“ถ้าเจ้ายังไม่หยุดสั่น ข้าจะทิ้งเจ้าไว้ที่นี่แล้วไปต่อคนเดียว”
จางอี้เฟิงกระซิบผ่านไรฟัน น้ำเสียงของเขาราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก แต่ในแววตากลับวาวโรจน์ด้วยความระแวดระวัง เขาหยุดฝีเท้าลงกะทันหันภายใต้ร่มเงาของหินผาขรุขระ ก่อนจะใช้สันมือที่หุ้มด้วยถุงมือหนังแตะลงบนลำคอของไป๋หลิงเบาๆ เพื่อส่งกระแสลมปราณแผ่วเบาไปกดจุดระงับอาการหายใจหอบถี่ของนาง
ไป๋หลิงกัดริมฝีปากจนห่อเลือด นางพยักหน้าเล็กน้อย พยายามปรับจังหวะหัวใจที่เต้นรัวดุจกลองศึกให้กลับมาเป็นปกติ กลิ่นคาวเลือดจากบาดแผลที่ต้นแขนของนางคละคลุ้งผสมกับกลิ่นไอดินหลังฝนตก ทั้งสองซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินใหญ่ ขณะที่เสียงฝีเท้าหนักแน่นของเหล่าองครักษ์มารโลหิตดังก้องมาจากหุบเขาลึกเบื้องหลัง พวกมันไม่ได้เดินทัพแบบไร้ทิศทาง แต่กำลังตีวงล้อมเข้ามาอย่างเป็นระบบ
“ข้อมูลนั่น... มันคุ้มค่าพอที่จะทำให้เราต้องตายหรือไม่” ไป๋หลิงถามเสียงแผ่ว สายตามองไปยังม้วนคัมภีร์หนังแพะที่ซุกอยู่ภายในสาบเสื้อของจางอี้เฟิง
จางอี้เฟิงไม่ตอบ เขาหยิบมีดสั้นออกมาเช็ดคราบเลือดที่ติดอยู่กับใบมีดอย่างใจเย็น “อาจารย์ของข้าถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศเพียงเพราะขวางทางพวกมัน ข้อมูลนี้ไม่ใช่แค่กระดาษ แต่มันคือความเป็นธรรมที่จะพิสูจน์ว่า ใครกันแน่ที่เป็นผู้ทรยศยุทธภพตัวจริง”
เขาเหลือบมองไปยังยอดเขาสูงตระหง่านเบื้องหน้า ซึ่งเป็นรอยต่อเข้าสู่ชายแดนแคว้นเหนือ หากข้ามพ้นเขตนี้ไปได้ อำนาจของหวงหลงจะลดทอนลง และพวกเขาจะมีโอกาสเปิดโปงแผนการรวมแผ่นดินที่แลกมาด้วยชีวิตผู้บริสุทธิ์นับหมื่น
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่เคยดังก้องก็เงียบหายไปอย่างน่าประหลาด
จางอี้เฟิงขมวดคิ้ว เขาหลับตาลงสัมผัสถึงความสั่นสะเทือนผ่านพื้นดิน ปรัชญาเต๋าที่เขาฝึกฝนมาเนิ่นนานบอกให้เขาปล่อยวางตัวตนและเป็นหนึ่งเดียวกับสายลม สัมผัสที่หกของเขากำลังเตือนภัย... ไม่ใช่จากเบื้องหลัง แต่เป็นเบื้องหน้า
“ไป๋หลิง ถอยออกไป” เขาออกคำสั่งเด็ดขาด
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้ขยับตัว เงาร่างสีดำสายหนึ่งก็พุ่งลงมาจากหน้าผาสูงราวกับพยัคฆ์ตะปบเหยื่อ ปลายกระบี่ที่เปล่งประกายสีเขียวมรกตจ่อเข้าที่ลำคอของจางอี้เฟิงในระยะประชิด แรงกดดันจากลมปราณมหาศาลทำให้บรรยากาศรอบข้างบิดเบี้ยว
“ข้าเตือนเจ้าแล้ว จางอี้เฟิง” เสียงทุ้มต่ำดังก้องกังวานด้วยอำนาจ “การขโมยของจากสำนักมหาเทพ มีโทษเพียงสถานเดียวคือความตาย”
จางอี้เฟิงไม่สะทกสะท้าน เขายังคงยืนนิ่ง สายตาจ้องมองบุรุษตรงหน้า—มารโลหิต หวงหลง—ผู้ซึ่งเขาเคยเคารพดั่งบิดาในยามที่เขายังเป็นศิษย์สำนักเล็กๆ ก่อนที่ความกระหายอำนาจจะกลืนกินความเป็นคนของชายผู้นี้จนหมดสิ้น
“คำว่า 'ความตาย' ดูจะเบาบางเกินไปสำหรับท่าน หวงหลง” จางอี้เฟิงแค่นยิ้ม “ท่านยอมทำลายทั้งยุทธภพ เพียงเพื่อจะครองบัลลังก์ที่สร้างจากซากศพ ท่านเรียกสิ่งนี้ว่าความยิ่งใหญ่กระนั้นหรือ?”
หวงหลงหัวเราะร่า เสียงหัวเราะดุจมีดโกนที่กรีดผ่านอากาศ “ความยุติธรรมคือสิ่งที่ผู้ชนะกำหนดขึ้น ส่วนผู้แพ้... ก็เพียงแค่กลายเป็นปุ๋ยให้แผ่นดินที่ข้าจะปกครองเท่านั้น”
ในจังหวะที่หวงหลงกำลังจะรุกคืบ ไป๋หลิงที่เตรียมตัวไว้อยู่แล้วก็ซัดเข็มพิษนับสิบเล่มเข้าใส่จุดตายของหวงหลงพร้อมกับอาศัยวิชาตัวเบาพุ่งตัวเข้าแทรกกลาง การต่อสู้เกิดขึ้นในเสี้ยววินาที จางอี้เฟิงชักดาบไร้เงาออกจากฝัก เสียงเหล็กกระทบกันดังกังวานกึกก้องไปทั่วหุบเขา
จางอี้เฟิงไม่ได้สู้เพื่อเอาชนะ แต่เขาสู้เพื่อเปิดช่องว่าง การเคลื่อนไหวของเขาพลิ้วไหวราวกับสายน้ำที่ไร้รูปแบบ ดาบของเขาไม่ได้เน้นสังหารแต่เน้นทำลายจังหวะของคู่ต่อสู้ ในขณะที่หวงหลงอาศัยพละกำลังมหาศาลเข้าหักหาญ
“ไป!” จางอี้เฟิงตะโกนพลางถีบตัวไป๋หลิงให้กระเด็นออกไปทางรอยแยกของโขดหินที่นำไปสู่เส้นทางลับสู่ชายแดน
“ไม่! ข้าไม่ทิ้งเจ้า!” ไป๋หลิงแผดเสียง
“นี่ไม่ใช่การเสียสละ แต่เป็นคำสั่ง! ข้อมูลนั่นต้องถึงมือคนที่จะส่งต่อมันไปได้!” เขาหันมาสบตานาง แววตาที่เคยเย็นชากลับเปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยว “เราจะพบกันที่ชายแดน หากข้าไม่ไปถึงภายในหนึ่งชั่วยาม... จงเผาทำลายม้วนคัมภีร์นี้ทิ้งเสีย”
ไป๋หลิงกัดฟันแน่น น้ำตาคลอเบ้า แต่นางรู้ดีว่าสถานการณ์บีบคั้นเกินกว่าจะดื้อรั้น นางรีบเร่งฝีเท้าหายลับไปในความมืดของอุโมงค์หิน
จางอี้เฟิงยืนตระหง่านอยู่หน้าทางเข้าเพียงลำพัง หวงหลงเดินเข้ามาใกล้ ดาบในมือของเขาเริ่มแผ่ไอสีดำทมิฬออกมาปกคลุม “เจ้าคิดว่าคนพ่ายแพ้อย่างเจ้า จะขัดขวางข้าได้งั้นรึ?”
จางอี้เฟิงกระชับดาบในมือแน่น หายใจเข้าลึกตามวิถีแห่งเต๋า เขาไม่ได้มองหวงหลงเป็นศัตรูอีกต่อไป หากแต่มองเห็นเพียงกระจกที่สะท้อนถึงกิเลสของมนุษย์ “ข้าไม่ได้ขัดขวางท่าน แต่ข้ากำลังจะปิดฉากตำนานที่ท่านเป็นคนเขียนเอง”
ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะทุ่มสุดตัวเข้าปะทะ เสียงก้องสะท้อนที่แปลกประหลาดก็ดังมาจากด้านหลังของหวงหลง ไม่ใช่เสียงฝีเท้าขององครักษ์ แต่เป็นเสียงปรบมือที่แผ่วเบาแต่ทรงพลังอย่างยิ่ง
เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากเงามืดของผาหิน เป็นหญิงชราในชุดสีเทาซีด ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น แต่ดวงตาของนางกลับคมกริบดุจเหยี่ยว และที่สำคัญที่สุด... บนมือของนาง ถือม้วนคัมภีร์หนังแพะฉบับที่สองเอาไว้
หวงหลงชะงักฝีเท้าทันที สีหน้าของเขาสะท้อนความตื่นตระหนกที่หาได้ยากยิ่ง “เจ้า... เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!”
จางอี้เฟิงตัวแข็งทื่อ เมื่อหญิงชราคนนั้นคลี่คัมภีร์ออก แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาเขาสะท้านไปทั้งทรวง “ของที่พวกเจ้าแย่งชิงกันจนเกือบตาย แท้จริงแล้วเป็นเพียงสำเนาที่ข้าปลอมขึ้นมาเท่านั้น ส่วนของจริง... อยู่กับข้า”
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับข้าและตัวละครเหล่านี้อย่างใจจดใจจ่อนะครับ หมื่นกระบี่คืนรังจะรอพบทุกท่านในตอนถัดไปครับ
ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 15
หลบหนีสู่ชายแดน
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!