“คำพูดของเจ้า... กำลังกลายเป็นสุสานของตัวเจ้าเองนะ ไป๋หลิง”
เสียงของหวงหลงทุ้มต่ำและราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงกดดันดุจภูเขาทั้งลูกที่กดทับลงบนแผ่นอกของผู้ที่อยู่เบื้องหน้า เขาไม่ได้ชักกระบี่ ไม่ได้ปลดปล่อยไอสังหาร แต่รอบกายเขากลับดูเหมือนห้วงอวกาศที่บิดเบี้ยว แสงไฟจากคบเพลิงในโถงถ้ำสั่นไหวราวกับหวาดกลัวการมีอยู่ของบุรุษผู้นี้
จางอี้เฟิงขยับกายไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายของเขาสั่นสะท้านเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว หากแต่เป็นเพราะสัมผัสได้ถึงวิชา ‘มหาเวทกลืนกินดารา’ ที่หวงหลงกำลังใช้กดทับบรรยากาศรอบข้าง กระบี่ในฝักที่หลังของเขาเริ่มสั่นระริกเหมือนเตือนภัยถึงอันตรายระดับวิกฤต
“เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อแลกเปลี่ยนถ้อยคำคมคาย” ไป๋หลิงแค่นยิ้ม ดวงตาของนางวาวโรจน์ด้วยเพลิงแห่งความแค้นที่ไม่มีวันมอดดับ นางหันมามองจางอี้เฟิงเพียงเสี้ยววินาที สายตานั้นสื่อถึงการลาจากที่แฝงด้วยความอาวรณ์ลึกซึ้ง “อี้เฟิง... หากวันนี้ข้าไม่ได้ออกไปจากที่นี่ เจ้าจงลืมเสียว่าเคยมีนักฆ่าอย่างข้าอยู่ในความทรงจำ จงทำในสิ่งที่เจ้าเชื่อมั่นต่อไป”
“เจ้าคิดจะใช้ชีวิตเข้าแลกหรืออย่างไร!” จางอี้เฟิงกระซิบผ่านไรฟัน น้ำเสียงของเขาสั่นเครือด้วยความอัดอั้น
หวงหลงหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะดังก้องสะท้อนไปมาในโถงถ้ำราวกับเสียงกระดูกที่บดขยี้กัน “ความรักความผูกพันเป็นเพียงโซ่ตรวนที่ผูกมัดผู้ที่แสวงหาความเป็นใหญ่... เจ้าเห็นไหมจางอี้เฟิง แม้แต่ศิษย์ที่อาจารย์ของเจ้าภาคภูมิใจนักหนา ก็ยังตกเป็นทาสของอารมณ์เช่นนี้เองหรือ?”
จางอี้เฟิงไม่ตอบคำถามนั้น เขาค่อยๆ เอื้อมมือจับด้ามกระบี่ไร้เงา จิตสัมผัสของเขาแตกซ่านออกไป ปรัชญาเต๋าที่เขาเพียรฝึกฝนบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความนิ่งสงบที่น่าสะพรึงกลัว เขาไม่ได้มองหวงหลงเป็นศัตรู แต่มองเป็นเพียง ‘อุปสรรค’ ที่ต้องก้าวข้ามผ่าน ไม่ใช่ด้วยความโกรธแค้น แต่ด้วยความเข้าใจในวิถีแห่งความตาย
“อาจารย์ข้าไม่ได้สอนให้ข้าก้าวข้ามผู้คนด้วยเลือด” จางอี้เฟิงกล่าวเสียงเรียบ “แต่ข้าสอนตัวเองว่า จะไม่ยอมให้ใครต้องสังเวยชีวิตเพียงเพราะความทะเยอทะยานที่บิดเบี้ยวของเจ้า”
ทันใดนั้น จางอี้เฟิงพุ่งตัวออกไป ความเร็วของเขาไม่ใช่ความเร็วที่ตาเปล่าจะติดตามได้ ร่างกายดุจเงาที่ถูกกระชากผ่านอากาศ กลิ่นอายดาบมหาศาลปะทุออกจากตัวเขาราวกับเขื่อนที่แตกทะลัก หวงหลงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาถอยหลังหนึ่งก้าว ฝ่ามือข้างหนึ่งยกขึ้นวาดเป็นวงกลมกลางอากาศ เกิดเป็นม่านพลังสีดำสนิทที่ดูดกลืนแสงไฟจนมืดมิด
*เคร้ง!*
เสียงปะทะของพลังปราณดังสนั่นจนโถงถ้ำสั่นสะเทือน เศษหินร่วงกราวลงมาจากเพดาน ไป๋หลิงอาศัยจังหวะนี้พุ่งตัวเข้าหาสมุนของหวงหลงที่ล้อมรอบอยู่ด้วยความเร็วที่เหนือชั้น ดาบสั้นในมือของนางร่ายรำเป็นวงโค้งสีเงิน ตัดผ่านร่างศัตรูราวกับสายลมที่เชือดเฉือนเนื้อหนัง
“เจ้าฝีมือพัฒนาขึ้นมาก... จางอี้เฟิง” หวงหลงเอ่ยขณะที่ฝ่ามือยังคงต้านรับคมกระบี่ของอีกฝ่ายไว้อย่างง่ายดาย “แต่น่าเสียดาย วิถีของเจ้ายังขาด ‘ความโหดเหี้ยม’ ที่จะทำให้เทพสยบใต้เท้า”
“ความโหดเหี้ยมไม่ใช่ความแข็งแกร่ง” จางอี้เฟิงกล่าวขณะบิดข้อมือ กระบี่ไร้เงาหมุนคว้าง ปลดปล่อยปราณดาบที่ซ่อนเร้นไว้ภายใน “มันเป็นเพียงเกราะกำบังของคนขี้ขลาดที่กลัวการถูกทำลายต่างหาก!”
กระบวนท่า ‘ดาบสุญญตา’ ถูกปลดปล่อยออกมา ดาบของจางอี้เฟิงพุ่งเข้าสู่จุดอับของหวงหลงอย่างแม่นยำ หวงหลงถึงกับหน้าเปลี่ยนสี เขาดีดตัวถอยหลังไปหลายจังหวะ ฝ่ามือที่ใช้ต้านรับมีรอยเลือดซึมออกมาเล็กน้อย
บรรยากาศในโถงถ้ำบีบคั้นถึงขีดสุด ทั้งสองฝ่ายหยุดชะงักดูเชิงกันและกัน หวงหลงเช็ดเลือดที่ฝ่ามือด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากความดูแคลนกลายเป็นความระแวดระวัง ในขณะที่จางอี้เฟิงหอบหายใจหนักหน่วง พลังปราณในกายเริ่มแปรปรวนจากการฝืนใช้ท่าไม้ตายที่เกินตัว
“ดี...” หวงหลงยิ้มเย็น “ในเมื่อเจ้าต้องการเห็นวิถีแห่งความพินาศ ข้าก็จะสนองให้”
หวงหลงหันไปมองไป๋หลิงที่บัดนี้ถูกต้อนจนมุมโดยสมุนนับสิบของมหาเทพ ก่อนจะชักกระบี่สีนิลที่สะพายหลังออกมา ตัวกระบี่ส่งเสียงหวีดหวิวราวกับวิญญาณนับพันที่กำลังกรีดร้อง “จางอี้เฟิง เลือกเอา... เจ้าจะเลือกรับกระบี่นี้เพื่อช่วยชีวิตนาง หรือจะยืนดูนางตายแล้วตามข้าไปบนเส้นทางแห่งอำนาจที่เจ้าจะได้เป็นใหญ่เหนือใต้หล้า?”
จางอี้เฟิงกำด้ามกระบี่แน่นจนเลือดซึมออกมาจากปลายนิ้ว ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่ไป๋หลิงจะหันมามองเขาด้วยแววตาที่สงบนิ่งจนน่าใจหาย
“อย่าเลือกข้า...” นางกระซิบ ทั้งที่กระบี่ของศัตรูกำลังจ่ออยู่ที่ลำคอ “จงเลือกว่าคนอย่างเจ้า... จะเหลืออะไรไว้ให้โลกใบนี้จดจำ”
ทว่า ในวินาทีที่จางอี้เฟิงกำลังจะตัดสินใจ เสียงฝีเท้าหนักแน่นและดุดันดังก้องขึ้นจากปากทางเข้าโถงถ้ำ พร้อมกับเสียงหัวเราะที่ฟังดูคุ้นหูจนน่าขนลุก
“ดูเหมือนว่ามื้ออาหารค่ำนี้ จะไม่ได้มีแค่พวกเจ้าสองคนสินะ...”
เงาร่างหนึ่งก้าวพ้นจากเงามืดของปากทางเข้า แสงไฟเผยให้เห็นใบหน้าของผู้มาใหม่—ใบหน้าที่จางอี้เฟิงไม่มีวันลืม... ใบหน้าของคนที่ควรจะตายไปตั้งแต่หลายปีก่อนในเหตุการณ์กวาดล้างสำนักเร้นลับ
“อาจารย์...?” จางอี้เฟิงพึมพำ ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป
อาจารย์ของเขาที่ควรจะสิ้นชีพไปแล้ว บัดนี้กลับยืนอยู่ข้างกายหวงหลงด้วยท่าทางที่นอบน้อมดุจทาสรับใช้ พร้อมกับรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวซึ่งไร้ซึ่งความเมตตาธรรมเฉกเช่นที่เคยสอนสั่งมาตลอดชีวิต!
หวังว่าเนื้อหาตอนนี้จะทำให้ท่านผู้อ่านรู้สึกตื่นเต้นและติดตามต่อในบทถัดไปนะครับ ขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนหมื่นกระบี่คืนรังเสมอมาครับ
ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 30
การพบกันกลางศึก
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!