“เจ้ากล้าสาบานต่อหน้าสุสานบรรพชนหรือไม่ ว่าจางอี้เฟิงผู้นั้นเป็นเพียงศิษย์ไร้นามจากสำนักเร้นลับที่ล่มสลายไปแล้วจริง?”
เสียงทุ้มต่ำของชายชราในชุดคลุมสีเทาขุ่นมัวดังขึ้นกลางโรงเตี๊ยม ‘มังกรหยก’ ท่ามกลางเสียงจอแจที่เงียบสนิทลงทันควัน สองมือของเขาบีบถ้วยเหล้าจนรอยร้าวปรากฏเป็นเส้นใยสีขาวไปทั่วผิวเซรามิก สายตาของเหล่าจอมยุทธ์นับสิบชีวิตในร้านต่างจับจ้องมาที่โต๊ะมุมมืดอย่างมิอาจละสายตาได้
จางอี้เฟิงนั่งนิ่งสนิทราวกับรูปสลัก ใบหน้าเรียบเฉยนั้นไม่ได้แสดงความหวั่นไหวต่อคำถามที่เปรียบเสมือนหอกแหลมพุ่งเข้าแทงอก เขาค่อยๆ ยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า ก่อนจะวางลงบนโต๊ะไม้ด้วยจังหวะที่มั่นคงและเงียบเชียบที่สุด
“ชื่อของข้า... เป็นเพียงเสียงลมพัดผ่านหูท่านเท่านั้น ท่านอาวุโส” อี้เฟิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกพยางค์กลับดังกังวานเข้าไปในโสตประสาทของผู้ฟัง “ในยุทธภพที่เต็มไปด้วยคำลวง ชื่อเสียงเปรียบเสมือนโซ่ตรวน ข้าไม่เคยปรารถนาจะแบกรับมันไว้”
ไป๋หลิงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามขยับตัวเพียงเล็กน้อย มือเรียวบางของนางขยับผ่านด้ามดาบสั้นที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้ออย่างเป็นธรรมชาติ ดวงตาคู่คมของนางกวาดมองไปรอบห้อง สำรวจท่าทีของเหล่านักสู้ที่พยายามซ่อนตัวอยู่หลังเสาและมุมมืด ทุกคนต่างรอคอย... รอคอยที่จะเห็นประกายดาบของชายผู้ถูกขนานนามว่าเป็น ‘เงาที่ไร้ร่องรอย’
“ลมพัดผ่านหูงั้นหรือ? หึ! เจ้าอาจจะคิดเช่นนั้น แต่คนทั้งยุทธภพไม่ได้คิดเช่นนั้น!” ชายชราตบโต๊ะจนจานอาหารสั่นสะเทือน “เมื่อสามวันก่อน ที่หุบเขาเมฆาลอย มีคนเห็นศิษย์สำนักเร้นลับเพียงหนึ่งคน สะบัดกระบี่เพียงครั้งเดียวตัดผ่านร่างสมุนของมารโลหิตหวงหลงไปถึงเจ็ดคน วิชา ‘ไร้ลักษณ์ทำลายมาร’ ที่สาบสูญไปพร้อมกับปรมาจารย์ของเจ้า... หากไม่ใช่เจ้า แล้วจะเป็นใคร!”
เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นเป็นทวีคูณ ข่าวลือเรื่อง ‘มือกระบี่ปริศนา’ ที่โผล่ออกมาขัดขวางแผนการของหวงหลงแพร่กระจายไปเร็วกว่าไฟลามทุ่ง ชื่อของจางอี้เฟิงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นถกเถียงในทุกโรงเตี๊ยมตั้งแต่นครหลวงจนถึงชายแดน บ้างก็ว่าเป็นวีรบุรุษผู้ผดุงธรรม บ้างก็ว่าเป็นตัวหายนะที่จะลากเอาภัยพิบัติมาสู่แผ่นดิน
“วิชาของอาจารย์ข้า...” อี้เฟิงเงยหน้าขึ้น สบตาชายชราด้วยแววตาที่ว่างเปล่าดั่งมหาสมุทร “...ไม่ได้มีไว้เพื่อชื่อเสียง แต่มีไว้เพื่อสังหารผู้ที่ทำลายสันติสุข หากท่านร้อนใจเรื่องชื่อของข้ามากนัก ข้าแนะนำว่าท่านควรหันไปดูทิศทางลมที่กำลังพัดมาจากหุบเขามารจะดีกว่า เพราะลมแรงขนาดนั้น... มักจะนำพาหายนะมาสู่คนที่ขวางทางมันเสมอ”
บรรยากาศในโรงเตี๊ยมเย็นเยียบลงทันที ไป๋หลิงลอบยิ้มที่มุมปาก นางรู้ดีว่าอี้เฟิงกำลังปั่นหัวคนเหล่านี้ แต่ไม่ใช่เพราะความโอหัง หากแต่เป็นเพราะเขารู้ดีว่าท่ามกลางสายตาเหล่านี้ มี ‘สุนัขรับใช้’ ของหวงหลงแฝงตัวอยู่ไม่น้อย
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” ชายชราขมวดคิ้ว มือเริ่มเอื้อมไปจับด้ามกระบี่
“หมายความว่า...” อี้เฟิงลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายของเขาสูงสง่าและดูหนักแน่นราวกับภูเขา “...หากพวกท่านอยากรู้จักข้ามากกว่านี้ ก็จงจำไว้ว่าข้าคือคนที่หวงหลงหวาดกลัวที่สุด ไม่ใช่เพราะข้ามีวิชาที่ร้ายกาจ แต่เพราะข้าคือคนเดียวที่จะไม่หยุดจนกว่าหนี้เลือดของอาจารย์จะได้รับการชำระ”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเป็นจังหวะเหมือนการเดินทัพก็ดังขึ้นจากภายนอกโรงเตี๊ยม กลุ่มคนในชุดเกราะสีดำทมิฬติดตราสัญลักษณ์รูปหัวกะโหลกโลหิตก้าวเข้ามาปิดล้อมทางออกทุกทิศทาง เสียงเหล็กกระทบกันดังกังวานน่าเกรงขาม
หัวหน้ากลุ่มทหารผู้นั้นก้าวออกมาข้างหน้า สวมหน้ากากเหล็กปิดบังใบหน้าจนเหลือเพียงแววตาที่เย็นชา “จางอี้เฟิง... ท่านเจ้าสำนักหวงหลงมีคำสั่งให้เชิญเจ้าไปพบที่ตำหนักมาร หากขัดขืน... ศีรษะของเจ้าจะเป็นของขวัญชิ้นแรกที่ข้ามอบให้แก่อาจารย์ที่ตายไปแล้วของเจ้า”
ไป๋หลิงขยับกายมาขนาบข้างอี้เฟิง เสียงกระซิบเบาหวิวราวกับเสียงลมลอดผ่านซอกหิน “ดูเหมือนข่าวลือจะนำพา ‘แขกที่ไม่ได้รับเชิญ’ มาหาเราเร็วกว่าที่คิดนะ”
อี้เฟิงไม่ได้ตอบ เขาเพียงแค่ชักกระบี่ออกจากฝักช้าๆ เสียงโลหะกระทบฝักกระบี่ดังกังวานใสสะอาดดุจเสียงพิณสวรรค์ แต่ในขณะที่คมกระบี่พ้นฝัก พลังกดดันอันมหาศาลก็ระเบิดออกมาจนโต๊ะไม้ในโรงเตี๊ยมแตกกระจายละเอียด
“จงกลับไปบอกหวงหลงเสีย” อี้เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท “ว่านับแต่บัดนี้ ชื่อของข้าจะไม่ใช่แค่ข่าวลือในยุทธภพอีกต่อไป... แต่มันจะเป็นชื่อของมัจจุราชที่จะไปเยือนเขาถึงตำหนัก”
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่เขากำลังจะลงมือ หญิงสาวในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์นางหนึ่งก็ปรากฏกายขึ้นบนขื่อคานเหนือศีรษะของทุกคน นางไม่ได้สวมอาวุธ แต่ในมือนางกลับถือ ‘ป้ายหยกประจำตัว’ ของอาจารย์ที่จางอี้เฟิงเชื่อว่าถูกทำลายไปนานแล้ว
“หากท่านฆ่าพวกเขาตอนนี้ ความลับเรื่องการตายของอาจารย์ท่านจะกลายเป็นความลับตลอดกาล... เพราะคนที่ถือป้ายหยกนี้อยู่ คือคนคนเดียวที่รู้ว่าใครเป็นคนวางยาพิษในถ้วยชาของอาจารย์ท่านในคืนนั้น!”
อี้เฟิงชะงัก คมกระบี่หยุดค้างอยู่กลางอากาศ สายตาของเขาเปลี่ยนจากความเย็นชาเป็นความสับสนที่สั่นไหวอย่างรุนแรง ท่ามกลางวงล้อมของทหารมาร หญิงสาวผู้นั้นคลี่ยิ้มบาง ก่อนจะโปรยผงสีเงินสว่างจ้าไปทั่วโรงเตี๊ยมจนเกิดระเบิดแสงที่ทำให้ทุกคนตาพร่ามัว
เมื่อควันจางลง โรงเตี๊ยมว่างเปล่า... ไม่มีทั้งทหารมาร ไม่มีทั้งหญิงสาวปริศนา มีเพียงจางอี้เฟิงที่ยืนถือกระบี่สั่นเทาอยู่เพียงลำพัง พร้อมกับคำถามที่ค้างคาใจยิ่งกว่าเดิม
ความจริงที่เขาเฝ้าตามหา อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาเตรียมใจจะรับมือไว้เลยแม้แต่น้อย
หวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับก้าวย่างใหม่ของจางอี้เฟิงนะครับ ข้าหมื่นกระบี่คืนรังจะรอพบทุกท่านในตอนถัดไปครับ
ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 13
ข่าวลือที่แพร่สะพัด
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!