เซฟเฮาส์วุ่นรักกับนักสืบสายเนี้ยบ•ตอนที่ 9

คืนฝนตกที่ไม่ได้ตั้งตัว

ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
"ถ้าคุณยังเดินวนไปวนมาอยู่แบบนี้ ผมจะถือว่าคุณกำลังเรียกร้องความสนใจจากผมนะ, คุณนักสืบ" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืดมิดที่โรยตัวลงมาอย่างไร้ความปรานี มีเพียงเสียงฝนด้านนอกที่กระหน่ำซัดสาดใส่กระจกหน้าต่างเสมือนเสียงกลองรบที่กำลังเร่งจังหวะหัวใจของคนทั้งคู่ให้เต้นรัวผิดจังหวะ ภายในเซฟเฮาส์หลังน้อยของรวินทร์ ตอนนี้ไร้ซึ่งแสงสว่างจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์สิ้นเชิง หลังจากหม้อแปลงหลักหน้าปากซอยระเบิดสนั่นหวั่นไหวเมื่อสิบนาทีที่แล้ว ทิ้งให้ห้องทำงานสไตล์โมเดิร์นที่เคยสว่างไสว จมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความมืดมิดที่มีเพียงแสงวาบจากสายฟ้าเป็นระยะๆ คอยฉายภาพให้เห็นเงาร่างของชายหนุ่มสองคน ธันวาหยุดชะงักฝีเท้าลงทันที ใบหน้าคมคายที่ปกติมักจะเรียบนิ่งและเปี่ยมด้วยความมั่นใจ บัดนี้กลับฉายแววตึงเครียดอย่างปิดไม่มิด มือหนาของนักสืบหนุ่มผู้ยึดถือความถูกต้องเป็นสรณะ กำเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว ความเงียบและความมืดมักเป็นสิ่งสุดท้ายในโลกที่ธันวาอยากเผชิญหน้า มันไม่ใช่ความกลัวในยามวิกาลทั่วไป แต่เป็นความทรงจำสีดำมืดในวัยเด็กที่ตามหลอกหลอนเขามาตลอดชีวิต "ผมไม่ได้เดินวนเพราะอยากเรียกร้องความสนใจจากคุณ... รวินทร์" ธันวาตอบเสียงเข้ม พยายามดึงความนิ่งสงบของตัวเองกลับคืนมา "แต่ผมแค่กำลังสำรวจความปลอดภัยรอบห้อง ในฐานะที่ผมรับผิดชอบความปลอดภัยของคุณตามคำสั่งเบื้องบน" "ฮึ..." รวินทร์หัวเราะในลำคออย่างนึกขัน แม้ในความมืด ดวงตาคมกริบของนักเขียนหนุ่มก็ยังคงจับจ้องไปยังร่างสูงที่ยืนเกร็งอยู่ไม่ไกล "อ้างเก่งสมเป็นตำรวจดีนี่ครับ แต่ถ้าคุณก้าวขาซ้ายไปอีกก้าวเดียว คุณจะชนเข้ากับชั้นวางหนังสือมุมห้องที่ผมเพิ่งซื้อมาใหม่... และเชื่อเถอะว่าเสียงหนังสือร่วงระเนระนาด คงไม่น่าฟังเท่าเสียงหัวใจของคุณตอนนี้หรอกนะ" ธันวานิ่งงันไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะคำพูดกวนประสาทนั้น แต่เป็นเพราะเท้าข้างซ้ายของเขากำลังจะก้าวไปเหยียบมุมชั้นหนังสือพอดิบพอดี นักสืบหนุ่มถอนหายใจยาวเหยียด ยอมรับกับตัวเองเงียบๆ ว่าต่อให้เขาจะวางแผนจับอาชญากรมานับร้อยคดี แต่เขาก็ไม่มีทางชนะความเจ้าเล่ห์ของนักเขียนคนนี้ได้เลย "คุณนี่มัน..." ธันวาบ่นพึมพำขณะค่อยๆ ถอยหลังกลับมาจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้องเย็นเฉียบ "ปากดีไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ" "ก็ยังดีกว่าปากแข็งแล้วยืนตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำล่ะน่า" รวินทร์ตอบกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความเย้าแหย่ ร่างโปร่งของนักเขียนหนุ่มก้าวเดินผ่านความมืดเข้ามาใกล้ทีละนิด ฝีก้าวแผ่วเบาราวกับแมวป่า จนกระทั่งธันวาเริ่มสัมผัสได้ถึงไออุ่นและกลิ่นกายสะอาดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอีกฝ่ายที่ลอยมาแตะจมูก "ถอยไป..." ธันวาเอ่ยเตือนเสียงพร่า เมื่อรู้ตัวว่าระยะห่างระหว่างเขากับรวินทร์ตอนนี้เหลือเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น "ถ้าผมไม่ถอยล่ะครับ? คุณจะทำไม?" รวินทร์จงใจก้าวเข้าไปประชิดยิ่งขึ้นไปอีก มือเรียวยื่นไปทาบลงบนผนังด้านข้างของธันวา เป็นการกักขังนักสืบผู้เจ้าระเบียบให้อยู่ในอ้อมแขนโดยปริยาย ความมืดมิดรอบกายทำให้ประสาทสัมผัสด้านอื่นๆ ของทั้งคู่พุ่งพล่านจนถึงขีดสุด เสียงหัวใจที่เต้นรัวของธันวาดังก้องสะท้อนอยู่ในความเงียบ งดงามและชัดเจนเสียยิ่งกว่าเสียงฝนด้านนอก ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความกลัวเรื่องความมืดที่เคยเกาะกินจิตใจเมื่อครู่ กลับถูกแทนที่ด้วยความร้อนรุ่มจากสัมผัสใกล้ชิดนี้อย่างรวดเร็ว กลิ่นอายความเป็นสุภาพบุรุษของธันวาเริ่มสั่นคลอน เมื่อปลายนิ้วของรวินทร์เผลอแตะโดนหัวไหล่ของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ "รวินทร์... อย่าเล่นแบบนี้ มันไม่ใช่เวลา" ธันวาพยายามใช้น้ำเสียงจริงจังเข้าขู่ แต่ความสั่นเครือเล็กน้อยในน้ำเสียงนั้นกลับทรยศความตั้งใจของเจ้าตัวจนหมดสิ้น "ใครว่าผมเล่นล่ะครับ?" รวินทร์กระซิบแผ่วเบาริมใบหู น้ำเสียงที่ปกติมักจะกวนประสาท บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลและจริงจังจนน่าใจหาย "ผมแค่อยากพิสูจน์ให้คุณเห็น... ว่าในความมืดแบบนี้ คุณไม่ได้อยู่คนเดียวเสียหน่อย ธันวา" ประโยคสั้นๆ นั้นราวกับมีพลังเวทมนตร์สะกดให้ธันวานิ่งค้างไป สมองของนักสืบหนุ่มขาวโพลน ปมในอดีตที่เคยฝังรากลึกค่อยๆ เลือนหายไปทีละน้อย เมื่อความอบอุ่นจากร่างตรงหน้าแผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ความเหน็บหนาว ธันวาเงยหน้าขึ้นในความมืด แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าชัดเจน แต่เขารับรู้ได้ถึงสายตาคู่คมที่กำลังจ้องมองมาด้วยความหมายลึกซึ้ง บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนอบอวลไปด้วยกระแสเคมีที่ร้อนแรงและสั่นไหว รวินทร์เองก็ไม่ได้ถอยหนี ปลายนิ้วที่แตะอยู่บนหัวไหล่ค่อยๆ เคลื่อนมาสัมผัสกรอบหน้าคมคายแผ่วเบา ธันวาหลับตาลงรับสัมผัสนั้นอย่างเผลอไผล ความยึดมั่นถือมั่นในระเบียบวินัยทั้งปวงพังทลายลงในพริบตา เมื่อริมฝีปากของรวินทร์โน้มเข้าไปใกล้จนลมหายใจรดรินกันและกัน เหลือเพียงอีกไม่กี่เซนติเมตร... ระยะห่างระหว่างหัวใจสองดวงก็กำลังจะถูกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว *เปรี้ยง!* เสียงฟ้าผ่าคำรามสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับแสงสว่างวาบที่สาดส่องทะลุกระจกเข้ามาในห้อง ราวกับโลกกำลังกลั่นแกล้งในช่วงเวลาสำคัญ ธันวาสดุ้งสุดตัวได้สติ รีบดันร่างของรวินทร์ให้ออกห่างอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ ขณะที่รวินทร์เองก็ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยความเสียดาย ทว่าก่อนที่ใครจะได้เอื้อnเอ่ยคำแก้ตัวใดๆ ออกมา เสียงเคาะประตูกระทันหันก็ดังขึ้นที่หน้าเซฟเฮาส์... *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* ไม่ใช่เสียงเคาะธรรมดา แต่เป็นจังหวะรัวเร็วและรุนแรงราวกับมีคนกำลังหนีตายมาเคาะขอความช่วยเหลือ ธันวากับรวินทร์สบตากันโดยอัตโนมัติในความสลัว ความโรแมนติกเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยสัญชาตญาณระแวดระวังภัย "ใครมาดึกดื่นในคืนฝนตกแบบนี้..." ธันวาขมวดคิ้วแน่น มือขวาเอื้อมไปแตะอาวุธปืนที่เหน็บอยู่ข้างเอวตามสัญชาตญาณนักสืบ ก่อนที่รวินทร์จะทันได้ห้าม ประตูไม้หน้าห้องก็ถูกผลักเปิดผางเข้ามาด้วยแรงมหาศาล พร้อมกับร่างชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำฝนของบุคคลที่ไม่คาดฝันก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางห้อง แสงไฟฉายจากมือถือของแขกยามวิกาลส่องตรงมาที่ใบหน้าของทั้งคู่พอดี เผยให้เห็นรอยยิ้มเยือกเย็นของคนที่ควรจะอยู่ห่างจากที่นี่นับร้อยกิโลเมตร! --- ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "ปราณธาตุเก้าสุริยัน" เสมอมานะครับ
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์วุ่นรักกับนักสืบสายเนี้ยบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%