เซฟเฮาส์วุ่นรักกับนักสืบสายเนี้ยบ•ตอนที่ 6

สืบจากภาพเขียน

ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
“คุณกำลังเสียสติไปกันใหญ่แล้ว รวินทร์” เสียงทุ้มต่ำที่เจือไปด้วยความหงุดหงิดระคนระแวดระวังดังขึ้นแทบจะทันทีที่ประโยคประกาศิตของผมหลุดจากริมฝีปาก ธันวาไม่ได้ถอยหลังหนี แต่ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเทาเข้มที่เข้ารูปอย่างไร้ที่ติกลับก้าวเข้ามาประชิดตัวผมอีกหนึ่งก้าว ดวงตาสีนิลคมกริบคู่นั้นหรี่แคบลงราวกับกำลังประเมินว่าผมกำลังเล่นตลกอะไรที่ไร้สาระที่สุดในรอบปี แต่ผมรู้... ผู้กองหนุ่มเจ้าระเบียบคนนี้ไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องตลกเลยสักนิด กลิ่นอายความกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวธันวาคมชัดเสียจนผมเกือบจะเผลอยิ้มออกมา ถ้าไม่ใช่เพราะกระดาษแผ่นบางในมือมันกำลังสั่นเทาด้วยแรงอารมณ์ที่ผมเองก็ไม่อยากจะยอมรับ “ผมดูเหมือนคนกำลังพูดเล่นอยู่หรือไงครับ ผู้กอง” ผมเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ระยะห่างระหว่างเราตอนนี้ใกล้เสียจนผมได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ เจือกลิ่นฝนจากเสื้อสูทของเขา “ลองก้มลงมาดูนี่สิครับ... ดมดูด้วยก็ได้ ถ้าคุณไม่เชื่อสายตาตัวเอง” ผมจงใจขยับข้อมือเข้าหาเขา ปลายกระดาษที่เปื้อนหมึกซึมถูกยื่นไปตรงหน้าอกแกร่งของนายตำรวจหนุ่ม ธันวาขมวดคิ้วมุ่น สัญชาตญาณนักสืบทำให้เขาก้มลงมองตามนิ้วผมอย่างเสียไม่ได้ ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาถือวิสาสะฉวยกระดาษแผ่นนั้นมาจากมือผมโดยไม่รออนุญาต ดวงตาคมกวาดมองตัวอักษรแต่ละคำด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ ราวกับสแกนเนอร์ที่บันทึกทุกรายละเอียดไว้ในสมอง ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทำงานรกๆ ของผมชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาหวิวเคล้ากับเสียงฝนตกปรอยๆ ภายนอกหน้าต่างกระจก “ปากกาหมึกซึม Montblanc รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น ปี 2018... หมึกสีน้ำเงินเข้มผสมเฉดประกายทองแดง” ธันวาพึมพำออกมาเบาๆ เสียงของเขาเรียบสนิท แต่กรามที่ขบเข้าหากันจนนูนขึ้นแสดงให้เห็นว่าสมองใต้เรือนผมสีดำสนิทนั้นกำลังประมวลผลอย่างหนักหน่วง “เป็นรุ่นเดียวกับที่คุณใช้เซ็นสัญญาสำนักพิมพ์เมื่อสัปดาห์ก่อน และเป็นยี่ห้อเดียวกับที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของคุณตอนนี้” “ถูกต้องครับ สมกับที่เป็นผู้กองธันวา ช่างสังเกตสมกับตำแหน่งมือหนึ่งแห่งกองปราบ” ผมแกล้งยิ้มกวนประสาทกลบเกลื่อนความตึงเครียดในอก แม้ว่าในใจจะเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของอีกฝ่าย “แต่ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ยี่ห้อปากกาหรอกครับผู้กอง... ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ลายมือหวัดๆ ตวัดหางตวัดหัวแบบนี้ มันคือลายมือของ ‘ภาคิน’ บรรณาธิการเก่าของผมเองครับ” ธันวาเงยขวับขึ้นมามองผมทันที สายตานั้นคมกริบราวกับใบมีดโกน “คนที่จมน้ำเสียชีวิตไปเมื่อสามปีก่อน? คนที่คุณบอกผมเองว่า... เป็นคนผลักดันคุณเข้าสู่วงการน้ำ ink จนแจ้งเกิดเป็นนักเขียน Best Seller?” “คนนั้นแหละครับ” ผมถอนหายใจยาว พลิ้งตัวพิงขอบโต๊ะทำงานอย่างหมดแรง จู่ๆ บรรยากาศรอบตัวก็หนักอึ้งขึ้นมาดื้อๆ “ในเมื่อคุณเป็นนักสืบ คุณน่าจะรู้ดีกว่าผมนะว่า คนตายเขาไม่ลุกขึ้นมาจับปากกาเขียนข้อความเตือนภัยอะไรแบบนี้หรอก... เว้นเสียแต่ว่า มีใครบางคนกำลังเล่นตลกโรคจิตกับพวกเรา หรือไม่ก็... มีศพปลอมเกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อน” คำพูดประโยคสุดท้ายของผมทำเอาธันวาชะงักไปครู่ใหญ่ เขานิ่งเงียบไปนานจนผมต้องเป็นฝ่ายขยับตัวทำลายความเงียบด้วยการดึงกระดาษแผ่นนั้นกลับมาถือไว้เอง แต่ธันวากลับรวบข้อมือผมไว้แน่น... แน่นเสียจนปลายนิ้วอุ่นๆ ของเขาแนบชิดกับชีพจรที่กำลังเต้นเร้าอยู่บนข้อมือของผม “อย่าเพิ่งสรุปอะไรบ้าๆ รวินทร์” ธันวาเอ่ยเสียงต่ำ ใบหน้าหล่อเหลาโน้มเข้ามาใกล้จนผมเกือบจะหยุดหายใจ “คดีของภาคิน ปิดแฟ้มไปอย่างสมบูรณ์แบบ มีการชันสูตรพลิกศพ มีพยานยืนยัน และมีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันตัวตนชัดเจน ไม่มีทางที่เขาจะยังมีชีวิตอยู่... เว้นแต่ว่า มีคนใกล้ตัวคุณนี่แหละ ที่กำลังเลียนแบบลายมือเขาเพื่อปั่นหัวคุณ” ผมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แสร้งทำเป็นไม่สะดุ้งสะเทือนกับสัมผัสอุ่นที่ยังกุมข้อมือผมอยู่ แม้ว่าใจจะเต้นรัวจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมันก็ตาม “อ๋อ... คุณกำลังจะบอกว่า ผมเขียนมันขึ้นมาเองเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้กองสุดหล่ออย่างงั้นเหรอครับ? โห... ดูถูกจินตนาการนักเขียนระดับผมเกินไปหน่อยมั้งครับ” ธันวาแค่น "หึ" ออกมาจากลำคอเบาๆ แต่ไม่ยอมปล่อยมือ “ผมไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนเขียน แต่ผมกำลังบอกว่า... คุณมีนิสัยชอบเก็บซ่อนความลับ และผมไม่ไว้ใจสัญชาตญาณของคุณในเรื่องนี้” “งั้นก็พิสูจน์สิครับ” ผมท้าทาย ดวงตาของเราประสานกันนิ่งในระยะประชิด เคมีประหลาดบางอย่างพุ่งพล่านขึ้นมาในอากาศรอบตัวเรา ความตึงเครียดจากคดีฆาตกรรมและความตายเริ่มเจือปนไปด้วยความใกล้ชิดที่อันตรายเกินควบคุม “ถ้าคุณคิดว่าผมโกหก หรือถ้าคุณคิดว่ามันเป็นแค่เกมจิตวิทยา... ลองมาสืบดูสิครับผู้กอง สืบจากภาพเขียนชิ้นนี้... เหมือนอย่างที่คุณเก่งนักเก่งหนาไง” ภาพเขียนสีน้ำมันขนาดกลางที่พิงอยู่กับชั้นหนังสือมุมห้อง คือจุดเริ่มต้นของปริศนาทั้งหมด ภาพทิวทัศน์ของสะพานข้ามแม่น้ำในคืนที่ฝนตกหนัก ซึ่งภาคินเคยส่งให้ผมดูก่อนหน้าที่เขาจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสามปีก่อน และวันนี้... มันกลับมาปรากฏอยู่หน้าประตูห้องทำงานของผม พร้อมกับข้อความปริศนาดังกล่าว ธันวาหันไปมองภาพเขียนชิ้นนั้น แววตาของเขาเปลี่ยนจากความระแวงกลายเป็นความครุ่นคิดอย่างจริงจัง เขายอมปล่อยข้อมือผมอย่างเสียดายเล็กน้อย (หรือผมคิดไปเองก็ไม่รู้) ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปใกล้ภาพเขียนชิ้นนั้นช้าๆ ในฐานะนักเขียน ผมใช้ชีวิตอยู่กับการสร้างเรื่องราว ปั้นแต่งตัวละคร และซ่อนปมปริศนาไว้หลังตัวอักษร แต่ผมรู้ดีว่า... โลกแห่งความจริงมันไม่ได้งดงามและมีทางออกแฮปปี้เอนดิ้งเหมือนในนิยายที่ผมเขียน ปมปัญหาที่ผมกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้มันทั้งคมกริบและเลือดเย็นกว่าที่ผมเคยจินตนาการไว้เสียอีก “รวินทร์” เสียงของธันวาเอ่ยเรียกเบาๆ แต่จริงจังจนผมต้องหันไปมอง “คุณสังเกตเห็นอะไรแปลกปลอมในภาพนี้ไหม ตั้งแต่วันแรกที่คุณได้รับมันมา” ผมเดินเข้าไปยืนเคียงข้างเขา กลิ่นกายสะอาดๆ ของนายตำรวจหนุ่มลอยมาแตะจมูกท่าชวนให้ไขว้เขว ผมพยายามดึงสติกลับมาที่ภาพวาดตรงหน้า หรี่ตามองรอยพู่กันและการลงสีที่คุ้นเคย “มุมขวาล่าง...” ผมชี้ปลายนิ้วไปยังจุดที่ซ่อนอยู่ใต้เงาของสะพาน “ตรงนั้น... มันไม่ใช่ลายเซ็นของภาคิน” ธันวาพยักหน้ารับช้าๆ “ใช่... มันไม่ใช่ลายเซ็นของคนตาย แต่มันคือสัญลักษณ์... สัญลักษณ์ขององค์กรลับที่เคยถูกพูดถึงในคดีทุจริตเมื่อห้าปีก่อน คดีที่ภาคินเคยพยายามจะเปิดโปงก่อนที่เขาจะเสียชีวิต” หัวใจของผมกระตุกวูบ ความหนาวยะเยือกแล่นพล่านไปตามสันหลังทันทีที่ได้ยินคำนั้น “หมายความว่า...” ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “ภาคินไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ... แต่เขาถูกฆ่า?” ธันวาหันกลับมาสบตาผม นัยน์ตาสีนิลคู่นั้นสะท้อนภาพเงาของผมที่กำลังตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด “และตอนนี้... คนพวกนั้นรู้แล้วว่าคุณกำลังรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาผ่านงานเขียนเล่มใหม่ของคุณ รวินทร์... คุณกำลังเอาชีวิตตัวเองมาแขวนไว้บนเส้นด้าย” บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงฝนด้านนอกที่เริ่มกระหน่ำซัดแรงขึ้น ราวกับเสียงกลองศึกที่กำลังโหมโรงก่อนพายุใหญ่จะมาเยือน แต่ก่อนที่เราจะได้พูดอะไรต่อ ประตูห้องทำงานที่ลงกลอนไว้จากด้านใน กลับส่งเสียง "คลิก" เบาๆ... ลูกบิดประตูค่อยๆ หมุนช้าๆ จากฝั่งภายนอก... ทั้งที่เราสองคนยืนอยู่ลำพังในห้องที่ปิดทึบชั้นสิบสองของคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง! ธันวาพุ่งตัวควักปืนพกออกมาจากซองคาดเอวอย่างรวดเร็วดั่งเสือชีตาห์ พร้อมกับดึงร่างของผมให้ไปหลบอยู่ด้านหลังแผงอกแกร่งของเขาในเสี้ยววินาที ดวงตาสีนิลกวาดมองไปที่ประตูด้วยความระแวดระวังถึงขีดสุด และก่อนที่บานประตูจะเปิดออกจนสุด... แผ่นกระดาษโน้ตแผ่นใหม่ก็ถูกสอดเข้ามาใต้ช่องประตู พร้อมกับเสียงหัวG์แผ่วเบาที่ดังลอดเข้ามาจากทางเดินมืดสนิทด้านนอก "ยินดีต้อนรับกลับสู่เกมครับ... นักเขียนมือทอง" โปรดติดตามตอนต่อไป... *(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปมปริศนาและฟินไปกับความซึนของผู้กองธันวาด้วยกันนะครับ)*
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์วุ่นรักกับนักสืบสายเนี้ยบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%