ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 40

ความแค้นที่เปลี่ยนไป

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
“วางดาบลงเสีย จางอี้เฟิง... การสังหารข้าในยามนี้ มิได้ช่วยให้คนตายฟื้นคืน แต่จะทำให้เจ้ากลายเป็นปีศาจที่อาจารย์ของเจ้าเกลียดชังที่สุด” น้ำเสียงของหวงหลงแผ่วเบา ทว่ากังวานราวกับเสียงระฆังที่ถูกตีในความเงียบงัน ปลายกระบี่ของอี้เฟิงสั่นระริก หยาดเหงื่อกาฬไหลซึมผ่านขมับหยดลงบนพื้นหินที่เย็นเฉียบ เบื้องหน้าคือศัตรูคู่อาฆาตที่พรากชีวิตอาจารย์และทำลายสำนักเร้นลับจนย่อยยับ แต่ในแววตาของมารโลหิตกลับไม่มีความตื่นตระหนก มีเพียงรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปาก “ท่านไม่มีสิทธิ์เอ่ยนามอาจารย์ของข้า!” อี้เฟิงตะคอก ลมปราณในกายปั่นป่วนจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ดาบไร้เงาในมือส่งเสียงครางแหลมเล็กเหมือนจะรับรู้ถึงจิตสังหารอันบ้าคลั่งของผู้เป็นนาย “ความแค้นคือเปลวเพลิง อี้เฟิง” ไป๋หลิงก้าวออกมาจากเงามืด เสียงฝีเท้าของนางแผ่วเบาราวกับแมว นางเอื้อมมือแตะที่หัวไหล่ของอี้เฟิงเบาๆ สัมผัสที่เย็นเยียบทำให้อี้เฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง “ถ้าเจ้าจุดไฟเผามัน เจ้าจะต้องมอดไหม้ไปพร้อมกับศัตรู... ดูนั่น” นางชี้มือไปที่กองศพศิษย์สำนักมหาเทพที่นอนตายเกลื่อนกลาดจากฝีมือของอี้เฟิงก่อนหน้านี้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สายตาของอี้เฟิงเลื่อนไปเห็น ‘เด็กน้อย’ คนหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่หลังเสาหิน ดวงตาของเด็กคนนั้นเบิกกว้างเต็มไปด้วยความหวาดกลัว และในมือของเขากำป้ายไม้สัญลักษณ์ประจำสำนักไว้แน่น อี้เฟิงรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านร่าง ความแค้นที่เคยบดบังตาเริ่มจางลงแทนที่ด้วยความเย็นเยียบที่แล่นเข้าสู่หัวใจ หากเขาสังหารหวงหลงในวินาทีนี้ ด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมเช่นเดียวกับที่มันเคยทำกับเขา... เขาจะต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉานที่เขาสาบานว่าจะกำจัด? “เจ้ากำลังตัดสินใจเรื่องชีวิตของเจ้าอยู่ใช่ไหม?” หวงหลงขยับตัวลุกขึ้นช้าๆ แผลฉกรรจ์ที่หน้าอกยังคงมีเลือดไหลซึมออกมา แต่มันกลับหัวเราะร่า “วิถีดาบที่อาจารย์เจ้าพร่ำสอน มิใช่การเอาชนะศัตรู แต่มันคือการชนะใจตนเอง... หากเจ้าฆ่าข้าตอนนี้ เจ้าจะสูญเสียโอกาสที่จะได้รู้ความจริงว่า ใครกันแน่ที่เป็นหนอนบ่อนไส้ตัวจริงที่ทำให้อาจารย์เจ้าต้องตาย!” คำว่า ‘หนอนบ่อนไส้’ เปรียบเสมือนก้อนน้ำแข็งที่ตกลงในกระทะทองแดง อี้เฟิงลดปลายกระบี่ลงเล็กน้อย แต่แววตายังคงวูบไหว “เจ้าจะพูดอะไร? ความจริงที่ข้าเห็นกับตาคือเจ้าเป็นคนแทงดาบทะลุอกอาจารย์!” “สิ่งที่ตาเห็น อาจเป็นเพียงละครที่ถูกจัดฉาก” หวงหลงกระซิบพลางถ่มเลือดออกจากปาก “ผู้ที่ถือดาบเล่มนั้นอาจเป็นข้า แต่ผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง... คือคนในสำนักเดียวกับเจ้า” ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศ อี้เฟิงรู้สึกได้ถึงความเย็นที่กัดกินเข้าไปในกระดูก เขาไม่ได้กลัวตาย แต่เขากลัวความจริงที่อาจจะโหดร้ายกว่าการเป็นศัตรูกับคนทั้งยุทธภพ หากอาจารย์ไม่ได้ถูกฆ่าด้วยเงื้อมมือของหวงหลงเพียงผู้เดียว แต่ถูกหักหลังโดยคนที่ไว้ใจที่สุดเล่า? “อย่าไปฟังคำลวงของมัน อี้เฟิง!” ไป๋หลิงเตือน เสียงของนางเคร่งเครียด “หวงหลงถนัดนักเรื่องการสร้างเงื่อนงำให้ไขว้เขว มันต้องการดึงเวลาเพื่อรอสมุนมาสมทบ” อี้เฟิงหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกถึงจุดตันเถียน พลังลมปราณที่เคยพุ่งพล่านดุดันเริ่มสงบนิ่งราวกับผิวน้ำในยามไร้ลม เขาตระหนักได้ว่าความแค้นที่สั่งสมมาตลอดสามปีมิใช่พลัง แต่เป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดตัวเขาไว้ไม่ให้ก้าวข้ามผ่านวิถีดาบที่แท้จริง เขาลืมตาขึ้น ดวงตาสีเข้มคู่นั้นดูนิ่งสงบดุจดั่งขุนเขา “ข้าจะไม่ฆ่าเจ้าในวันนี้ หวงหลง ไม่ใช่เพราะข้าปรานี แต่เพราะชีวิตของเจ้ามีค่ามากกว่าเลือดหยดหนึ่งบนพื้นดิน... ข้าจะปล่อยให้เจ้าอยู่เพื่อเฝ้ามองวันที่สำนักมหาเทพของเจ้าล่มสลายลงด้วยน้ำมือของเจ้าเอง” อี้เฟิงหันหลังกลับ สลัดทิ้งซึ่งจิตสังหารที่เคยคุกรุ่น เขาไม่ได้หันไปมองศัตรูอีกเลย ราวกับว่าหวงหลงกลายเป็นเพียงธาตุอากาศที่ไม่มีค่าพอจะอยู่ในสายตา “เจ้าปล่อยมันไปเช่นนี้... เจ้ารู้ไหมว่าเจ้าจะเจอกับอะไรในวันข้างหน้า?” ไป๋หลิงถามด้วยน้ำเสียงแฝงความกังวลขณะที่ทั้งคู่กำลังก้าวเท้าออกจากโถงหิน “ข้าอาจจะต้องเจอกับความตาย แต่ข้าจะไม่มีวันตายด้วยความแค้นที่มืดบอด” อี้เฟิงตอบสั้นๆ ทว่ามั่นคง ทั้งสองเดินพ้นออกจากเขตแดนสำนักมหาเทพสู่ยอดเขาสูงชันที่ลมหนาวพัดผ่าน แต่ทว่า ในวินาทีที่อี้เฟิงกำลังจะก้าวข้ามธรณีประตูหินที่ทางออก จู่ๆ เสียงกระดิ่งลมก็ดังขึ้นท่ามกลางอากาศที่ไม่มีลมพัดผ่านแม้แต่น้อย อี้เฟิงหยุดชะงัก ฝีเท้าของเขาแข็งค้าง ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลแล่นปราดเข้าสู่สัญชาตญาณนักรบ “เจ้าได้ยินไหม?” อี้เฟิงกระซิบถาม ไป๋หลิงชักมีดสั้นออกมาทันที ใบหน้าของนางซีดเผือด “เสียงกระดิ่งเรียกวิญญาณ... สำนักเร้นลับถูกกวาดล้างไปหมดแล้ว ใครกันที่ยังสามารถใช้วิชานี้ได้?” ยังไม่ทันขาดคำ ร่างหนึ่งในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ก็ปรากฏตัวขึ้นขวางทางออกไว้ บุคคลนั้นถือไม้เท้าแกะสลักรูปมังกรและสวมหน้ากากไม้ที่ดูคุ้นตายิ่งนัก อี้เฟิงรู้สึกเหมือนวิญญาณจะหลุดออกจากร่างเมื่อเห็นตราสัญลักษณ์บนหน้ากากนั้นชัดๆ นั่นคือตราสัญลักษณ์ของ... อาจารย์ที่ตายไปแล้วเมื่อสามปีก่อน! “ศิษย์รัก... เจ้าเติบโตขึ้นมากทีเดียว” ร่างนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคยจนน่าสะพรึงกลัว ก่อนจะถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ทำให้หัวใจของอี้เฟิงหยุดเต้นไปชั่วขณะ ความขอบคุณที่ได้ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลานี้ไปพร้อมกับจางอี้เฟิงครับ หมื่นกระบี่คืนรังตั้งใจเขียนตอนนี้นี้เพื่อความเข้มข้นที่คุณรอคอยครับ
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%