ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 22

สำนักพันธมิตรแตกแยก

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
“จงวางจดหมายฉบับนั้นลงเสีย หากเจ้าไม่อยากให้โลหิตบนนิ้วมือต้องกลายเป็นตราประทับแห่งความอัปยศไปชั่วชีวิต” เสียงทุ้มต่ำของจางอี้เฟิงดังก้องอยู่ในโถงประชุมที่เงียบเชียบจนได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจหอบถี่ของเจ้าสำนักกระบี่เมฆา ใบหน้าของเขาราบเรียบดุจผิวน้ำนิ่ง แต่ดวงตากลับวาวโรจน์ด้วยประกายคมกริบราวกับคมกระบี่ที่พร้อมจะปลิดวิญญาณผู้ที่ขวางหน้า เจ้าสำนักกระบี่เมฆา—ชายชราผู้เคยได้รับสมญานามว่ายอดคนแห่งยุค—สั่นสะท้าน มือที่กำจดหมายฉบับนั้นไว้แน่นจนยับยู่ยี่ หยดเลือดสีดำคล้ำซึมผ่านกระดาษสาเนื้อดีออกมา นี่คือหลักฐานยืนยันคำเตือนสุดท้ายของศิษย์ผู้ล่วงลับที่จางอี้เฟิงเพิ่งได้รับมาเมื่อครู่ “อี้เฟิง... เจ้าหาว่าข้า... ข้าทรยศต่อพันธมิตรธรรมะอย่างนั้นรึ?” เสียงของเจ้าสำนักแหบพร่า ดวงตาขุ่นมัวฉายแววแตกสลาย จางอี้เฟิงก้าวเดินช้าๆ พื้นศิลาใต้เท้าของเขาส่งเสียงครืดคราดประหนึ่งเสียงบดเคี้ยวของพญามาร “ข้าไม่ได้กล่าวว่าท่านทรยศ แต่ข้ากำลังบอกว่า ‘ยาพิษ’ ที่ซึมอยู่ในกระดาษแผ่นนั้น ไม่ได้มีไว้ให้ท่านตาย แต่มันมีไว้เพื่อ ‘ควบคุม’ ท่าน” ไป๋หลิงยืนพิงเสาไม้แกะสลักในมุมมืดของโถง มือของนางแตะอยู่ที่ด้ามมีดสั้นข้างเอว สายตาคมปลาบของนางกวาดมองไปรอบห้อง ความผิดปกติไม่ได้อยู่ที่เจ้าสำนัก แต่มันอยู่ที่เหล่าผู้อาวุโสสี่คนที่นั่งประจำตำแหน่ง ทั้งหมดดูนิ่งงันเกินไป นิ่งจนไม่มีใครแม้แต่จะขยับเปลือกตา “อี้เฟิง ระวัง!” ไป๋หลิงตะโกนก้อง ไม่ทันขาดคำ พื้นโถงหินสลักก็ระเบิดออกด้วยพลังปราณมืดทมิฬที่อัดแน่นจนน่าสะพรึงกลัว ร่างของผู้อาวุโสทั้งสี่พุ่งตัวขึ้นพร้อมกับกระบี่ที่อาบไปด้วยไอสังหารสีม่วงคล้ำ พวกเขาไม่ใช่ผู้อาวุโสที่จางอี้เฟิงเคยรู้จักอีกต่อไป แววตาของคนเหล่านั้นเลื่อนลอย ไร้จิตวิญญาณ เหลือเพียงความกระหายเลือดที่ถูกบงการโดยวิชาอาคมขั้นสูงของพรรคมาร จางอี้เฟิงไม่ชักกระบี่ออกจากฝัก เขาสะบัดชายเสื้อเพียงครั้งเดียว แรงลมปราณที่หมุนวนเป็นเกลียวคลื่นก็ผลักร่างของเจ้าสำนักที่กำลังทรุดฮวบให้กระเด็นไปพ้นระยะปะทะ ก่อนจะพุ่งตัวเข้าเผชิญหน้ากับคมกระบี่ทั้งสี่ที่รุมเร้าเข้ามาจากทุกทิศทาง เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคย กลิ่นเหม็นเน่าที่มาพร้อมกับวิชา ‘เงาดำดูดวิญญาณ’ ของหวงหลง... บัดนี้ พรรคมารไม่ได้เพียงแค่แทรกซึมเข้ามา แต่มันได้กลืนกินแกนกลางของพันธมิตรฝ่ายธรรมะไปจนหมดสิ้นแล้ว “พวกท่านตายไปตั้งแต่ตอนไหน?” จางอี้เฟิงเอ่ยถามขณะที่มือซ้ายปัดป้องกระบี่เล่มหนึ่งด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ “หรือว่าความละโมบในอำนาจทำให้พวกท่านยินยอมขายวิญญาณให้หวงหลงเสียเอง?” ไม่มีคำตอบจากผู้อาวุโสเหล่านั้น มีเพียงเสียงคำรามต่ำในลำคอราวกับสัตว์ร้าย กระบวนท่ากระบี่ของพวกเขาดุดันและไร้แบบแผน ทว่าแฝงไว้ด้วยพิษร้ายที่หากสัมผัสเพียงนิดเดียว ชีวิตก็มอดม้วย ไป๋หลิงพุ่งตัวเข้าช่วย นางใช้วิชาตัวเบา ‘เงาไร้ลักษณ์’ ทะยานผ่านช่องว่างระหว่างคมกระบี่ ความเงียบกริบของนางคืออาวุธที่น่ากลัวที่สุด นางฝากแผลไว้บนต้นคอของผู้อาวุโสคนหนึ่ง แต่แทนที่จะเป็นเลือด กลับมีไอสีดำพุ่งออกมาเหมือนควันไฟที่ถูกขังไว้ในร่างมนุษย์ “อี้เฟิง! พวกมันไม่ใช่คน! นี่เป็นเพียงศพเชิดที่ถูกผนึกด้วยปราณมาร!” ไป๋หลิงร้องบอก กัดฟันแน่น จางอี้เฟิงหลับตาลงชั่วขณะ ลมหายใจของเขาสงบนิ่งราวกับเข้าสู่ภาวะฌาน เขาหยั่งรู้แล้วว่าเหตุใดสำนักฝ่ายธรรมะถึงแตกแยกได้รวดเร็วนัก มันไม่ได้เกิดจากการยุยง แต่เกิดจากการ ‘เปลี่ยนตัว’ ผู้กุมอำนาจให้กลายเป็นหุ่นเชิดของพรรคมารมานานแล้ว “ข้าเคยเคารพพวกท่านในฐานะอาจารย์ร่วมสำนัก” จางอี้เฟิงลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่น—วิชาดาบไร้เงาขั้นสูงสุดที่เขาไม่เคยคิดจะใช้ “วันนี้ ในฐานะศิษย์แห่งสำนักเร้นลับ ข้าจะปลดปล่อยพวกท่านจากพันธนาการแห่งมารเอง” เขาดึงกระบี่ออกจากฝัก เสียงเหล็กกระทบฝักดังกังวานก้องไปทั่วขุนเขา แสงสีเงินจางๆ เปล่งประกายออกมาจากคมดาบที่ไร้เงา ในชั่วพริบตาเดียวที่เขาก้าวผ่านร่างทั้งสี่ไป ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมอีกครั้ง ทั้งสี่ร่างหยุดชะงัก กระบี่ในมือแตกละเอียดเป็นผุยผง ก่อนที่ร่างเหล่านั้นจะค่อยๆ สลายกลายเป็นฝุ่นผงท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านช่องเพดาน เจ้าสำนักกระบี่เมฆาค่อยๆ พยุงตัวขึ้นมาด้วยความยากลำบาก เขาจ้องมองจางอี้เฟิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสำนึกผิด “อี้เฟิง... เจ้า... เจ้าสังหารพวกเขาหมดแล้ว... เช่นนั้น พันธมิตรธรรมะก็ไม่มีผู้คุมกฎอีกต่อไป...” “มันจบลงนานแล้ว ท่านเจ้าสำนัก” จางอี้เฟิงหันกลับมามองเขา น้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงด้วยความกดดัน “ตั้งแต่วันที่ท่านยอมรับจดหมายฉบับนั้นมาไว้ในมือ พันธมิตรธรรมะก็เป็นเพียงแค่ชื่อที่ถูกนำไปใช้ประดับประดาแผนการชั่วร้ายของหวงหลงเท่านั้น” ขณะที่ทั้งสองกำลังเผชิญหน้า เสียงปรบมือแผ่วเบาก็ดังมาจากเงามืดด้านหลังเสาไม้ ประตูโถงใหญ่ถูกผลักเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นชายร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีแดงสด ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกปิดด้วยหน้ากากเหล็กสีทอง หวงหลงก้าวเดินเข้ามาด้วยท่าทีสง่างามราวกับกำลังเดินอยู่ในบ้านของตัวเอง “ยอดเยี่ยม... ศิษย์เอกผู้ทรยศแห่งสำนักเร้นลับ ฝีมือของเจ้าช่างงดงามราวกับงานศิลปะ” หวงหลงแสยะยิ้ม “แต่เจ้าคงลืมไปว่า... ข้าไม่ได้มาที่นี่คนเดียว” หวงหลงดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว ประตูโถงอีกฝั่งก็เปิดออกพร้อมกับร่างของหญิงสาวที่ถูกโซ่ตรวนล่ามไว้ นางคือศิษย์น้องคนเดียวที่จางอี้เฟิงพยายามปกป้องมาโดยตลอด นางอยู่ในสภาพที่ไร้สติ ห้อยโหนอยู่เหนือหลุมลาวาที่ถูกจัดเตรียมไว้ใต้พื้นโถงอย่างแยบยล “เจ้าจะเลือกสิ่งใด อี้เฟิง?” หวงหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “จะสังหารข้าเพื่อผดุงคุณธรรมที่ใกล้จะดับสูญ หรือจะยอมวางดาบและกลายเป็นสุนัขรับใช้ที่ข้าจะไว้ชีวิตนาง?” จางอี้เฟิงกำด้ามกระบี่แน่นจนนิ้วซีดขาว เขามองไปที่ศิษย์น้อง แล้วมองกลับมาที่หวงหลง ในเสี้ยววินาทีนั้น เขาก็พบความผิดปกติบางอย่างที่ข้อมือของหวงหลง... ตราประทับเดียวกับที่อยู่ในจดหมายฉบับนั้น! จางอี้เฟิงแสยะยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก “หวงหลง... เจ้าไม่ได้มาเพื่อยื่นข้อเสนอ แต่เจ้ามาที่นี่เพื่อ ‘หลบซ่อน’ จากสิ่งที่เจ้าเองก็ควบคุมไม่ได้ใช่หรือไม่?” หวงหลงชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาภายใต้หน้ากากวูบไหวราวกับมีบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเขากำลังคืบคลานเข้ามาในสำนักกระบี่เมฆาแห่งนี้ ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในยุทธภพแห่งนี้ครับ หมื่นกระบี่คืนรัง
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%