คราบเขม่าดินปืนจางๆ บนปลายนิ้วของคีย์ ธันวา ไม่เคยจางหายไปจากความรู้สึกของเขาจริงๆ แม้ว่ากลิ่นอายของมันจะถูกกลบด้วยกลิ่นกาแฟดำรสขมปี๋ที่ตั้งทิ้งไว้จนเย็นชืดบนโต๊ะทำงาน ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่อัดแน่นไปด้วยเอกสารลับ กองหนังสือพิมพ์เก่า และแสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดนีออนดวงเดียวที่กะพริบเตือนว่ามันใกล้หมดอายุเต็มที
ดร.รินรดา นิ่งเงียบมานานร่วมสิบนาทีแล้ว เธอนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำที่ลอกล่อน สายตาสะท้อนความเยือกเย็นของนักจิตวิทยาอาชญากรผู้ผ่านคดีฆาตกรรมอำพรางมาโชกโชน แต่ในขณะเดียวกัน ประกายตาคู่นั้นก็กำลังวิเคราะห์ทุกอณูความเคลื่อนไหวของชายหนุ่มตรงหน้า ผู้ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น "นักข่าวสืบสวนมือหนึ่ง" และอดีตสายลับผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร
"คุณกำลังใช้ความเงียบเป็นอาวุธอีกแล้วนะ รินรดา" เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าของคีย์ดังขึ้น ทำลายความอึดอัดที่หนาแน่นราวกับหมอกควันในห้อง เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเธอ แต่กำลังใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือลูบไล้รอยแผลเป็นแนวยาวบนข้อมือซ้ายของตัวเองอย่างเหม่อลอย—รอยแผลที่เป็นเครื่องเตือนใจถึงความล้มเหลวในปฏิบัติการครั้งสุดท้าย ที่พรากทั้งชีวิตของเพื่อนร่วมทีมและหัวใจของคนที่เขาเคยรักที่สุดไปพร้อมกัน
"ฉันไม่ได้ใช้มันเป็นอาวุธ คีย์" รินรดาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มั่นคง ทว่าแฝงความนุ่มนวลอย่างประหลาด "ฉันแค่วัดระดับความเปราะบางของคุณ... ในฐานะนักจิตวิทยา ฉันพบว่ามนุษย์ที่แข็งกระด้างที่สุด มักจะมีรอยร้าวที่ลึกที่สุดซ่อนไว้เสมอ และตอนนี้ รอยร้าวของคุณกำลังส่งเสียงร้อง"
คีย์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแห้งผากและขมขื่น "ความเปราะบางเหรอ? คำนี้มันหรูหราเกินไปสำหรับคนอย่างผม ริน... สิ่งที่ผมมีมันไม่ใช่ความเปราะบาง แต่มันคือความเน่าเฟะต่างหาก ความเน่าเฟะที่เกิดจากความโง่เขลาของผมเองที่เชื่อมั่นในระบบเน่าๆ นั้น จนทำให้คนที่ผมควรปกป้องต้องตายไปต่อหน้าต่อตา"
เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ แววตาดิบเถื่อนที่มักจะซ่อนความเย้ยหยันไว้เสมอ บัดนี้กลับว่างเปล่า แดงก่ำ และสั่นไหวเล็กน้อยราวกับเปลวเทียนที่ใกล้จะดับมลิด มันคือภาพสะท้อนของความเจ็บปวดที่ถูกกดทับไว้ใต้พรมแห่งความแค้นมานานหลายปี ผู้ชายที่เคยเหยียบย่ำความถูกต้องเพื่อความอยู่รอดคนนี้ กำลังพังทลายลงทีละน้อยต่อหน้าผู้หญิงที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียง "จ้างมาเพื่อทำลายเป้าหมาย"
รินรดาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ เธอเดินอ้อมโต๊ะทำงานเข้าไปใกล้เขา ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนเหลือเพียงลมหายใจ กลิ่นบุหรี่จางๆ และกลิ่นอายความตายที่คีย์แบกรับไว้ล้อมรอบตัวเธอไว้หมดสิ้น เธอยื่นมือเรียวบางออกไป ไม่ได้แตะต้องที่ไหล่กว้างหรือมือที่กำแน่นของเขา แต่เลือกที่จะวางฝ่ามือลงบนข้อมือซ้ายข้างที่มีรอยแผลเป็นนั้นอย่างแผ่วเบา
สัมผัสที่อบอุ่นและนิ่งสงบทำให้ร่างของคีย์สะดุ้งเล็กน้อย เขาชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจระคนสับสน เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา มีเพียงความรุนแรง การหักหลัง และกระสุนปืนที่ถูกส่งมอบให้เขา แต่นี่คือครั้งแรก... ครั้งแรกในรอบหลายปีที่ใครสักคนกล้าสัมผัส "จุดตาย" ในใจเขาโดยไม่คิดจะฉวยโอกาสซ้ำเติม
"ความผิดพลาดไม่ใช่ข้ออ้างในการลงโทษตัวเองไปตลอดชีวิตหريكีย์" รินรดาเอמהเสียงกระซิบแผ่วเบา แต่ทรงพลังดั่งค้อนที่ทุบลงกลางความรู้สึกผิดที่เขากดทับไว้ "คุณแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่าเพื่อชดใช้ให้คนตาย แต่คุณลืมไปว่า ตัวคุณเองก็เป็นมนุษย์ที่มีสิทธิ์จะหายใจ มีสิทธิ์จะเจ็บปวด และมีสิทธิ์ที่จะได้รับการอภัย... แม้กระทั่งการอภัยจากตัวคุณเอง"
คำพูดนั้นราวกับกุญแจดอกสุดท้ายที่ไขประตูห้องขังในจิตใจของคีย์ ร่างกายที่เคยเกร็งตึงค่อยๆ ผ่อนคลายลง ความเย่อหยิ่งและเกราะป้องกันอันหนาทึบที่เขาสวมใส่มาตลอดพังทลายลงอย่างไร้ท่าที คีย์ซบหน้าลงกับฝ่ามือของรินรดาที่ทาบอยู่บนข้อมือของเขา ไหล่กว้างไหวสะท้อนตามแรงสะอื้นที่ถูกกลั้นไว้มานานแสนนาน ไร้ซึ่งเสียงร้องไห้ มีเพียงหยาดน้ำตาแห่งความอัดอั้นที่ซึมผ่านผิวเนื้อของเธอ
ในความเงียบงันของค่ำคืนนั้น สองชีวิตที่ต่างถูกหลอกหลอนด้วยอดีตและรอยแผลจากสังคมที่บิดเบี้ยว ได้หลอมรวมความเจ็บปวดเข้าหากันผ่านความเข้าใจอันลึกซึ้ง โดยไม่ต้องมีคำสัญญาใดๆ เพิ่มเติม
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังเปราะบางและดิ่งลึกลงสู่ห้วงอารมณ์สีเทานั้นเอง เสียงกรอบแกรบเบาๆ จากเครื่องส่งสัญญาณวิทยุสื่อสารรุ่นเก่าที่วางอยู่มุมโต๊ะก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ ตามด้วยเสียงคลื่นวิทยุซ่าๆ และข้อความเสียงเข้ารหัสที่ถูกส่งตรงมาจากภาคสนาม
*"ศูนย์ควบคุม... นี่ทีมสนับสนุน... เราเจอเบาะแสของ 'มัน' แล้ว... รอยนิ้วมือบนแฟ้มคดีลับเมื่อห้าปีก่อนตรงกับบุคคลระดับสูงในทำเนียบ... และที่สำคัญที่สุด... มันกำลังมุ่งหน้ามาที่ตึกนี้... ตอนนี้!"*
คีย์ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที แววตาที่เพิ่งอ่อนโยนลงเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเฉียบคมดุดันราวกับนักล่าในพริบตา เขารangปืนพกสั้นขึ้นมาปลดเซฟอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดึงรินรดาให้ถอยร่นเข้าไปในมุมอับสายตาของห้อง
ก่อนที่ทั้งคู่จะได้ทันตั้งตัว เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง—จังหวะนิ่ง เรียบ และเยือกเย็น ราวกับยมบาลที่มาเคาะประตูบ้านเพื่อทวงสัญญาบาป
ขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ห้วงอารมณ์สีเทาไปกับเรานะครับ
ดีลลับฉบับคนบาป: จ้างเธอมาเพื่อทำลายเขา•ตอนที่ 28
คำสารภาพในความเงียบ
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคนบาป: จ้างเธอมาเพื่อทำลายเขา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!