"ริน! เดี๋ยว... ฟังผมก่อนนะ! มันไม่ใช่..."
เสียงทุ้มของกันต์ที่ลอยเคว้งอยู่กลางห้องทำงานศิลปะกว้างขวางไม่ได้เข้าโสตประสาทของรินรดาเลยแม้แต่น้อย ในวินาทีนั้น โลกทั้งใบของเธอคล้ายจะหยุดหมุน สมองที่เคยประมวลผลเรื่องงานออกแบบได้อย่างรวดเร็วกลับขาวโพลนราวกับสัญญาณโทรทัศน์ขาดหาย สิ่งเดียวที่ดังชัดเจนในอกคือเสียงหัวใจที่เต้นรัวระรัวราวกับกลองเพล
สายตาของพ่อหนุ่มวิศวะเจ้าระเบียบไม่ได้มองที่กล่องพัสดุเจ้าปัญหาอีกต่อไปแล้ว นิ้วเรียวยาวที่เคยถือวิสาสะเปิดสมุดปกหนังสีดำเล่มนั้นค้างเติ่งกลางอากาศ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย—ปฏิกิริยาที่หาได้ยากยิ่งจากผู้ชายที่มักจะควบคุมทุกอย่างในชีวิตได้เสมอ
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอยื่นมือสั่นเทาออกไปหมายจะแย่งสมุดเล่มนั้นคืน แต่ช้าไป... กันต์ดึงมันถอยห่างออกไปพ้นรัศมีมือของเธออย่างนุ่มนวล แต่เด็ดขาด
"นาย... เอาคืนมานะ!" รินเสียงดังกลบเกลื่อนความตื่นตระหนก ใบหน้าร้อนผ่าวลามเลียไปถึงใบหู รอนแดงจัดจนไม่ต้องส่องกระจกก็รู้ว่าตอนนี้เธอคงดูเหมือนมะเขือเทศสุกงอม "ใครอนุญาตให้เปิดดูของส่วนตัวของฉันยะ! วิศวะนี่มารยาททรามแบบนี้ทุกคนเลยหรือไง!"
"เดี๋ยวนะครับ... รินใจเย็นๆ ก่อน" กันต์กะพริบตาปริบๆ สมองของเขาพยายามประมวลผลภาพที่เพิ่งผ่านสายตาไปเมื่อสักครู่ ภาพวาดดินสอฝีมือประณีตบรรจง หน้าแล้วหน้าเล่า... ไม่ใช่ตึกรามบ้านช่อง ไม่ใช่โครงสร้างสะพาน หรือแบบแปลนเฟอร์นิเจอร์ที่เธอชอบบ่นว่าน่าเบื่อ แต่ทุกหน้า... ทุกมุมมอง... คือภาพของเขาเอง
มีทั้งภาพตอนเขากำลังขมวดคิ้วตรวจหน้างาน ภาพตอนเขานั่งเท้าคางเผลอยิ้มขณะฟังเธอบ่น และภาพที่ชัดเจนที่สุดคือภาพเขากำลังถือแก้วกาแฟด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์—ทุกลายเส้นเต็มไปด้วยความใส่ใจและ... ความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่คนเป็น "คู่กัด" จะวาดให้กันได้
"ฉันไม่ได้ใจเย็น!" เธอกัดริมฝีปากแน่น พยายามพุ่งตัวเข้าไปแย่งสมุดคืนอีกรอบ แต่กันต์กลับพลิกตัวหลบอย่างคล่องแคล่วด้วยสัญชาตญาณเด็กกิจกรรมเก่า ทำเอารินเสียหลักถลาเข้าไปชนแผงอกกว้างของเขาเต็มแรง กลิ่นน้ำหอมผู้ชายสะอาดๆ เจือกลิ่นกระดาษและหมึกจางๆ ลอยเข้าแตะจมูกจนเธอต้องรีบดันตัวออกราวกับโดนของร้อน
กันต์ก้มมองคนตัวเล็กที่ตอนนี้หน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธ (และเขินอาย) แววตาคมกริบคู่นั้นฉายแววระยิบระยับ ประกายความมั่นใจแบบฉบับวิศวะปี 3 กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่เห็นทีไรก็ชวนให้หมั่นไส้ทุกที
"นี่... รินวาดผมเหรอครับ?" น้ำเสียงของเขานุ่มนวลขึ้นอย่างน่าประหลาด ไม่มีความเยาะเย้ยถางถางเหมือนทุกครั้ง มีเพียงความอยากรู้อยากเห็นที่ซ่อนความอบอุ่นไว้จนน่ากลัว
"เปล่าสักหน่อย! นั่นมัน... มันเป็นงานโปรเจกต์ส่งอาจารย์ต่างหาก!" รินรีบแก้ตัวเสียงดังฟังชัด แต่หลบสายตาไปมองโต๊ะทำงานรกๆ แทน "วิชาศึกษาทั่วไป... เค้าให้วาดภาพสะท้อนจิตใต้สำนึก... เอ่อ... สะท้อนความเกลียดชัง! ใช่! ฉันวาดหน้านายเพราะอยากเอาไว้ปาเป้าเวลาเครียดต่างหากเล่า!"
"อ๋อ... วาดรูปผมไว้ปาเป้า..." กันต์ทวนคำ เสียงลากยาวอย่างรู้ทัน เขาก้มลงเปิดสมุดเล่มนั้นดูอีกหน้าช้าๆ "แล้วหน้าตรงหน้านี้ ที่ผมกำลังทำหน้าบึ้งเพราะโดนรินแย่งพุดิงในโรงอาหารเมื่ออาทิตย์ก่อน... อันนี้ก็สะท้อนความเกลียดชังด้วยเหรอครับ หืม?"
"ไอ้... ไอ้บ้ากันต์!" รินหมดความอดทน เธอยื่นมือไปหมายจะคว้าสมุดเล่มนั้นมาฉีกให้สะใจ แต่กันต์ไวish กว่า เขายกสมุดขึ้นชูเหนือหัวด้วยความได้เปรียบเรื่องส่วนสูง รินที่สูงแค่ระดับไหล่ของเขาจึงทำได้แค่เขย่งปลายเท้าคว้าอากาศไปมาอย่างน่าเอ็นดู
ภาพสะท้อนในกระจกเงาบานใหญ่ข้างห้องซ้อมเต้นเผยให้เห็นคนสองคนในระยะประชิด คนหนึ่งกำลังหัวเราะร่าด้วยความสนุกสนาน ส่วนอีกคนกำลังฮึดฮัดหน้าบึ้งตึงด้วยความจนมุม เคมีประหลาดๆ ที่อบอวลอยู่รอบตัวทำให้บรรยากาศในห้องเย็นฉ่ำด้วยแอร์คอนดิショเนอร์กลับร้อนรุ่มขึ้นมาดื้อๆ
กันต์มองท่าทางพะบู๊ของร่างบางตรงหน้า รอยยิ้มบนริมฝีปากค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยแววตาที่ลึกซึ้งขึ้น เขาลดมือที่ถือสมุดลงช้าๆ จนมันแนบอยู่ข้างลำตัว สายตาที่มองเธอมันละมุนละไมเสียจนรินต้องเป็นฝ่ายชะงักและหลบสายตาก่อน
"ริน..." เสียงเรียกแผ่วเบาแต่ชัดเจนท่ามกลางความเงียบ
"อะ...อะไรอีกเล่า ถ้าจะล้อก็รีบๆ ล้อแล้วคืนมานะ ฉันจะกลับห้อง!" เธอเสียงแข็งใส่เพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในอก
"เปล่า... ผมไม่ได้จะล้อ" กันต์ก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก้าวหนึ่ง จนรินต้องถอยหลังไปชนกับชั้นวางอุปกรณ์ศิลปะ "แค่สงสัย... ว่าทำไมรินถึงมองผมแบบนี้"
"มองแบบไหนยะ!"
"แบบที่... เต็มไปด้วยรายละเอียด" นิ้วเรียวยาวของกันต์เคาะเบาๆ ที่ปกสมุดสีดำ "คนเราจะวาดใครสักคนได้ละเอียดขนาดนี้... ต้องแอบมองผมนานขนาดไหนกันนะ ถึงจะจำไฝตรงมุมปาก หรือรอยย่นเวลาผมหงุดหงิดได้แม่นยำขนาดนี้"
รินรู้สึกเหมือนเลือดทั้งหมดในร่างกายสูบฉีดมารวมกันที่ใบหน้า เธออ้าปากพะงาบๆ หาคำพูดมาเถียงไม่ออก ไอ้บ้านี่! ปกติก็มั่นหน้าอยู่แล้ว แต่วันนี้ความมั่นหน้าของเขามันทะลุปรอทจนเธอรับมือไม่ถูกเลยเว้ยเฮ้ย!
ขณะที่รินกำลังคิดหาข้อแก้ตัวร้อยแปดเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของสาวคณะศิลปกรรม เสียงแจ้งเตือนข้อความในโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของเธอก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายบรรยากาศตึงเครียด (แต่วาบหวาม) ลงทันที
*Ding!*
หน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบขึ้น พร้อมกับข้อความจากแชตกลุ่มแก๊งเพื่อนสนิทที่เด้งขึ้นมาโชว์หรา
*[ต้นข้าว]: ยัยริน! แกอยู่ไหนเนี่ย ยัยมีนบอกว่าเห็นเดินตามอีตากันต์วิศวะเข้าห้องสตูดิโอเงียบๆ ตั้งนานสองนาน... อย่าบอกนะว่ากำลังเคลียร์ใจกันจนได้เสีย เอ๊ย! จนได้เรื่องแล้วอะ กรี๊ดดด! เล่าด่วน!*
รินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบพุ่งตัวไปคว้าโทรศัพท์มากดปิดหน้าจอแทบไม่ทัน แต่ก็สายไปเสียแล้ว... เพราะกันต์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ชะโงกหน้ามาอ่านข้อความนั้นทันพอดี!
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาอีกครั้ง ดวงตาสดใสเป็นประกายวิบวับยิ่งกว่าเดิม
"อ๋อ... เคลียร์ใจจนได้เรื่องเหรอครับ?" กันต์ทวนคำพูดของต้นข้าวด้วยน้ำเสียงล้อเลียน ทว่าแฝงความนัยบางอย่างที่ทำเอารินขนลุกซู่ "เพื่อนรินนี่ตาแหลมคมไม่เบาเลยนะ... ว่าแต่ เรามาเริ่ม 'เคลียร์เรื่องนี้' กันจริงๆ จังๆ ดีไหมครับ?"
รินถอยหลังกรูดจนหลังชนฝาห้อง ทางตันสนิท ไม่มีทางให้หนีอีกต่อไปแล้ว หัวใจของเธอเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ขณะที่กันต์ก้าวเข้ามาประชิดตัวทีละก้าว พร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้เธอรู้ตัวเลยว่า... งานนี้เธอพลาดท่าให้ศัตรูหัวใจคนนี้เข้าเต็มประตูเสียแล้ว
และก่อนที่รินจะทันได้อ้าปากโวยวายแก้ตัวอะไรออกไป ประตูห้องสตูดิโอก็ดันเปิดผางขึ้นเสียงดังลั่นพร้อมกับเสียงเจื้อแจ้วของเพื่อนสนิทที่บุกเข้ามาโดยไม่เคาะประตู!
"ยัยริน! ชั้นซื้อชานมไข่มุกมาฝ... ออุ๊! อุ๊ยตายวายชีวัน! ชั้นมาขัดจังหวะอะไรพวกแกหรือเปล่าเนี่ย!"
ขอบคุณที่ติดตามอ่าน "วิศวะสายมโนกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว" ตอนนี้นะคะ แล้วมาลุ้นตอนต่อไปด้วยกันค่ะ!
วิศวะสายมโนกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 9
ความลับใน sketchbook
ผลงานโดย ที่คั่นหนังสือสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ที่คั่นหนังสือสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะสายมโนกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!