุ้นเคยดีที่สุดทำให้เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน
“อาจารย์... ท่านยังไม่ตาย?” จางอี้เฟิงพึมพำ มือที่ถือกระบี่สั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ในขณะที่ร่างของชายชราตรงหน้าคลี่ยิ้มเอ็นดู แต่ดวงตาคู่นั้นกลับว่างเปล่าไร้ซึ่งความอบอุ่น
“ศิษย์รัก...” ร่างนั้นเอ่ยเสียงนุ่มนวล “เจ้ามาได้ไกลกว่าที่ข้าคิดไว้มาก... แต่ก็น่าเสียดาย ที่เจ้ามาถึงจุดจบของชีวิตเจ้าเสียแล้ว”
หมื่นกระบี่คืนรังขอขอบพระคุณมิตรรักแฟนนิยายทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของจางอี้เฟิงมาจนถึงบรรทัดนี้ด้วยใจจริงนะครับ
ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 16
ดินแดนห่างไกล
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!