"บอกแล้วไงคะว่ากระเป๋าใบนี้มันใส่แฟ้มงานดีไซน์ไม่ได้ คุณกันต์ช่วยฟังภาษาคนให้รู้เรื่องสักห้าวินาทีจะได้ไหมคะ!"
เสียงแหลมใสแต่ติดจะหงุดหงิดนิดๆ ของรินรดา ดังลั่นอยู่ข้างเบาะรถบัสปรับอากาศคันใหญ่ที่กำลังพุ่งทะยานออกนอกเขตกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่จังหวัดอยุธยาเพื่อไปดูงานสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมโบราณ ร่างบางในชุดเสื้อเชิ้ตโอเวอร์사이즈สีเขียวพาสเทลกับกางเกงยีนส์เซอร์ๆ กำลังยืนเท้าเอว จ้องมองพ่อหนุ่มวิศวะปีสามเจ้าระเบียบที่ถือวิสาสะยกกระเป๋าผ้าแคนvas ของเธอไปยัดไว้ใต้ท้องรถร่วมกับกระเป๋าเดินทางใบยักษ์ของเขา
กันตินันท์ หรือที่เพื่อนๆ เรียกกันว่า 'กันต์' หันกลับมามองยัยดีไซเนอร์ปากแจ๋วด้วยใบหน้าเรียบนิ่งแบบฉบับคนมั่นใจในความสมบูรณ์แบบของตัวเอง เขาดันแว่นตากรอบทองขึ้นเบาๆ ก่อนจะกอดอกแล้วยักคิ้วกวนประสาทใส่หนึ่งที
"ผมแค่หวังดีกลัวกระเป๋าคุณจะยับค่ะ รินรดา... อีกอย่าง แฟ้มงานโปรjects ของคณะศิลปกรรมของคุณน่ะ ถ้าโดนเบียดมากๆ เดี๋ยวก็ยับเยินไม่มีชิ้นดีหรอก ผมแค่วางไว้บนกระเป๋าผมที่บุโฟมกันกระแทกอย่างดีแล้วต่างหาก เลิกมองโลกในแง่ร้ายแล้วหันไปขอบคุณผมสักคำจะตายไหมล่ะครับ"
"นี่คุณ!" รินรดาชี้หน้าเขาอย่างคาดโทษ "ใครใช้ให้มาทำเป็นรู้ดีเรื่องกระเป๋าฉันไม่ทราบ! แล้วอีตากันต์ เลิกพูดจายียวนกวนประสาทฉันสักทีได้ไหมคะ ตั้งแต่ขึ้นรถมานี่คุณแขวะฉันมาสามรอบครึ่งแล้วนะ!"
"โอ๊ะ ครึ่งรอบนี่คือตอนไหนเหรอครับ ผมพลาดช่วงไหนไปรึเปล่า" กันต์แกล้งทำเป็นตีหน้าซื่อตาใส ยิ่งเห็นอีกฝ่ายหน้าดำหน้าแดงด้วยความโมโห เขากยิ่งรู้สึกว่าเช้าวันดูงานนี้มันไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด
บรรยากาศบนรถบัสคันนี้เต็มไปด้วยเสียงพูดคุยเจี๊ยวจ้าวของเหล่านักศึกษาปีสามจากสองคณะที่ต้องมาร่วมทริปดูงานบูรณะโบราณสถานด้วยกันเป็นเวลาสามวันสองคืน แต่ดูเหมือนว่าคู่รักคู่แค้นอย่าง 'วิศวะสายมโน' กับ 'ดีไซเนอร์ปากแจ๋ว' จะเปิดฉากปะทะคารมกันตั้งแต่ล้อรถยังไม่ทันหมุนออกจากรั้วมหาวิทยาลัยเสียด้วยซ้ำ
รินรดากัดริมฝีปากอย่างขัดใจ เธอยอมแพ้ที่จะต่อปากต่อคำกับคนอย่างกันตินันท์ชั่วคราวเพราะขี้เกียจตกเป็นเป้าสายตาของเพื่อนๆ ที่เริ่มหันมามองเป็นตาเดียว เธอสะบัดหน้าหนีแล้วเดินดุ่มๆ ไปทิ้งตัวลงนั่งที่เบาะริมหน้าต่างแถวที่สี่ทันที พร้อมกับคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพิมพ์ข้อความระบายความอัดอั้นตันใจลงในแชทกลุ่มลับที่มีเพื่อนสนิทอย่างต้นข้าวสิงอยู่
[รินรดาผู้เกรี้ยวกราด]: อีข้าว! กูอยากจะบีบคออีตากันต์ให้ตายคามือ! ประสาทแดกที่สุด ชายแท้เจ้าระเบียบ น่ารำคาญญญญ!
[ต้นข้าวเพื่อนรักนักปั่น]: อุ๊이! แรงมากแม่ แรงตั้งแต่ยังไม่พ้นด่านเก็บเงินค่าทางด่วนเลยเหรอแก 55555555
[รินรดาผู้เกรี้ยวกราด]: ก็นี่ไง! มันมายุ่งกับกระเป๋าเดินทางกู แถมยังทำหน้ากวนประสาทใส่กูอีก ฮืออออ ทำไมทริปดูงานนรกนี่ถึงยาวนานสามวันวะ กูอยากกลับหอ!
[ต้นข้าวเพื่อนรักนักป่น]: กลับไม่ได้ค่ะซิส อาจารย์สั่งห้ามโดดเดี่ยวเด็ดขาด แถมทริปนี้ต้องจับคู่ทำรายงานข้ามคณะด้วยนะจ๊ะ... อุ๊บส์ ลืมบอกไปเลยว่ารายชื่อที่อาจารย์สุ่มออกมาเนี่ย... แกได้คู่กับใครน้าาาาา อิอิ
รินรดาขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่เห็นข้อความของเพื่อนสนิท หัวใจดวงน้อยเริ่มเต้นผิดจังหวะด้วยความสังหรณ์ใจแปลกๆ เธอยังไม่ทันจะได้พิมพ์ตอบกลับ ประตูทางขึ้นรถบัสก็เปิดออก พร้อมกับร่างสูงโปร่งของกันตินันท์ที่ก้าวขึ้นมาด้วยท่าทางสบายๆ และสายตาที่กวาดมองหาที่ว่าง จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงเบาะข้างๆ เธอ
กันต์ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาวางกระเป๋าเป้ใบเก่งลงบนช่องเก็บของเหนือศีรษะ แล้วหย่อนตัวลงนั่งที่เบาะว่างข้างกายรินรดาอย่างหน้าตาเฉย แรงยวบของเบาะทำให้รินรดรีบหันขวับไปมองทันที
"นี่! ที่นั่งตรงนี้มีคนนั่งแล้วนะ!" รินรดาโวยวายเสียงเบาแต่หน้าตาตื่น เพราะกลัวคนอื่นได้ยิน
"ใครเหรอครับ? กระเป๋าคุณเหรอ หรือว่าแฟ้มงาน?" กันต์เลิกคิ้วถามอย่างกวนๆ พรางหันมามองหน้าเธอใกล้จนจมูกแทบจะชนกัน "ในเมื่ออาจารย์ประกาศรายชื่อคู่ทำโปรเจกต์บนรถแล้ว และผมก็คือ 'คู่หู' ของคุณในทริปนี้... การมานั่งข้างกันมันก็ถูกต้องตามกฎระเบียบไม่ใช่เหรอครับ คุณดีไซเนอร์"
รินรดาอ้าปากค้าง สมองประมวลผลคำพูดของต้นข้าวเมื่อครู่กับสถานการณ์ตรงหน้าทันที
*อีข้าว! มึงรู้แต่แรกใช่ไหมถึงไม่ยอมเตือนกู!* รินรดากรีดร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง
รถบัสเคลื่อนตัวออกจากกรุงเทพฯ มุ่งสู่เส้นทางสายเหนืออย่างราบรื่น แสงแดดสายอ่อนสาดส่องผ่านกระจกหน้าต่างรถกระทบกับโครงหน้าด้านข้างของกันตินันท์ที่ตอนนี้กำลังนั่งหลับตาพริมและใส่หูฟังบลูทูธ รินรดาแอบเหลือบมองเสี้ยวหน้าของหนุ่มวิศวะเจ้าระเบียบคนนี้เป็นระยะ ยอมรับตามตรงว่าต่อให้เขาจะปากเสียและชอบกวนประสาทเธอแค่ไหน แต่เวลาที่เขาเงียบๆ แบบนี้... มันก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าใบหน้าคมคายสันจมูกโด่งเป็นสันและขนตายาวเป็นแพนั้นมีเสน่ห์ชวนมองอย่างประหลาด
รินรดารีบสะบัดความคิดไร้สาระออกจากหัวแล้วเบือนหน้าหนีออกไปนอกหน้าต่าง มองทิวทัศน์สองข้างทางที่เปลี่ยนจากตึกสูงระฟ้าเป็นทุ่งนาเขียวขจีและความเป็นชนบทที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา ความเหนื่อยล้าจากการตื่นเช้าและแรงสั่นสะเทือนเบาๆ ของรถบัสเริ่มทำหน้าที่ของมัน เปลือกตาของเธอก็ค่อยๆ หนักอึ้งขึ้นทีละน้อย จนในที่สุดสติสัมปชัญญะก็หลุดลอยเข้าสู่ห้วงนิทรา
ศีรษะทุยของรินรดาโคลงเคลงไปมาตามจังหวะการเลี้ยวโค้งของรถ ก่อนที่มันจะร่วงหล่นลงมาแปะกับลาดไหล่กว้างของกันตินันท์ที่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างพอเหมาะพอเจาะ
กันต์ที่แกล้งทำเป็นหลับอยู่ลืมตาขึ้นทันที หัวใจดวงแกร่งกระตุกวูบไหวราวกับมีกลองชุดมาตีรัวอยู่ข้างใน เขากลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อยเพราะกลัวว่าน้ำหนักที่ทิ้งลงมาบนไหล่จะตื่นขึ้น กลิ่นแชมพูอ่อนๆ คล้ายกลิ่นดอกไม้อ่อนโยนลอยแตะจมูก ปลุกเร้าความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามเก็บซ่อนไว้มานาน
ชายหนุ่มค่อยๆ เอียงศีรษะของตนเองลงไปแนบเบาๆ กับกลุ่มผมนุ่มนิ่มของหญิงสาวอย่างระมัดระวัง รอยยิ้มละมุนละไมปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักสวยอย่างห้ามไม่อยู่ มือหนาเอื้อมไปดึงผ้าม่านหน้าต่างให้บังแสงแดดที่เริ่มส่องมาแยงตาอีกฝ่ายอย่างเบามือที่สุด
"ไหนบอกว่าเกลียดผมนักไม่ใช่เหรอครับ... ทำไมถึงชอบมาซบไหล่ผมอยู่เรื่อยเลยล่ะ ยัยตัวแสบ" กันต์พึมพำเบาๆ กับตัวเองด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู
เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง รถบัสเคลื่อนตัวเข้ามาจอดสนิทบริเวณลานจอดรถของรีสอร์ทสไตล์วินเทจริมแม่น้ำในจังหวัดอยุธยา ซึ่งเป็นที่พักสำหรับทริปดูงานครั้งนี้ เสียงฮือฮาของเหล่านักศึกษาดังขึ้นเมื่ออาจารย์ประจำทริปประกาศให้ทุกคนลงจากรถเพื่อรับกุญแจห้องพัก
รินรดาสสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความงงงวย เธอยกมือขึ้นขยี้ตาเบาๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่เธอเผลอหลับไปซบไหล่ใครบางคน! เธอกวาดสายตามองไปที่ไหล่ข้างขวาของกันตินันท์ เห็นรอยยับเล็กๆ บนเสื้อเชิ้ตของเขาตรงจุดที่หัวเธอพาดพอดี ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอายจนลามไปถึงใบหู
"อะ... แฮ่ม! ถึงแล้วทำไมไม่ปลุกฉันเล่า ปล่อยให้ฉันหลับซบอยู่ได้!" รินรดาแกล้งทำเป็นโวยวายกลบเกลื่อนความประหม่าของตัวเอง
กันต์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง บิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะหันมามองคนหน้าแดงแจ๋ด้วยสายתวิบวับเป็นประกาย เขาโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้เธอจนรินรดารู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ
"ก็เห็นคุณนอนหลับสบายแถมยังละเมอชื่อผมเบาๆ ว่า 'พี่กันต์ขา' ผมก็เลยไม่อยากปลุกไงครับ" กันต์แกล้งกุเรื่องหน้าตาย
"อีตากันต์! ใครละเมอ! หน้าไม่อาย!" รินรดาร้องกรี๊ดลั่น รีบคว้ากระเป๋าเป้ของตัวเองแล้วเดินจ้ำอ้าวนำหน้าเขาไปทันทีท่ามกลางเสียงหัวเราะทุ้มต่ำอย่างอารมณ์ดีของชายหนุ่ม
การแจกห้องพักเป็นไปอย่างวุ่นวาย จนกระทั่งมาถึงคิวของกันต์และรินรดา เจ้าหน้าที่รีสอร์ทยื่นกุญแจห้องพักหมายเลข 304 ให้หนึ่งดอก พร้อมกับรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
"ขอโทษด้วยนะคะคุณนักศึกษา พอดีห้องพักคู่แยกชายหญิงเต็มกะทันหัน เนื่องจากมีกรุ๊ปทัวร์อื่นมาแทรกซ้อน ห้อง 304 เลยเหลือเป็นห้องเตียงเดี่ยวขนาดใหญ่ห้องสุดท้ายพอดีค่ะ ทางรีสอร์ทต้องขออภัยในความไม่สะดวกด้วยนะคะ"
รินรดารับกุญแจมาถือไว้ด้วยมือสั่นเทา เธอนิ่งอึ้งไปสามวินาทีสมองขาวโพลนทันที ก่อนจะหันขวับไปมองหน้าหนุ่มวิศวะที่ยืนกอดอกยิ้มมุมปากอยู่ข้างๆ
"ไม่ได้นะ! ฉันไม่นอนห้องเดียวกับเขาเด็ดขาด!" รินรดาหันไปโวยวายกับเจ้าหน้าที่รีสอร์ทเสียงดังลั่น
กันต์เอื้อมมือไปหยิบพวงกุญแจมาจากมือของหญิงสาวอย่างถือวิสาสะ เขายักไหล่อย่างไม่สะทกสะท้านแถมยังส่งสายตาเจ้าเล่ห์แพรวพราวมาให้เธอ
"ห้องเต็มแล้วครับคุณดีไซเนอร์... หรือว่าคุณอยากจะกางเต็นท์นอนยุงหามอยู่หน้าล็อบบี้ล่ะครับ หืม?" กันต์กระซิบเสียงต่ำชิดริมหูเธอด้วยน้ำเสียงพร่าระรื่น "อีกอย่าง... เราก็เคยนอนห้องเดียวกันมาแล้วนี่ครับ จะตื่นเต้นอะไรนักหนา"
"นั่นมันอุบัติเหตุย่ะ! ไอ้คนฉวยโอกาส!" รินรดาหน้าแดงแจ๋ยิ่งกว่าเดิม เถียงไม่ออกได้แต่ฮึดฮัดฟาดกำปั้นเล็กๆ ลงบนอกแกร่งของเขาแก้เขิน
ค่ำคืนอันเงียบสงบของเมืองเก่าเริ่มคืบคลานเข้ามา สายลมเย็นพัดผ่านระเบียงห้องพักหมายเลข 304 ภายในห้องพักตกแต่งด้วยโทนอบอุ่นและมีเตียงนอนขนาดคิงไซส์ตั้งอยู่กลางห้อง รินรดายืนกอดอกพิงผนังห้องน้ำด้วยสีหน้าตึงเครียด ขณะที่กันต์กำลังถอดเสื้อคลุมอาบน้ำพาดไว้ที่พนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายๆ ไร้ความกังวลใดๆ
"คุณนอนเตียงนั้นไปเลยนะ ห้ามล้ำเส้นเด็ดขาด ขีดเส้นแบ่งตรงกลางไว้เลย!" รินรดาชี้มือไปยังที่นอนพร้อมกับประกาศกร้าว
กันต์หันมามองเธอด้วยสายตาพินิจพิจารณา รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง เขาค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้หญิงสาวทีละก้าว จนรินรดาต้องถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้องเย็นเฉียบ
"ถ้าผมไม่ขีดล่ะครับ..." กันต์โน้มตัวลงมา ใช้แขนสองข้างกักขังเธอไว้ระหว่างอ้อมแขน ใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากเธอเพียงคืบเดียว ดวงตาคมกริบมองลึกลงไปในดวงตากลมโตที่สั่นไหวระริก "ถ้าเกิดว่า... ผมไม่อยากเป็นแค่เพื่อนร่วมทริป หรือแค่นักศึกษาคู่โปรเจกต์ของคุณตั้งแต่แรกแล้วล่ะ... รินรดา"
ลมหายใจของทั้งคู่ผสานเข้าหากันในความเงียบงัน หัวใจของรินรดาเต้นรัวระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความรู้สึกแปลกใหม่ที่อัดแน่นอยู่ในใจทำให้เธอพูดไม่ออก ได้แต่จ้องมองนัยน์ตาคู่คมที่เต็มไปด้วยความจริงจังและความรู้สึกที่ซ่อนไว้มานานแสนนาน
กันต์เลื่อนมือหนาขึ้นสัมผัสแกوفةนวลเนียนที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยไล้พวงแก้วใสอย่างทะนุถนอม ก่อนที่เขาจะโน้มใบหน้าลงมาใกล้ริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันแน่นด้วยความประหม่า
"กันต์..." รินรดาเผลอหลุดปากเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเบาราวกับเสียงกระซิบ ดวงตาคู่สวยหลับพรรณรายลงยอมจำนนต่อสถานการณ์อันตรายตรงหน้า
กันต์ชะงักริมฝีปากที่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่เซนติเมตร หัวใจของเขาพองโตจนแทบระเบิดเมื่อได้ยินเสียงหวานเรียกชื่อตนเองแบบนั้น ชายหนุ่มส่งยิ้มอ่อนโยนที่เปี่ยมไปด้วยความรักความหลงใหลระคนเอ็นดู ก่อนที่เขาจะกระซิบคำพูดประโยคสุดท้ายข้างใบหูเล็กที่ทำเอาสติของรินรดาหลุดกระเจิง
"คืนนี้... เตรียมตัวรับมือกับคู่หูคนนี้ให้ดีก็แล้วกันนะครับ ยัยปากแจ๋วของผม"
[ขอบพระคุณนักอ่านที่รักทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันจนถึงตอนนี้นะคะ!]
วิศวะสายมโนกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 20
การเดินทางไปดูงานต่างจังหวัด
ผลงานโดย ที่คั่นหนังสือสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ที่คั่นหนังสือสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะสายมโนกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!