"สารวัตร! แย่แล้วครับ... สายลับที่เราส่งไปสืบเรื่องนี้ที่โกดังร้าง... ถูกเก็บเรียบร้อยแล้วครับ!"
เสียงรายงานทางโทรศัพท์มือถือที่ดังแทรกผ่านสปีกเกอร์โฟนในห้องทำงานแคบๆ ของเซฟเฮาส์ ไม่ได้ทำให้ธันวาสำลักกาแฟดำรสขมปี๋ที่เขากำลังจิบแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาทรงเหลี่ยมยังคงนิ่งสงบ ดั่งผิวน้ำในบึงลึกที่ไร้แรงกระเพื่อม ผิดกับรวินทร์ที่กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังสีน้ำตาลเข้ม มือเรียวยาวข้างหนึ่งควงปากกาหมึกซึมราคาแพงเล่นอย่างอารมณ์ดี ริมฝีปากหยักลึกจุดรอยยิ้มเย้าแหย่ที่พร้อมจะกวนประสาทคนตรงหน้าให้สติหลุดได้ทุกเมื่อ
"ตายจริง... ข่าวไวเสียยิ่งกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเสียอีกนะครับท่านสารวัตร" รวินทร์เอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตพราวระยับด้วยประกายความท้าทาย "นี่ฝีมือแก๊งค้ายา หรือฝีมือท่านสารวัตรผู้แสนจะเจ้าระเบียบ ที่จงใจจัดฉากสร้างสถานการณ์ตบตาผมกันแน่ล่ะครับ?"
ธันวาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะไม้เสียงดังปัง! จนของเหลวสีดำกระฉอกเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเรียบตึงเป็นระเบียบเสมอ บัดนี้กลับมีรอยย่นระหว่างคิ้วลึกขึ้น ดวงตาคมเข้มจ้องเขม็งมายังนักเขียนหนุ่มจอมกะล่อนราวกับต้องการจะกินเลือดกินเนื้อ
"คุณหมายความว่ายังไง รวินทร์" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยลอดไรฟัน "คุณคิดว่าเรื่องความเป็นความตายของคนเป็นเรื่องล้อเล่นงั้นเหรอ?"
"ผมไม่ได้บอกว่ามันเป็นเรื่องล้อเล่นนี่ครับ..." รวินทร์ลุกขึ้นยืนช้าๆ ทว่าสง่างาม ขายาวก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของอีกฝ่ายทีละก้าว ปลายรองเท้าหนังขัดมันหยุดยืนอยู่ห่างจากเก้าอี้ของสารวัตรหนุ่มเพียงแค่คืบ กลิ่นน้ำหอมจางๆ แนวซีตรองผสมความอบอุ่นของไม้จันทน์โชยเข้าแตะนาสิกของธันวา จนเจ้าตัวเผลอสูดหายใจลึกโดยไม่รู้ตัว "แต่ผมแค่วิเคราะห์ตามตรรกะของคนฉลาด... โกดังร้างนั่นเป็นจุดอับสัญญาณ ไม่มีใครรู้พิกัดนอกจากคุณกับผม และสายลับคนนั้น... แต่ข่าวการตายกลับหลุดมาถึงหูคุณเร็วเกินไป เหมือนกับว่า... คุณรู้อยู่แล้วว่าเขาจะไม่รอดแต่แรก"
ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตากับคนตัวสูงกว่าอย่างไม่หลบเลี่ยง ระยะห่างระหว่างใบหน้าที่ใกล้กันจนเกินพอดีทำให้ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันแผ่วเบา หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอของนายตำรวจหนุ่มกลับกระตุกวูบอย่างหาสาเหตุไม่ได้ มันไม่ใช่ความกลัว... แต่เป็นความหงุดหงิดระคนปั่นป่วนที่เกิดจากความใกล้ชิดอันตรายนี้ต่างหาก
"คุณกำลังดูถูกสัญชาตญาณความเป็นตำรวจของผม รวินทร์" ธันวาเค้นเสียงลอดไรฟัน มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวที่ถือปากกาไว้แน่นโดยไม่ทันตั้งตัว ออกแรงดึงเพียงเล็กน้อยจนร่างโปร่งเซถลาเข้ามาประชิดขอบโต๊ะทำงาน "ถ้าผมจะจัดฉาก ผมจะทำไปเพื่ออะไร ในเมื่อหลักฐานทุกชิ้นมันชี้ชัดว่าเป้าหมายต่อไป... คือตัวคุณเองต่างหาก!"
รวินทร์ชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวจากฝ่ามือหนาที่กุมข้อมือตนไว้แน่น ความจริงจังที่สะท้อนผ่านนัยน์ตาคมกริบของธันวาบอกเขาว่า... นี่ไม่ใช่การแสดงละครตบตา แต่มันคือความเป็นจริงที่กำลังบีบรัดเข้ามาทุกที
แต่มีหรือที่คนอย่างรวินทร์จะยอมเสียฟอร์มให้สารวัตรปากแข็งคนนี้ได้ใจนานนัก?
มุมปากบางยกยิ้มขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ รวินทร์โน้มใบเข้าไปกระซิบใกล้ใบหูของอีกฝ่าย น้ำเสียงทุ้มหวานเจือความเย้ายวนจงใจปั่นป่วนประสาทสัมผัส "ห่วงผมเหรอครับ... สารวัตร?"
ธันวาชะงักกึก สัมผัสอุ่นร้อนที่ข้างแก้มและลมหายใจที่รินรดอยู่ใกล้ชิดทำให้สมองประมวลผลช้าลงไปสามวินาทีเต็ม ก่อนที่สติจะกลับคืนมาพร้อมกับใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างปิดไม่มิด เขาผลักร่างของรวินทร์ออกห่างทันทีด้วยแรงที่พอเหมาะ พร้อมกับปรับสีหน้าให้กลับมาเคร่งขรึมดังเดิม แม้ว่าใบหูทั้งสองข้างจะแดงก่ำลามไปจนถึงต้นคอก็ตาม
"ผมไม่ได้ห่วงคุณ!" ธันวาตอกกลับเสียงแข็ง กลบเกลื่อนความวุ่นวายในอก "ผมแค่ไม่อยากให้คดีนี้พังเพราะความอวดดีของคุณต่างหาก! จำไว้ซะว่าตอนนี้คุณอยู่ในความดูแลของผม ถ้าผมบอกให้หมอบ คุณก็ต้องหมอบ ถ้าผมบอกให้ซ่อนตัว คุณก็ห้ามโผล่หัวออกมาเด็ดขาด!"
"โอ้โห... ดุเป็นหมาป่าหวงก้างเลยนะครับเนี่ย" รวินทร์หัวเราะในลำคออย่างชอบใจ เดินกลับไปทิ้งตัวลงนั่งไขว่ห้างบนโซฟาตัวเดิม ราวกับสถานการณ์ตึงเครียดเมื่อครู่เป็นเพียงละครฉากหนึ่งเท่านั้น "แต่เสียใจด้วยนะครับสารวัตร... คนอย่างรวินทร์ไม่เคยยอมเป็นเหยื่อให้ใครล่าอยู่ฝ่ายเดียวหรอก ในเมื่อคุณบอกว่าผมตกเป็นเป้า... ผมก็แค่อยากจะรู้เหมือนกันว่า 'เหยื่อ' ตัวนี้ จะพลิกเกมมาขย้ำ 'นายพราน' อย่างคุณยังไง"
ธันวากัดฟันกรอด จ้องมองรอยยิ้มกวนประสาทนั้นด้วยความหมั่นไส้ระคนระอาใจ เขาอยากจะหยิบแฟ้มคดีฟาดหัวคนตรงหน้าสักทีสองที ข้อหาทำลายระบบประสาทส่วนกลางของเขาให้ปั่นป่วนเล่น แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากด่าทออะไรกลับไป เสียงเคาะประตูก็รัวดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบ
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
"สารวัตรครับ! แย่แล้วครับสารวัตร!"
เสียงลูกน้องคนสนิทดังลั่นจากนอกประตูก่อนที่บานประตูไม้จะถูกผลักเปิดผางเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าของนายตำรวจหนุ่มลูกน้องซีดเผือด เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า
ธันวาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สัญชาตญาณผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ตื่นตัวขึ้นทันที "มีอะไรอีก หมวด!"
ลูกน้องหนุ่มหอบหายใจถี่กระชั้น กวาดสายตามองธันวากับรวินทร์สลับกันด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้บรรยากาศภายในห้องดิ่งวูบลงสู่จุดเยือกแข็งในพริบตา
"ไม่ใช่แค่สายลับคนนั้นหรอกครับ... แต่ตอนนี้... รถตู้ของกองปราบที่กำลังขนย้ายหลักฐานสำคัญจากโกดังร้าง ถูกคนร้ายดักปล้นกลางทาง และ..."
ลูกน้องหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะพูดประโยคสุดท้ายที่แขวนชีวิตของทุกคนไว้บนเส้นด้าย
"...และคนขับรถคณาจารย์ทั้งหมด... ถูกส่งพัสดุก,ล่องเลือดมาวางไว้ที่หน้าประตูเซฟเฮาส์ของเราตอนนี้เองครับสารวัตร!"
**************************************************
ติดตามความฟินและปมเข้มข้นต่อในตอนหน้าได้เลยนะครับ!
— ปราณธาตุเก้าสุริยัน
เซฟเฮาส์วุ่นรักกับนักสืบสายเนี้ยบ•ตอนที่ 11
กับดักของนักสืบ
ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์วุ่นรักกับนักสืบสายเนี้ยบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!