นาฬิกาดิจิทัลบนหัวเตียงฟ้องเวลาตีสามสิบห้านาที... เป็นครั้งที่สิบสองแล้วค่ะที่รินรดาพลิกตัวพลิกคว่ำพลิกหงายบนฟูกนุ่มสีพาสเทล ผ้าห่มผืนหนาที่ปกติเคยให้ความอบอุ่น ตอนนี้กลับกลายเป็นเครื่องมือทรมานที่พันธนาการเธอไว้กับความฟุ้งซ่าน
ในหัวของเธอตอนนี้มีเสียงทุ้มต่ำของใครบางคนวนลูปซ้ำไปซ้ำมา ราวกับแผ่นเสียงตกร่อง
*“ถ้าวันนั้นผมไม่ได้บังเอิญเดินไปชนคุณ... เราคงไม่ได้เถียงกันจนคอเป็นเอ็นแบบนี้หรอกเนอะ”*
*“แล้วมันดีรึไงเล่า! ได้เถียงกับฉันเนี่ยทำให้เธออายุสั้นลงไปสามปีนะกันต์”*
*“อืม... ก็จริงครับ แต่แปลกแฮะ ผมกลับรู้สึกว่าสามปีที่หายไป มันคุ้มค่ากว่าเวลาสิบปีที่ผ่านมาทั้งหมดเลยว่ะ”*
“บ้าเอ๊ย! ไอ้, ไอ้บ้าวินัยเอ้ย! พูดอะไรออกมาวะนั่น!”
รินทึ้งผมตัวเองจนยุ่งเหยิงเหมือนรังนก มือเรียวคว้าหมอนใบโตมาฟาดลงกับเตียงดังตุ้บเพื่อระบายความหงุดหงิดที่อัดแน่นเต็มอก ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ทั้งที่ห้องนอนเปิดแอร์เย็นฉ่ำถึงยี่สิบสององศา เธอจำได้แม่นเลยว่าตอนที่ไอ้วิศวะปากเสียพูดประโยคingyนั่นด้วยสายตาพราวระยับ มันทำเอาดีไซเนอร์ปากแจ๋วอย่างเธอถึงกับใบ้กินไปสามวิ สมองที่เคยประมวลผลเรื่องงานออกแบบได้รวดเร็วดั่งติดเทอร์โบ กลับชัตดาวน์สนิทจนเถียงไม่ออกสักคำ
ให้ตายสิ... ปกติยัยรินคนนี้ต้องสวนกลับด้วยคำคมเจ็บๆ คันๆ สิคะ ทำไมคืนนี้ถึงได้กลายร่างเป็นลูกแมวป่วยไปได้ล่ะเนี่ย!
ก๊อกๆ! เสียงเคาะประตูห้องนอนเบาๆ ตามด้วยร่างผอมบางของเพื่อนสนิทโผล่หัวเข้ามา พร้อมกับแสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่สว่างวาบ
"ยังไม่นอนอีกเหรอแก ยัยริน?" ต้นข้าวขยี้ตาเดินงัวเงียเข้ามาทิ้งตัวลงนั่งปลายเตียง "ฉันได้ยินเสียงเธอพลิกไปพลิกมาจนฟูกแทบจะทะลุอยู่แล้วนะ เป็นอะไรเนี่ย หรือว่าไอ้ธีസിสงานปั้นโมเดลมันมีปัญหาอีก?"
"เปล่า..." รินซุกหน้าลงกับหมอน เสียงอู้อี้เล็ดลอดออกมา "ไม่ได้เป็นที่งาน..."
"อ้าว ถ้างั้นเป็นเพราะอะไร หรือว่า..." ต้นข้าวหรี่ตามองด้วยสัญชาตญาณความเผือกที่ทำงานเร็วยิ่งกว่า 5G "โอ้โห! หน้าแดงแจ๋เลยแก! หรือว่าพ่อหนุ่มคณะวิศวะคนนั้นเขาทำอะไรให้อีกแล้ววะ?"
"หยุดเลยนะยายต้นข้าว! แกนี่มัน... รู้ดีกว่าหมอดูใหม่อีกนะเนี่ย" รินเงยหน้าขึ้นมาค้อนเพื่อนตาควาย แต่แก้มใสๆ กลับยิ่งแดงปลั่งขึ้นไปอีกจนปิดไม่มิด
"แหม ก็ฉันเป็นเพื่อนรักแกนี่นา ว่าไงล่ะ เล่ามาด่วนๆ เลย ตั้งแต่กลับมาจากงานเลี้ยงภาควิชาเมื่อหัวค่ำ แกก็เอาแต่เดินเหม่อ ถอนหายใจใส่กระดาษสเกตช์จนสีน้ำเลอะเทอะไปหมดแล้วเนี่ย" ต้นข้าวกอดอกคาดคั้น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนมุมปาก
รินกัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ อย่างลังเล ก่อนจะตัดสินใจเล่าเหตุการณ์ตอนที่กันต์ไปส่งเธอหน้าหอพักให้เพื่อนฟังด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ "ก็... ก็หมอนั่นน่ะสิ อยู่ๆ ก็พูดจาแปลกๆ ใส่"
"แปลกยังไง แปลกแบบบอกว่า *'ผมชอบรอยยิ้มของคุณเวลาเถียงชนะผมจังเลยครับ'* อะไรแบบนี้ป่ะ?" ต้นข้าวแกล้งทำเสียงดัดจริตแซว
"อี๋! ขนลุก! เขาไม่ได้พูดเลี่ยนขนาดนั้นสักหน่อย!" รินรีบปฏิเสธเสียงสูง ทั้งที่หัวใจกระตุกวูบกับประโยคที่เพื่อนยกตัวอย่างขึ้นมาแบบบังเอิญเสียเหลือเกิน "เขาแค่... แค่บอกว่าการได้ต่อปากต่อคำกับฉันมันคุ้มค่ากว่าเวลาสิบปีที่ผ่านมา... คือ พูดอะไรก็ไม่รู้อ่ะแก คนฟังมัน... มันตั้งตัวไม่ทันนะเว้ย"
ต้นข้าวเงียบไปนิดหนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาลั่นห้อง "อุ๊ยตายว้ายกรีด! พ่อคุณเอ้ยยย! นี่มันระดับโปรยเสน่ห์ขั้นเทพแล้วนะแก วิศวะโหมดละมุนเนี่ยมันอันตรายต่อใจยัยรินคนคูลจริงๆ ด้วยว่ะฮ่าๆๆ!"
"ไม่ต้องมาขำเลยนะ!" รินคว้าตุ๊กตาหมีปาใส่เพื่อน แต่ต้นข้าวรับไว้ได้ทันอย่างรู้ทัน
"แล้วไงต่อ แกตอบว่าอะไรไปล่ะ?"
"ฉันก็... ทำเป็นเฉไฉเปลี่ยนเรื่องแล้วรีบวิ่งขึ้นตึกมาก่อนน่ะสิ จะให้ยืนบิดเป็นเลขแปดอยู่ตรงนั้นรึไงเล่า!" รินทุบหมอนระบายความเขินอีกรอบ "ฮึ่ย! คิดแล้วโมโหตัวเองชะมัด ทำไมต้องไปใจเต้นกับมุกแป้กๆ ของไอ้มนุษย์ระเบียบจัดนั่นด้วยวะเนี่ย"
"แหมแก... เขาเรียกว่า *'เริ่มหวั่นไหวโดยไม่รู้ตัว'* ต่างหากเล่าจ๊ะคุณดีไซเนอร์" ต้นข้าวเอานิ้วจิ้มหน้าผากเพื่อนเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว "ปากบอกเกลียดเขาอย่างงั้นอย่างงี้ แต่เวลาเขาพูดอะไรทีไร จำได้ทุกคำเลยนะยะ"
รินชะงักไป ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อฉุกคิดได้... *นั่นสินะ... ทำไมเธอนั่งจำทุกคำพูด ทุกรอยยิ้ม และแววตาคู่คมนั่นได้ดีขนาดนี้กันล่ะ?*
ในขณะที่สองสาวกำลังนั่งถกเถียงเรื่องหัวใจของรินกันอย่างออกรส หน้าจอโทรศัพท์มือถือที่คว่ำอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งก็สั่นครืดคราดขึ้นมาเบาๆ พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนแอปพลิเคชันแชตสีเขียวที่ดังขึ้นในความเงียบสงัด
ต้นข้าวเหลือบไปเห็นก่อนเป็นคนแรก เธอรีบคว้ามือถือเครื่องนั้นขึ้นมาทันทีด้วยความไวแสง "อุ๊ย! เสียงไลน์เข้าค่ะคุณแม่... พ่อหนุ่มวิศวะทักมาดึกดื่นแบบนี้ มีพิรุธนะเราเนี่ย!"
"เอาคืนมานะยัยต้นข้าว!" รินพยายามแย่งโทรศัพท์มือถือคืน แต่เพื่อนตัวดีกลับชูขึ้นสูงเกินเอื้อม
ต้นข้าวหรี่ตามองข้อความบนหน้าจอก่อนจะตาโตเป็นไข่ห่าน รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นมาบนใบหน้าอย่างปิดไม่มิด "โหหห... ดูนี่สิแก เขาพิมพ์มาว่า..."
*‘ริน... นอนรึยังครับ ผมมีเรื่องอยากจะ...’*
ติ๊ง! ยังไม่ทันที่ต้นข้าวจะอ่านจบ ข้อความใหม่ก็เด้งขึ้นมาต่อท้ายทันที
*‘เอَ้ย ลบๆๆๆ ช่างมันเถอะครับ ฝันดีนะ’*
แล้วสถานะในแชตก็ขึ้นว่า *'กันตินันท์ได้ยกเลิกข้อความ'*
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัดชั่วขณะ รินชะงักมือที่กำลังจะแย่งโทรศัพท์ หัวใจที่เต้นระรัวอยู่แล้วกลับกระหน่ำรัวยิ่งกว่าเดิมจนแทบจะทะลุออกมานอกอก สมองขาวโพลนไปหมดกับคำว่า *'อยากจะ...'* ที่ถูกลบหายไปต่อหน้าต่อตา
เขากำลังจะพิมพ์อะไรกันแน่นะ...?
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะมาร่วมลุ้นและใจสั่นไปกับค่ำคืนนี้ด้วยนะคะ!
วิศวะสายมโนกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 15
เริ่มหวั่นไหวโดยไม่รู้ตัว
ผลงานโดย ที่คั่นหนังสือสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ที่คั่นหนังสือสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะสายมโนกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!