"อยู่นิ่ง ๆ สิครับคุณนักสืบ ถ้าไม่อยากให้แผลมันฉีกไปมากกว่านี้"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววเย้าแหย่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องนั่งเล่นของเซฟเฮาส์ รวินทร์กำลังขยับตัวเข้าใกล้ร่างสูงที่นั่งกัดฟันแน่นอยู่บนโซฟา ปลายเรียวนิ้วของนักเขียนหนุ่มคีบสำลีชุ่มแอลกอฮอล์ไว้อย่างเบามือ ดวงตาคมกริบกวาดมองรอยแผลฟกช้ำและรอยถลอกยาวบริเวณหัวไหล่หนาของธันวา ซึ่งแลกมากับการตะลุมบอนเพื่อปกป้องเบาะแสสำคัญเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา
ธันวาเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง สันกรามคมสันขบเข้าหากันอย่างอดกลั้น ไม่ใช่เพราะความเจ็บแสบจากฤทธิ์ยาที่แตะลงบนผิวเนื้อ แต่เป็นเพราะระยะห่างระหว่างเขากับคนตรงหน้าต่างหาก ที่มันใกล้ชิดเสียจนลมหายใจอุ่นร้อนของอีกฝ่ายเป่ารดลาดไหล่ของเขาอยู่รอมร่อ
"ผมจัดการเองได้ รวินทร์ คุณถอยไปหน่อยเถอะ" ธันวาเอ่ยเสียงลอดไรฟัน พยายามขยับหนีแต่ก็ถูกมือบางข้างที่เหลือคว้าจับข้อศอกไว้แน่นด้วยแรงที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมี
"ถ้าคุณเก่งจริง ป่านนี้คงไม่ปล่อยให้หลังลายกลับมาแบบนี้หรอกนะครับคุณธันวา... เลิกดื้อสักวันตายยากไหมครับเนี่ย" รวินทร์สวนกลับทันควัน นัยน์ตาสีเข้มฉายแววดุแกมเอ็นดูอย่างปิดไม่มิด มือเรียวเปลี่ยนมาใช้คอตตอนบัดแต้มยาแดงบรรจงทาลงบนแผลถลอกอย่างระมัดระวังที่สุด ราวกับกลัวว่าหากลงน้ำหนักแรงเกินไป คนตัวโตกว่าจะเจ็บปวด
บรรยากาศในห้องแคบ ๆ กลับเงียบสงบลงอย่างประหลาด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเบา ๆ และเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนทั้งคู่ รวินทร์ตั้งใจกับการรักษาแผลตรงหน้ามากเสียจนไม่ทันสังเกตเลยว่า สายตาของนักสืบหนุ่มผู้เจ้าระเบียบ กำลังจดจ้องมองใบด้านข้างของเขาอย่างลึกซึ้งเพียงใด
ธันวาไล่สายตามองตั้งแต่กรอบหน้าคมคาย จมูกโด่งรั้น ไปจนถึงริมฝีปากบางที่มักจะมีคำพูดกวนประสาทหลุดออกมาให้เขาปวดหัวได้ตลอดเวลา แต่ในยามนี้ ริมฝีปากคู่นั้นกลับเม้มเข้าหากันเล็กน้อยยามที่เจ้าตัวต้องใช้สมาธิ ความห่วงใยที่แฝงอยู่ภายใต้ท่าทีหยอกล้อ ถูกส่งผ่านปลายนิ้วอุ่นที่แตะแต้มลงบนผิวเนื้ออย่างทะนุถนอม มันทำให้อัตราการเต้นของหัวใจในอกข้างซ้ายของนักสืบหนุ่มเต้นผิดจังหวะไปอย่างควบคุมไม่ได้
นานเท่าไหร่แล้วนะ... ที่ไม่มีใครมายืนอยู่ใกล้ชิดในพื้นที่ส่วนตัว และคอยใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้
"มองอะไรครับ หน้าผมมีแผลด้วยเหรอถึงได้จ้องเอา ๆ ขนาดนั้น" รวินทร์เงยหน้าขึ้นกะทันหัน ดวงตากลมโตสบประสานเข้ากับนัยน์ตาสีเข้มลึกล้ำที่มองมาอยู่ก่อนแล้วอย่างจัง ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงแค่คืบเดียว จนสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวที่แผ่ซ่านมาจากผิวแก้ม
ธันวาชะงักไปชั่วขณะ ลมติดคอจนพูดไม่ออก สมองที่เคยฉับไวในการวิเคราะห์คดีกลับขาวโพลนขึ้นมาดื้อ ๆ ยิ่งเห็นรอยยิ้มมุมปากที่เจ้าเล่ห์นิด ๆ ของอีกฝ่าย หัวใจเขากยิ่งกระหน่ำรัวหนักกว่าเดิม
"เปล่า... แค่คิดว่าปกติคุณปากจัดใส่ผมเก่งนัก แต่พอเวลาแบบนี้ก็..." ธันวาเว้นวรรค ปล่อยให้สายตาคมปลาบกวาดมองริมฝีปากของรวินทร์แวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "ก็มือเบาใช้ได้นี่"
รวินทร์ชะงักไปเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบกับประกายตาที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่าย ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้าอย่างห้ามไม่อยู่ ปกติแล้วเขาต้องเป็นฝ่ายรุกไล่ให้อีกฝ่ายเสียอาการสิ ทำไมตอนนี้สถานการณ์ถึงกลับตาลปัตรกลายเป็นว่าเขาเองที่เป็นฝ่ายถูกตรึงให้อยู่ในวังวนสายตาคู่นั้นเสียเอง
"ผมก็มือเบาแบบนี้แหละครับ... เฉพาะกับคนพิเศษ เอ้ย! หมายถึง คนไข้พิเศษเท่านั้นแหละ" รวินทร์รีบแก้คำพูดแทบไม่ทัน พวงแก้มเนียนขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัดจนปิดไม่มิด
ธันวาหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ เป็นครั้งแรกในรอบวัน เสียงทุ้มต่ำที่มักจะเคร่งขรึมในยามปรกติ บัดนี้กลับนุ่มนวลและทรงพลังจนทำเอารวินทร์แทบหยุดหายใจ มือหนาที่เคยแข็งกระด้างค่อย ๆ ยกขึ้น เอื้อมไปปัดปอยผมที่ตกลงมาเคลียแก้มเนียนของนักเขียนหนุ่มออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นร้อนจากปลายนิ้วที่ปัดผ่านผิวแก้มทำเอารวินทร์ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป
"ขอบคุณนะ..." เสียงทกระซิบแผ่วเบา ลอดผ่านริมฝีปากของธันวาที่ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นทีละนิด บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกบีบอัดให้แคบลง เหลือเพียงพื้นที่ระหว่างคนสองคนที่มีกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ สпарค์เข้าหากันจนเกิดเสียงดังเปรี๊ยะในความรู้สึก
รวินทร์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองประมวลผลไม่ทันเมื่อระยะห่างลดลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่รดรินอยู่เหนือริมฝีปาก แพขนตากระพริบถี่ ๆ ก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลงอย่างจำนนต่อความรู้สึกที่โหมกระหน่ำเข้ามาในหัวใจ
ทว่า...
*กริ๊งงงงงงง!*
เสียงกริ่งประตูหน้าเซฟเฮาส์แผดเสียงดังลั่นลายความเงียบสงบพังทลายลงในเสี้ยววินาที รวินทร์สะดุ้งสุดตัวผละถอยหลังออกห่างจากธันวาแทบไม่ทัน เช่นเดียวกับนักสืบหนุ่มที่ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดระคนตกใจ ดวงตาคมกริบฉายแววไม่สบอารมณ์อย่างชัดเจนที่ช่วงเวลาสำคัญถูกขัดจังหวะลงอย่างหน้าตาเฉย
รวินทร์สูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงกลับเข้าร่าง ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่ประตูด้วยความหัวเสียเล็กน้อย มือเรียวบิดลูกบิดประตูแล้วกระชากเปิดออกอย่างไร้ความปรานี เพื่อเตรียมจะวีนใส่คนที่บังอาจมากดกริ่งขัดจังหวะความฟิน
ทว่าภาพที่ปรากฏตรงหน้า กลับทำให้คำด่าทอทั้งหมดกลืนหายลงคอไปในทันที
ร่างของชายชุดดำสวมฮู้ดปิดบังใบหน้ายืนหอบหายใจรวยรินอยู่หน้าประตู ในมือถือซองเอกสารเปื้อนคราบเลือดส่งให้เขาก่อนที่ร่างนั้นจะทรุดฮวบลงหมดสติคาเท้า พร้อมกับข้อความสั้น ๆ ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นเทา
"ระวัง... มันรู้ที่ซ่อนตัวของพวกคุณแล้ว..."
--------------------------------------------------
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและคอยสนับสนุนกันมาตลอดนะครับ ปราณธาตุเก้าสุริยัน
เซฟเฮาส์วุ่นรักกับนักสืบสายเนี้ยบ•ตอนที่ 15
บาดแผลที่มองไม่เห็น
ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์วุ่นรักกับนักสืบสายเนี้ยบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!