เซฟเฮาส์วุ่นรักกับนักสืบสายเนี้ยบ•ตอนที่ 5

พยานคนสำคัญที่หายไป

ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
เสียงแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนบนโต๊ะทำงานดังระรัวราวกับกลองศึก มันไม่ใช่เสียงแจ้งเตือนธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤตที่เชื่อมต่อตรงกับเครือข่ายความมั่นคง “ผู้กองครับ! แย่แล้วครับ! ข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์หลักของกรมตำรวจถูกเจาะ... ตอนนี้ความลับของคดีทั้งหมดรั่วไหลออกสู่สาธารณชนแล้วครับ!” เสียงลูกน้องปลายสายร้อนรนจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ แต่สำหรับธันวาที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางห้องรับแขก ประโยคนั้นคมกริบยิ่งกว่าใบมีดโกน ดวงตาคมกวาดมองหน้าจอแล็ปท็อปที่แสดงผลการโจรกรรมไซเบอร์แบบเรียลไทม์ ตัวเลขโค้ดรหัสวิ่งพล่านบนหน้าจอมืดสนิท ก่อนที่หน้าต่างป๊อปอัพสีแดงฉานจะเด้งขึ้นมาพร้อมข้อความเย้ยหยันจากแฮกเกอร์ เซฟเฮาส์แห่งนี้ที่เคยเป็นจุดปลอดภัยที่สุด ตอนนี้กลับกลายเป็นกล่องขังหนูที่กำลังถูกไฟลามเลียจากทุกสารทิศ รวินทร์ที่นั่งไขว่ห้างจิบกาแฟอยู่บนโซฟาช้าๆ วางแก้วลงกระทบโต๊ะกระจกเกิดเสียงก้องกังวานในความเงียบ ใบหน้าคมคายไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงรอยยิ้มมุมปากที่ฉายแววท้าทายตามประสาคนรักสนุก ทว่านัยน์ตาสีนิลกลับคมกริบขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อกวาดตามองสถานการณ์ “ดูท่าทาง ‘ท่านสารวัตร’ ของคุณจะคุมเกมไม่อยู่แล้วนะครับ ผู้กองธันวา” รวินทร์เอ่ยกลั้วหัวเราะ น้ำเสียงกวนประสาทแต่แฝงไปด้วยความจริงจังที่ซ่อนอยู่ลึกๆ “ข้อมูลคดีฆาตกรรมต่อเนื่องชุดนั้น... ถ้าหลุดออกไปหมด แปลว่าพยานปากเอกคนสุดท้ายที่พวกเราซ่อนไว้กำลังตกเป็นเป้าหมายสังหารใช่ไหมครับ?” ธันวาเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง สันกรามคมขึ้นรูปนูนเด่นด้วยความขบขันและโกรธเกรี้ยวในเวลาเดียวกัน เขาสบถเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะคว้าปืนพกสั้นประจำกายขึ้นมาตรวจเช็กกระสุนด้วยความคล่องแคล่ว ท่าทางจริงจังและเคร่งขรึมของผู้ชายคนนี้มักจะทำให้บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดขึ้นอีกเท่าตัวเสมอ “ไม่ต้องมาพูดมากครับคุณรวินทร์ สถานการณ์ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น พยานคนนั้นกบดานอยู่ที่อพาร์ตเมนต์เก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถ้าพวกมันเจาะระบบเซิร์ฟเวอร์ได้ แปลว่าพวกมันรู้ที่อยู่ของพยานแล้วเหมือนกัน” ธันวาหันขวับมามองหน้านักเขียนหนุ่ม แววตาคาดคั้นแกแกมออกคำสั่ง “คุณต้องไปกับผม เดี๋ยวนี้” “ห๊ะ? ทำไมผมต้องไปเสี่ยงภัยกับคุณด้วยล่ะครับผู้กอง? หน้าที่ปกป้องประชาชนมันเป็นของตำรวจไม่ใช่เหรอครับ นักเขียนไส้แห้งอย่างผมมีหน้าที่แค่ปั่นต้นฉบับส่งสำนักพิมพ์นะ” รวินทร์แสร้งทำเป็นโบกมือปฏิเสธ ทั้งที่ร่างกายกลับขยับลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างไร้รอยต่อ “เพราะเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกเจาะ มีการใช้ช่องโหว่จากไอพีแอดเดรสที่เชื่อมต่อกับไวไฟของเซฟเฮาส์นี้... ซึ่งลงทะเบียนไว้ในชื่อคุณครับ รวินทร์!” ธันวาพุ่งเข้ามาประชิดตัวในระยะประชิด กลิ่นกายสะอาดสะอ้านผสมผสานกับความเคร่งเครียดของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ลอยปะทะจมูก ร่างสูงใหญ่ของนายตำรวจหนุ่มกดดันให้อีกฝ่ายต้องถอยหลังไปจนติดขอบโต๊ะ “ถ้าคุณไม่อยากตกเป็นผู้ต้องหาคดีสมคบคิดกับอาชญากร คุณมีทางเลือกเดียวคือไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์กับผม” รวินทร์เงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายโดยไม่หลบเลี่ยง ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่มีไม่ถึงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรับรู้ได้ถึงความระอุที่ไม่ได้มาจากอากาศภายนอก นักเขียนหนุ่มหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาระยิบระยับด้วยความท้าทาย “คุณนี่มัน... เผด็จการชะมัดเลยนะครับผู้กองธันวา บังคับเก่งแบบนี้ ระวังผมจะเขียนให้ตัวละครตำรวจในเรื่องหน้าแตกหมอไม่รับเย็บนะครับ” “เชิญเขียนตามสบายครับ แต่ตอนนี้... หยิบแจ็กเก็ตของคุณแล้วเดินตามผมมา อย่าให้ผมต้องใช้กำลังอุ้มคุณออกไปนะครับ” ธันวาพูดเสียงเข้ม สายตาดุดันแต่แฝงความห่วงใยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ บรรยากาศในห้องบีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าในความตึงเครียดนั้น เคมีระหว่างคนทั้งสองกลับพวยพุ่งออกมาอย่างรุนแรงราวกับประกายไฟที่กระทบกับน้ำมันชั้นดี รวินทร์แค่นหัวเราะเบาๆ ยอมแพ้ให้กับความดื้อดึงของคนตรงหน้าอย่างเสียไม่ได้ มือเรียวคว้าแจ็กเก็ตหนังสีดำมาสวมทับอย่างรวดเร็ว “ก็ได้ครับ... ถือว่าผมสงสารคนหล่อที่กำลังจะตกงานก็แล้วกัน” รถยนต์อเนกประสงค์คันหรูพุ่งทะยานออกจากลานจอดรถของเซฟเฮาส์ฝ่าความมืดของยามวิกาลไปอย่างรวดเร็ว ธันวาเหยียบคันเร่งมิดไมล์ สายตาจับจ้องไปที่ถนนเบื้องหน้าอย่างแน่วแน่ มือข้างหนึ่งควบคุมพวงมาลัยด้วยความชำนาญ ขณะที่มืออีกข้างคอยเช็กพิกัดจีพีเอสและวิทยุสื่อสารที่รายงานสถานการณ์ความวุ่นวายในเมืองหลวงที่ไม่เคยหลับใหล บรรยากาศภายในห้องโดยสารอึมครึม รวินทร์นั่งไขว่ห้างมองออกไปนอกหน้าต่าง ทิวทัศน์ยามค่ำคืนของตึกรามบ้านช่องไหลผ่านไปราวกับภาพยนตร์ความเร็วสูง แต่สมองของนักเขียนหนุ่มกลับไม่ได้สนใจวิวทิวทัศน์เหล่านั้นเลย เขากำลังคิดวิเคราะห์ถึงรูปแบบการแฮกข้อมูลที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ มันมีความซับซ้อนเกินกว่าฝีมือของอาชญากรทั่วไป และที่สำคัญ... มันมีกลิ่นอายบางอย่างที่คล้ายคลึงกับพล็อตนิยายเรื่องล่าสุดที่เขากำลังเขียนอยู่ “คุณกำลังคิดอะไรอยู่?” ธันวาเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา โดยที่สายตายังไม่ละจากถนน “เงียบผิดปกติไปนะ หรือว่ากลัวจนพูดไม่ออกแล้ว?” “ผมไม่ได้กลัวหครับผู้กอง... ผมแค่กำลังคิดว่า โลกความเป็นจริงนี่มันแต่งเรื่องได้สนุกกว่านิยายของผมเสียอีก” รวินทร์หันมามองคนขับ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนริมฝีปาก “คุณคิดว่าข้อมูลที่หลุดออกไป มันบังเอิญจริงๆ เหรอครับ? หรือมีหนอนในกรมตำรวจที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง?” ธันวาเหลือบตามองคู่สนทนาแวบหนึ่ง ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความครุ่นคิด คำพูดของรวินทร์มักจะจี้ใจดำและมองเห็นมุมที่คนเป็นตำรวจอย่างเขาคาดไม่ถึงอยู่เสมอ “ผมกำลังสืบเรื่องนั้นอยู่... และหวังว่าเราจะไปถึงตัวพยานก่อนที่หนอนตัวนั้นจะส่งคนไปปิดปาก” ธันวาเหยียบคันเร่งเพิ่มขึ้นไปอีก รถพุ่งเลี้ยวโค้งเข้าสู่เขตชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างหวาดเสียว ตึกแถวเก่าสูงสี่ชั้นตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แสงไฟจากห้องพักชั้นบนสุดสว่างลอดออกมาผ่านม่านหน้าต่าง แสดงว่าเป้าหมายยังคงอยู่ข้างบนนั้น ธันวาดับเครื่องยนต์ทันทีที่จอดรถเข้าที่ ความเงียบสงัดของยามดึกเข้าปกคลุมบรรยากาศรอบตัว มีเพียงเสียงสายน้ำไหลเอื่อยและเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม “ถึงแล้วครับ พยานของคุณ” รวินทร์มองขึ้นไปด้านบน สีหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นความจริงจังเมื่อสัญชาตญาณเตือนภัยร้องเตือน “แต่... คุณไม่คิดว่ามันเงียบผิดปกติเหรอครับ?” ธันวาชะงัก กวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณ ตรอกซอกซอยมืดทึบไร้เงาผู้คน ไม่มีเสียงความเคลื่อนไหวใดๆ นอกจากเสียงลมพัดผ่านโครงเหล็กป้ายโฆษณาเก่าๆ สัญชาตญาณของนายตำรวจมือปราบร้องเตือนภัยอย่างรุนแรง “อยู่บนรถ ล็อกประตู อย่าออกไปไหนเด็ดขาด” ธันวาออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด มือเอื้อมไปปลดล็อกซองปืนพกเตรียมพร้อม “อย่ามาทำเป็นพระเอกหนังแอคชั่นหน่อยเลยครับผู้กอง งานแบบนี้ต้องแพ็กคู่ถึงจะรอด” รวินทร์ไม่ฟังเสียงทัดทาน มือเรียวดึงเปิดประตูรถก้าวลงไปยืนเคียงข้างอย่างรวดเร็ว ทำเอาธันวาต้องถอนหายใจยาวด้วยความหงุดหงิดปนเป็นห่วง ทั้งสองย่องเงียบขึ้นบันไดแคบๆ ของตึกเก่า กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสนิมคละคลุ้งในอากาศ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระแวดระวัง ธันวาส่งสัญญาณมือให้รวินทร์อยู่ด้านหลัง ขณะที่ตนเองขยับเข้าไปใกล้ประตูห้องพักหมายเลข 404 ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทาง ประตูห้องแง้มเปิดอยู่เล็กน้อย มีรอยงัดแงะที่วงกบไม้เก่าๆ และที่สำคัญ... มีกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยออกมาจากรอยแยกนั้น! ธันวาสูดหายใจลึก ใช้ด้ามปืนผลักประตูให้เปิดกว้างออกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับที่รวินทร์ก้าวเข้ามาประชิดด้านหลังเพื่อระวังหลังให้ ภาพเบื้องหน้าทำให้ลมหายใจของทั้งคู่กระชากวูบ ร่างไร้วิญญาณของชายวัยกลางคนนอนจมกองเลือดอยู่กลางห้อง ข้าวของกระจัดกระจายราวกับมีการต่อสู้กันอย่างรุนแรง หน้าต่างกระจกด้านหลังแตกละเอียด สายลมยามดึกพัดเข้ามาหอบเอาผ้าม่านปลิวไสว “สายไป... พวกมันตัดหน้าเราไปก้าวหนึ่ง” ธันวากัดฟันกรวด กำปั้นชกเข้ากับวงกบประตูด้วยความเจ็บใจ รวินทร์ก้าวเข้ามาในห้อง ก้มลงสำรวจร่องรอยการต่อสู้ด้วยสายตาคมกริบ ก่อนที่สายตาจะสะดุดเข้ากับบางสิ่งบนโต๊ะทำงานที่ตั้งอยู่มุมห้อง มันคือกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ ที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ทว่าคุ้นตาอย่างประหลาด นักเขียนหนุ่มหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดู หัวใจกระตุกวูบเมื่ออ่านข้อความสั้นๆ ที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง ธันวาหันมามองรวินทร์ที่ยืนนิ่งค้าง สีหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด “คุณเจออะไร รวินทร์?” รวินทร์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับนายตำรวจหนุ่ม นัยน์ตาสีนิลไหวระริกเป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกัน เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาด้วยน้ำแห้งผาก “ข้อความนี่... มันเขียนด้วยปากกาหมึกซึมยี่ห้อเดียวกับที่ผมใช้เขียนต้นฉบับ... และลายมือนี้... เป็นลายมือของคนที่ตายไปแล้วเมื่อสามปีก่อนครับผู้กอง” [ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและอินไปกับเรื่องราวสุดเข้มข้นนี้ด้วยกันนะครับ!]
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์วุ่นรักกับนักสืบสายเนี้ยบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%