วิศวะสายมโนกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 13

คืนวันฝนตกกับงานค้าง

ผลงานโดย ที่คั่นหนังสือสีชมพู
"บอกแล้วว่าพกร่มคันเล็กมันกันได้แค่ใจพัง ๆ ไม่ได้กันฝนกรุงเทพฯ ค่ะคุณกันตินันท์!" เสียงใส ๆ ของรินรดาดังแข่งกับเสียงฟ้าคำรามลั่นนอกตึกคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ร่างบางในชุดนักศึกษาปีสามย่นจมูกใส่ร่างสูงโปร่งของหนุ่มวิศวะปีสามที่ยืนกอดอกพิงขอบหน้าต่างอยู่ ดวงตากลมโตฉายแววหงุดหงิดปนระอาเล็กน้อย ขณะมองสภาพภายนอกที่ตอนนี้กลายเป็นทะเลสาบขนาดย่อมไปเรียบร้อยแล้ว เม็ดฝนกระหน่ำเทลงมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพัก เหมือนฟ้ากำลังกลั่นแกล้งให้คนสองคนที่เกลียดขี้หน้ากันที่สุดในสามโลกต้องติดแหงกอยู่ใต้ชายคาเดียวกันจนถึงเช้า กันตินันท์ถอนหายใจยาว พลางใช้มือเสยผมที่เปียกชื้นเล็กน้อยขึ้นลวก ๆ ท่าทางนั้นช่างดูดีราวกับหลุดออกมาจากซีรีส์เกาหลี แต่ติดตรงที่ปากเจือรอยยิ้มกวนประสาทนี่แหละที่ทำลายทุกอย่างลงหมด "ก็ใครจะไปรู้ว่าพยากรณ์อากาศกรมนี้จะแม่นกว่าหวยรัฐบาลล่ะครับ... อ๊ะ ๆ มองค้อนแบบนั้น ระวังตาเหล่ไม่รู้ด้วยนะดีไซเนอร์ปากแจ๋ว" กันต์ลากเสียงยาว พร้อมกับยกมือยอมแพ้ปลอม ๆ เมื่อเห็นรินรดาทำท่าจะหยิบสคัปเปิลไม้ขว้างใส่หัวเขาจริง ๆ "ปากเสีย! ถ้าไม่ใช่เพราะงานโมเดลโปรเจกต์มหาประลัยนี่ ฉันไม่ยอมมาติดฝนอยู่กับนายสองต่อสองหรอกนะ!" รินรดาแหวใส่ เดินกระแทกส้นเท้ากลับมานั่งลงที่โต๊ะทำงานตัวยาวซึ่งเต็มไปด้วยกระดาษไข ฟิวเจอร์บอร์ด และคัตเตอร์คมกริบ กองงานสุมหัวจนแทบไม่มีที่หายใจ แต่บรรยากาศรอบตัวตอนนี้กลับไม่ได้น่าอึดอัดอย่างที่ควรจะเป็น มีเพียงเสียงเม็ดฝนกระทบกระจกและเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบา ๆ เท่านั้น นี่คือ "คืนวันฝนตกกับงานค้าง" ของจริง ทั้งคู่ต้องสะสางงานดรออิ้งและโมเดลส่งอาจารย์ในเช้าวันพรุ่งนี้ งานชิ้นใหญ่ที่ตัดสินว่าพวกเขาจะได้ผ่านโปรเจกต์คู่หรือต้องแก้ใหม่ยกแผง บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความกดดัน แต่ในความตึงเครียดนั้นกลับมีความประหม่าแปลก ๆ แฝงอยู่ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่ต้องอยู่กันตามลำพังในตึกที่เงียบสงัดยามวิกาลแบบนี้ กันต์เดินตามมาทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ดวงตาคมกริบกวาดมองชิ้นงานของหญิงสาวก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นกว่าเดิม "ตรงนี้... เบี้ยวอยู่นะริน" "ไหน? ตรงไหนไม่ทราบ วิศวกรผู้รอบรู้" รินรดาขยับเข้าไปใกล้โดยไม่รู้ตัว กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ชวนเคลิ้มลอยมาแตะจมูกกันต์จนร่างสูงชะงักไปนิด มือเรียวของกันต์เอื้อมไปหยิบดินสอจากมือเธอเพื่อชี้จุดที่ผิดพลาด ปลายนิ้วของเขาสัมผัสโดนหลังมือของเธอโดยบังเอิญ ความอุ่นร้อนที่ส่งผ่านผิวเนื้อทำให้รินรดาสะดุ้งเฮือก รีบชักมือกลับราวกับโดนน้ำร้อนลวก หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นรัวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ "อะ... อะไรเล่า จะชี้ก็ชี้เฉย ๆ สิ มาแต๊ะอัคทำไม!" รินรดาแกล้งโวยวายกลบเกลื่อนความหน้าแดงของตัวเอง พลางหลบสายตาคมที่มองตรงมาอย่างมีความหมาย "ผมไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย ยัยเตี้ยนี่... หน้าแดงใหญ่แล้วนะ เขินผมเหรอครับ?" กันต์หัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ดวงตาพราวระยับจ้องมองใบหน้าหวานที่ตอนนี้ขึ้นสีระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด เขารู้สึกว่าผู้หญิงปากแจ๋วคนนี้เวลากลบเกลื่อนความเขินด้วยการโมโํานั้น น่ารักเสียจนหัวใจวิศวกรเจ้าระเบียบอย่างเขาแทบจะควบคุมจังหวะการเต้นของตัวเองไม่ได้ "ใครเขิน! ฝนตกอากาศมันร้อนต่างหากเล่า! นายรีบทำส่วนของนายไปเลยนะ ห้ามมองหน้าฉัน!" รินรดาค้อนควับ รีบก้มหน้าก้มตาตัดฟิวเจอร์บอร์ดในมือต่อด้วยความเร็วสูง เพื่อซ่อนรอยยิ้มที่เผลอหลุดออกมา เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ เสียงฝนข้างนอกเริ่มซาลงเหลือเพียงเสียงหยดน้ำกระทบพื้นดังเปาะแปะ กองงานบนโต๊ะค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นทีละน้อย ความเหนื่อยล้าเริ่มกัดกินเปลือกตา รินรดาหาวออกมาหวอดใหญ่จนน้ำตาเล็ด มือที่ถือคัตเตอร์เริ่มสั่นเล็กน้อยด้วยความง่วง กันต์เหลือบมองร่างบางที่เริ่มคอพับคออ่อน เขาลุกขึ้นเดินหายไปสักพักก่อนจะกลับมาพร้อมกับแก้วกาแฟร้อนสองแก้ว วางลงตรงหน้าเธอ พร้อมกับถอดเสื้อแจ็คเก็ตยีนตัวเก่งคลุมไหล่บางให้อย่างเบามือ "พักก่อนเถอะ เดี๋ยวได้ตัดนิ้วตัวเองเข้าจริง ๆ หรอก" น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่ปราศจากความกวนประสาททำเอารินรดาชะงักเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาของเขายามที่มองมามันช่างอบอุ่นและลึกซึ้งจนเธอแทบไม่กล้าสบตา นานแค่ไหนแล้วนะที่เราทะเลาะกันกลายเป็นเรื่องปกติ จนลืมไปว่า... จริง ๆ แล้วผู้ชายคนนี้ก็ใส่ใจคนอื่นเก่งเหมือนกัน "ขอบคุณนะ..." เสียงเธอกระซิบแผ่วเบาแทบกลืนไปกับเสียงฝน กันต์ยิ้มบาง ๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขานั่งลงข้าง ๆ เธอ ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนแทบชิด ไหล่กว้างแนบชิดกับไหล่บาง ความอบอุ่นจากร่างกายของกันต์แผ่ซ่านเข้ามาในความหนาวเย็นของค่ำคืนนี้ รินรดารู้สึกเหมือนหัวใจกำลังเต้นผิดจังหวะ บรรยากาศรอบตัวมันช่างเป็นใจเสียเหลือเกิน จนเธอเผลอเอนศีรษะไปซบลงบนลาดไหล่กว้างของเขาโดยไม่รู้ตัว กันต์สะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจ แต่เขาก็ไม่ได้ขยับหนี กลับเอียงศีรษะลงมาแนบชิดกลุ่มผมนุ่มของเธอเบา ๆ ปล่อยให้ความเงียบและความอบอุ่นโอบล้อมคนทั้งคู่ไว้ในพื้นที่ส่วนตัวเล็ก ๆ นี้ แต่แล้ว... ความเงียบสงบก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงเตือนข้อความแชตจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะหน้าจอเรืองแสงขึ้นท่าย์มกลางความมืด *Rin: ต้นข้าว ส่งรูปโมเดลที่แก้แล้วมาให้ดูหน่อยสิ* กันต์เหลือบไปเห็นหน้าจอโทรศัพท์โดยบังเอิญ เนื่องจากรินรดายังไม่ได้ล็อกหน้าจอ และแชตกลุ่มของเธอกับเพื่อนสนิทก็เด้งขึ้นมาพอดี... แต่ไม่ใช่แค่แชตงานเท่านั้น มันคือข้อความจากห้องแชตส่วนตัวที่ชื่อว่า **"แม่ยายซัพพอร์ตเตอร์"** (ซึ่งก็คือกลุ่มของต้นข้าวและเพื่อน ๆ ที่คอยปั่นประสาท) ที่เด้งขึ้นมาค้างคาไว้ และข้อความล่าสุดที่รินรดายังพิมพ์ค้างไว้ก่อนหน้านี้... *รินรดา: จริง ๆ แล้ว... ชั้นก็ไม่ได้เกลียดรอยยิ้มของนายหรอกนะไอ้บ้ากันต์* รินรดาที่เพิ่งรู้สึกตัวว่าเผลอหลับไป เบิกตากว้างด้วยความตกใจจนสติหลุดกระเจิง เธอรีบพุ่งตัวไปคว้าโทรศัพท์มือถือมากดลบแทบไม่ทัน แต่ปลายนิ้วเจ้ากรรมดันกดส่งข้อความนั้นออกไปแทนที่จะกดยกเลิก! หน้าจอแสดงผลข้อความนั้นถูกส่งไปยังห้องแชตส่วนตัวของใครบางคน... และไม่ใช่แค่เพื่อนในกลุ่ม! โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของกันตินันท์สั่นครืดขึ้นมาพร้อมกันทันที กันต์ก้มลงมองโทรศัพท์ในมือตัวเองช้า ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากลมโตที่ตอนนี้เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าของรินรดาร้อนผ่าวจนลามไปถึงใบหู สมองขาวโพลนคิดคำแก้ตัวไม่ออกแม้แต่คำเดียว รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากของหนุ่มวิศวะทันที ดวงตาสีเข้มพราวระยับด้วยประกายความสุขที่ปิดไม่มิด "อ๋อ... ที่แท้ก็ไม่ได้เกลียดรอยยิ้มผมเหรอครับ ดีไซเนอร์ปากแจ๋ว?" ที่คั่นหนังสือสีชมพูขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะมาร่วมลุ้นและใจสั่นไปกับความโป๊ะแตกครั้งนี้ด้วยนะคะ!
สารจากนักเขียน (ที่คั่นหนังสือสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะสายมโนกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%