"บอกเหตุผลร้อยแปดมาสia ถ้าคืนนี้คุณยังไม่เลิกส่งสารพัดสติ๊กเกอร์หน้ามึนมาป่วนไลน์รินนะ กันต์!"
นิ้วเรียวของรินรดาจิ้มลงไปบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือรัวๆ ด้วยความหมั่นไส้ขั้นสุด หลังจากที่เธอเพิ่งกดอ่านข้อความจากพ่อหนุ่มวิศวะปีสามเจ้าของฉายา 'มนุษย์อัลกอริทึม' ที่ขยันส่งข้อความอะไรไม่รู้มาตั้งแต่เที่ยงคืนจนป่านนี้ตีสองครึ่งแล้วก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมนอน หน้าจอเรืองแสงวาบในห้องนอนที่ปิดไฟมืดสนิท มีเพียงแสงสีฟ้าจากสมาร์ทโฟนที่ส่องให้เห็นใบหน้าบึ้งตึงแต่แอบมีรอยยิ้มมุมปากนิดๆ ของสาวคณะศิลปกรรม
[กันตินันท์]: ก็คนมันนอนไม่หลับนี่ครับ... เอ๊ย ไม่ใช่! คนมันนอนไม่หลับนี่นา คุณรินก็รู้ว่าผมเป็นพวกแพ้ความไม่สมบูรณ์แบบ วันนี้โปรเจกต์โมเดลตึกคณะสถาปัตย์ที่ช่วยเพื่อนทำมันเบี้ยวไปมิลลิเมตรเดียวเองนะ มันคาใจจนผมนอนไม่ได้เลยเนี่ย
[รินรดา]: เบี้ยวหนึ่งมิลลิเมตรถึงกับต้องทักมาปรึกษาดีไซเนอร์ปากแจ๋วอย่างรินเนี่ยนะ ประสาทกลับแล้วหรือไงพ่อคุณ! ไปกินพาราแล้วก็นอนไป๊ รินจะเคลียร์งานส่งอาจารย์พรุ่งนี้แล้ว ยุ่งอยู่!
[กันตินันท์]: เปล่าสักหน่อย... ที่ทักมาเพราะอยากปรึกษาเรื่องอื่นต่างหาก
รินรดาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความฉงน นิ้วที่กำลังจะพิมพ์ด่ากลับต้องชะงักกุนซือจำเป็นอย่างต้นข้าวเคยเตือนเธอไว้ว่า เวลาที่คนเจ้าระเบียบอย่างกันต์เริ่มหลุดออกจากโหมดมีระเบียบวินัย นั่นแปลว่าข้างในหัวใจของเขากำลังรวนเรอย่างหนักหน่วง
[รินรดา]: เรื่องอะไรอีกาล. หรือว่าระเบียบการจัดวางจานข้าวในห้องครัวคุณมีปัญหา?
[กันตินันท์]: เรื่องความกลัวครับ...
ข้อความสั้นๆ แต่กลับทำให้ห้องนอนทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน รินรดาลดโทรศัพท์ลง ริมฝีปากที่เตรียมจะพิมพ์ข้อความกวนประสาทเม้มเข้าหากันแน่น ความรู้สึกบางอย่างบอกเธอว่า... นี่ไม่ใช่บทสนทนากวนๆ ยามดึกแบบทุกที
ที่ห้องพักมุมตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ กันตินันท์ในชุดเสื้อยืดสีพื้นกางเกงวาสายตาเหม่อมองออกไปนอกระเบียง คืนนี้ดวงดาวแทบมองไม่เห็นเพราะเมฆฝนตั้งเค้า แต่แสงไฟจากถนนด้านล่างยังคงสว่างไสว เขานั่งชันเข่าอยู่บนโซฟาตัวโปรด มือขวาถือสมาร์ทโฟนแน่นจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาว ปมในใจที่เขาไม่เคยบอกใคร ไม่เคยแม้แต่จะปริปากเล่าให้เพื่อนสนิทฟัง กลับอยากจะเอ่ยมันออกมาให้ผู้หญิงปากแจ๋วที่ชอบเถียงเขาฉอดๆ คนนี้ฟังเสียอย่างนั้น
[กันตินันท์]: คุณรินเคยกลัวไหมครับ... กลัวว่าทุกอย่างที่เราตั้งใจทำ พยายามจัดระเบียบให้มันออกมาสมบูรณ์แบบที่สุดในชีวิต สุดท้ายแล้วมันจะพังไม่เป็นท่าเพราะความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่เราควบคุมไม่ได้เลย... เหมือนชีวิตผมตอนนี้
รินรดานั่งนิ่ง หัวใจกระตุกวูบไปชั่วขณะ ภาพของหนุ่มวิศวะผู้มั่นใจในตัวเองสูงลิ่ว เจ้าระเบียบทุกกระเบียดนิ้ว และชอบทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเธอนักหนา ลอยซ้อนทับกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังหวาดกลัวความล้มเหลวอยู่เบื้องหลังหน้าจอ
เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะตัดสินใจกดโทรออกหาเขาในทันที โดยไม่รอให้ระบบแชต์ได้พิมพ์ตอบโต้อีกต่อไป
เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงสองครั้ง ปลายสายก็กดรับทันทีราวกับถือโทรศัพท์รอไว้อยู่แล้ว ไม่มีใครพูดอะไรออกมาในวินาทีแรก มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาผ่านเครื่องมือสื่อสารที่ยืนยันว่าต่างฝ่ายต่างยังคงอยู่ในสาย
"ทำไมถึงโทรมาล่ะครับ ดึกมากแล้วนะ" เสียงทุ้มต่ำของกันต์เจือความประหม่าอย่างเห็นได้ชัด
"ก็รินขี้เกียจพิมพ์นี่นา ย่อหนายาวเป็นหางว่าวแบบนั้น ตาจะบอดก่อนเรียนจบพอดี" รินรดารวบรวมความกล้าเอน้ำเสียงห้วนๆ กลบเกลื่อนความสั่นไหวในอก "แล้วก็... อีกอย่าง นายดูไม่ได้เรื่องเอาซะเลยกันต์ ปกติเห็นแต่โม้เก่ง ทำเป็นคุมได้ทุกสถานการณ์ พอมีเรื่องแค่นี้ทำมาเป็นดราม่ากลางดึก"
ปลายสายหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงทุ้มที่ฟังดูเจ็บปวดและโล่งใจในเวลาเดียวกัน "นั่นสินะครับ ผมมันพวกบ้าคอนโทรลนี่นา... ตั้งแต่เด็กแล้ว แม่คาดหวังให้ผมต้องเป็นที่หนึ่ง ต้องเพอร์เฟกต์ทุกอย่าง สอบได้ที่สองคือความผิดพลาด สอบตกวิชาเดียวคือโลกแตก พอโตมาผมก็เลยเอาความคาดหวังพวกนั้นมาขังตัวเองไว้ในกรอบ... ทุกอย่างต้องเป๊ะ มุมองศาต้องได้ ไม่งั้นผมจะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าเลย"
รินรดานิ่งฟัง หัวใจของเธออ่อนยวบลงจนแทบไม่เหลือเค้าโครงของสาวปากจัดคนเดิม ความอบอุ่นและเปราะบางที่ซ่อนอยู่ใต้เกราะหนาของกันตินันท์กำลังถูกเปิดเผยออกมาทีละน้อย
"นายโง่มากเลยรู้ตัวไหมกันต์" รินรดาเอ่ยเสียงนุ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว "ชีวิตคนเรามันไม่ใช่โมเดลตึกในคณะนายนะที่จะได้เอาไม้บรรทัดมาวัดฉากทุกกระเบียบ รินเองก็เกลียดความจำเจ เกลียดกฎเกณฑ์บ้าบอที่ใครก็ไม่รู้ขีดไว้เหมือนกัน... ถ้ามัวแต่กลัวว่ามันจะเบี้ยว นายก็คงไม่ได้ลงมือวาดรูปอะไรสวยๆ ออกมาเลยสักรูปสิ"
"แล้วถ้ามันพังล่ะครับ... ถ้าผมพยายามแทบตายแล้วมันพังต่อหน้าต่อตาอีก ผมจะทำยังไง?" เสียงของกันต์พร่าลงอย่างเห็นได้ชัด ความเปราะบางในน้ำเสียงนั้นทำเอารินรดาขอบตาร้อนผ่าวอย่างไม่มีสาเหตุ
"ก็พังด้วยกันสิยะ!" รินรดาเผลอตะคอกใส่เบาๆ ด้วยความหมั่นไส้แกมเอ็นดู "ถ้ามันพัง นายก็ยังมีเพื่อน มีต้นข้าว มี... เอ้อ มีรินคอยช่วยแก้ปัญหาไงเล่า! ไม่เห็นจะต้องแบกไว้คนเดียวเลยนี่นา นายไม่ได้ตัวคนเดียวนะกันต์"
ปลายสายเงียบไปนานจนรินรดานึกว่าสายตัด เธอกำโทรศัพท์แน่น หัวใจเต้นโครมครามด้วยจังหวะที่แปลกประหลาด
"คุณริน..." เสียงทุ้มเอ่ยเรียกชื่อเธอแผ่วเบา ลอดผ่านความเงียบงันยามวิกาล
"อะ... อะไรอีกเล่า จะดราม่าต่อหรือไง ง่วงแล้วนะ"
"ขอบคุณนะครับ" กันตินันท์เว้นจังหวะไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของรินรดาหยุดหมุนไปชั่วขณะ "และก็... ที่ผมทักมาตอนตีสองครึ่ง ไม่ใช่เพราะเรื่องโมเดลตึกเบี้ยวหรอกครับ... แต่เพราะผมคิดถึงคุณ จนมันทนไม่ไหวแล้วต่างหาก"
เพล้ง! เหมือนมีเสียงกระจกแตกกระจายอยู่ในอกของรินรดา หน้าของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนลามไปถึงใบหู สมองขาวโพลนคิดคำด่าไม่ออกแม้แต่คำเดียว
[กันตินันท์ ส่งรูปภาพ 1 รายการ]
รินรดากดเปิดดูรูปภาพที่ถูกส่งเข้ามาด้วยมือที่สั่นเทา มันคือภาพสเก็ตช์ลายเส้นดินสอรูปเธอกำลังทำหน้าบึ้งตูนใส่แก้วกาแฟตอนนั่งทำงานในห้องสมุดเมื่อสัปดาห์ก่อน ด้านล่างของรูปเขียนด้วยลายมือบรรจงว่า... *'ดีไซเนอร์ปากแจ๋วคนนี้... คือความสมบูรณ์แบบเดียวที่ผมต้องการในชีวิต'*
และในวินาทีที่รินรดากำลังจะอ้าปากเอ่ยคำปฏิเสธกลบเกลื่อนความเขินอาย จู่ๆ เสียงเคาะประตูก็จังๆ ดังขึ้นที่หน้าห้องพักของเธอสามครั้งติดกัน...
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
พร้อมกับข้อความแชตใหม่ล่าสุดจากโทรศัพท์ในมือที่สั่นเตือนขึ้นมาว่า...
[กันตินันท์]: เปิดประตูให้ผมหน่อยครับ... ผมยืนอยู่หน้าห้องคุณแล้ว
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะมาร่วมลุ้นและใจสั่นไปกับค่ำคืนนี้ด้วยนะคะ!
วิศวะสายมโนกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 14
บทสนทนาข้ามคืน
ผลงานโดย ที่คั่นหนังสือสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ที่คั่นหนังสือสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะสายมโนกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!