วิศวะสายมโนกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 4

กฎระเบียบ vs ความลื่นไหล

ผลงานโดย ที่คั่นหนังสือสีชมพู
โต๊ะไม้สักตัวยาวกลางห้องสตูดิโอคณะศิลปกรรมศาสตร์แทบจะลุกเป็นไฟ เมื่อกองเอกสารสเกตช์แบบงานโปรเจกต์ใหญ่ถูกกวาดมากองรวมกันจนแทบไม่เหลือพื้นที่หายใจ รินรดากำลังใช้ด้ามปากกาเคาะโต๊ะเป็นจังหวะรัวๆ ด้วยความหงุดหงิด ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นใสจ้องมองร่างสูงของพ่อหนุ่มวิศวะปีสามที่ถือวิสาสะเดินเข้ามานั่งแปะป้าย “ผู้ตรวจการความเรียบร้อย” ถึงถิ่น โดยไม่ได้รับเชิญจากเจ้าของพื้นที่เลยสักนิด “กันต์คะ นี่มันรอบที่สามของสัปดาห์แล้วนะที่คุณมาเดินวนเวียนอยู่แถวโต๊ะฉันเนี่ย คณะวิศวะไม่มีโปรเจกต์ให้ทำหรือไง ถึงได้ว่างงานมานั่งจับผิดเด็กดีไซน์เรื่องการวางเลย์เอาต์เนี่ย” รินรดาเปิดฉากยิงคำถามทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาทักทายให้เสียมารยาท ในเมื่อพ่อคุณเล่นเดินเข้ามาแล้วหยิบไม่บรรทัดเหล็กมาวัดระยะห่างของขอบกระดาษรายงานแบบเป๊ะๆ ชนิดที่ไม้บรรทัดพระราชทานยังต้องยอมแพ้ กันตินันท์เงยหน้าขึ้นจากกระดาษร่าง ชายหนุ่มดันแว่นตากรอบทองขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากที่ขึ้นชื่อว่าทำเอาสาวๆ วิศวะใจละลายผุดขึ้นมาทันที แต่มันใช้ไม่ได้ผลกับแม่สาวปากแจ๋วคนนี้หรอกค่ะ “ก็เพราะว่าผมเห็นเอกสารของคุณมัน ‘ลื่นไหล’ เกินขอบเขตคำว่าศิลปะน่ะสิครับริน... เอ๊ย รินรดา โต๊ะทำงานคุณนี่เหมือนสนามรบขนาดย่อมๆ เลยนะ ขาดความเป็นระเบียบเรียบร้อยแบบนี้ งานจะออกมาสมบูรณ์แบบได้ยังไง” “แล้วใครบอกคุณว่าศิลปะมันต้องอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมเป๊ะๆ ล่ะคะคุณกันต์วิศวะสมองกล! งานของฉันมันคือความครีเอทีฟ คือจิตวิญญาณและความรู้สึก ไม่ใช่สะพานคอนกรีตเสริมเหล็กที่คุณคำนวณแรงอัดแรงดึงนะยะ!” รินรดาเถียงกลับทันควัน ใบหน้าเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความโมโห มือเรียวคว้าแฟ้มผลงานของตัวเองเข้าหาตัวราวกับจะปกป้องลูกน้อยจากโจรใจร้าย “แต่ถ้าฐานรากของแนวคิดมันไม่แน่นพอ งานมันก็จะพังลงมาไม่ต่างจากตึกถล่มหรอกนะริน” กันตินันท์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะฝั่งที่เธอนั่งอยู่ ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนรินรดาต้องเอนตัวหนีโดยอัตโนมัติ หัวใจดวงน้อยเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อกลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ เจือกลิ่นกระดาษและไอน้ำฝนลอยมาแตะจมูก “เหมือนกับที่คุณชอบทำตัวลื่นไหล ปากดีไปเรื่อยเปื่อย แต่เวลาผมเตือนด้วยความหวังดี คุณกลับมองเป็นเรื่องน่ารำคาญซะงั้น” “ใครปากดีไม่ทราบ! แล้วใครบอกว่าฉันรำคาญคุณ... เอ๊ย รำคาญความเจ้าระเบียบของคุณเล่า!” รินรดารีบแก้ตัวเสียงสูง เผลอหลบสายตาคมกริบที่มองตรงมาอย่างรู้ทัน ความใกล้ชิดนี้มันชักจะอันตรายเกินไปแล้วนะคะสำหรับหัวใจคนอ่าน... อ้างผิดค่ะ สำหรับหัวใจของเธอเองต่างหาก! บรรยากาศรอบโต๊ะเงียบลงไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงพัดลมเพดานที่หมุนเอื่อยๆ กับเสียงถอนหายใจเบาๆ ของร่างสูง กันตินันท์มองท่าทางพองขนเหมือนแมวหวงก้างของคนตรงหน้าแล้วมุมปากก็กระตุกยิ้มขึ้นอีกครั้ง มือใหญ่เอื้อมไปหยิบเศษยางลบที่ตกอยู่บนผมยาวสลวยของเธอออกอย่างแผ่วเบา โดยที่เจ้าตัวสะดุ้งสุดตัวและรีบถอยหลังจนเก้าอี้เกือบคว่ำ “นี่คุณ! จะ...จะทำอะไรเนี่ย!” “ผมไม่ได้ทำอะไร แค่จะบอกว่า... ถ้าคุณใช้พลังงานในการเถียงผม มาเคลียร์เลย์เอาต์หน้าสามให้เสร็จ ป่านนี้เราคงได้ไปนั่งกินบิงซูร้านโปรดของคุณแล้วมั้ง” กันตินันท์พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้นอย่างกะทันหัน จนรินรดาตั้งรับแทบไม่ทัน เธออ้าปากค้างเล็กน้อย ตาโตมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา “เดี๋ยวๆ นี่คุณชวนฉันไปกินบิงซูเหรอ? มาไม้ไหนเนี่ย หรือแอบใส่ยาพิษอะไรลงในสมองฉันอีก” “เปล่าสักหน่อย แค่เห็นหน้าคุณเริ่มเขียวเพราะอดนอนมาสองคืนแล้วต่างหาก เป็นห่วงหรอกนะถึงต้องมาคอยจี้เนี่ย” ประโยคหลังเขาพูดพึมพำเบาๆ แต่ด้วยความที่ระยะห่างมันใกล้เกินไป รินรดากลับได้ยินมันชัดเจนทุกถ้อยคำ ใบหน้าที่เคยร้อนด้วยความโกรธเมื่อครู่ ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นร้อนผ่าวด้วยความเขินอายจนลามไปถึงใบหู ระหว่างที่สองหนุ่มสาวกำลังยืนจ้องตากันด้วยเคมีแปลกๆ ที่อบอวลไปด้วยความหวานปนความงอน ชิง100ชิงล้าน... ไม่ใช่ค่ะ เสียงแจ้งเตือนสมาร์ตโฟนบนโต๊ะก็ดังขึ้นแทรกบรรยากาศสีชมพูจางๆ นั้นพอดี *Ping!* รินรดารีบละสายตาจากนัยน์ตาคู่คม มากดหยิบมือถือขึ้นมาแก้เขิน หน้าจอแสดงข้อความจากแชต์กลุ่มที่มีเพื่อนสนิทตัวแสบอย่าง 'ต้นข้าว' ส่งระเบิดเวลามาให้ทันที [ต้นข้าวผู้รอบรู้ 🐰]: *วงในเม้าท์ว่าไงแม่ วิศวะเขาไปตรวจงานหรือไปตรวจใจ ถึงได้ยืนหน้าแดงกันสองต่อสองในสตูแบบนั้นอะแกรรร* [ต้นข้าวผู้รอบรู้ 🐰]: *อุ๊ย มือลั่น ส่งรูปผิด* [แนบรูปภาพ: ภาพแอบถ่ายมุมข้างตอนที่กันตินันท์กำลังยื่นมือมาหยิบยางลบออกจากผมรินรดาพอดีเป๊ะ] รินรดาเบิกตากว้างจนแทบจะถลออกมานอกเบ้า เธอลนลานหันขวับไปมองรอบห้องทันที แต่ไม่ทันสังเกตว่ากันตินันท์เองก็ชะโงกหน้ามามองหน้าจอของเธอด้วยความอยากรู้เช่นกัน *หมับ!* นิ้วเรียวยาวของพ่อหนุ่มวิศวะไวกว่าความคิด เขาเอื้อมมือมาคว้ามือถือจากมือเธอไปหน้าตาเฉย พร้อมกับก้มลงอ่านข้อความในแชต์และรูปถ่ายนั้นชัดเจนเต็มสองตา “อ๋อ... ตรวจใจนี่เอง” กันตินันท์ทวนคำด้วยเสียงทุ้มต่ำที่จงใจลากยาวชวนละลาย พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ระบายเต็มใบหน้า “แล้วตกลง... ที่คุณหน้าแดงนี่ เพราะแพ้ความเจ้าระเบียบของผม หรือเพราะแพ้สายตาผมกันแน่ล่ะครับคุณดีไซเนอร์ปากแจ๋ว” รินรดาหน้าร้อนผ่าวราชาต้มยำ เธอยื่นมือจะแย่งมือถือคืน แต่กันตินันท์กลับชูขึ้นสูงเหนือหัวเพราะส่วนต่างของส่วนที่ได้เปรียบ ในจังหวะที่เธอกระโดดคว้าสุดตัวและเขากำลังก้มลงมามองด้วยความเอ็นดู เสียงข้อความจากมือถือที่อยู่ในมือเขาก็สั่นครืดขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับข้อความใหม่จากต้นข้าวที่เด้งโชว์หราบนหน้าจอ Lock Screen โดยที่ไม่มีใครทันตั้งตัว... [ต้นข้าวผู้รอบรู้ 🐰]: *ถ้าเขาขอเป็นแฟน แกก็ตอบตกลงไปซะทีเถอะยัยริน! ปากแข็งอยู่ได้ ชักช้าเดี๋ยวหมาคาบไปกินนะเว้ย!* ห้องสตูดิโอทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันสนิททันที รินรดาแข็งค้างราวกับถูกสาปให้เป็นหิน เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขณะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับหนุ่มวิศวะที่ตอนนี้รอยยิ้มมุมปากหายไปแล้ว แทนที่ด้วยประกายตาคมกريบที่พราวระยับยิ่งกว่าดวงดาวในคืนเดือนหงาย กันตินันท์ลดมือถือลงช้าๆ นัยน์ตาสีเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอราวกับจะค้นหาความจริงบางอย่าง ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะได้รูปจะขยับเอ่ยประโยคที่ทำเอารินรดาแทบหยุดหายใจ... "งั้น... เปลี่ยนจากคำว่า 'หมาคาบไปกิน' เป็น 'แฟนคุณกันต์' ตั้งแต่วินาทีนี้เลย ดีไหมล่ะครับ?" --- ขอบคุณที่ร่วมเดินทางมาสัมผัสความฟินและความโบ๊ะบ๊ะในตอนนี้ด้วยกันนะคะ หวังว่าจะอมยิ้มจนแก้มปริเหมือนที่นักเขียนตั้งใจเสิร์ฟให้เลยค่ะ! ❤️
สารจากนักเขียน (ที่คั่นหนังสือสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะสายมโนกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%