"ถ้าแกยังก้าวช้ากว่าเต่าคลานแบบนี้ ฉันจะวิ่งไปฉุดหัวไอ้คุณกันต์วิศวะนั่นมาให้แกเคลียร์เองแล้วนะริน!"
เสียงตวาดผ่านโทรศัพท์มือถือของต้นข้าวทำเอาฉันที่กำลังจ้ำออ่นๆ ฝ่าฝูงชนหน้าตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ต้องรีบยกมือขึ้นปิดหูแทบไม่ทัน ส้นรองเท้าผ้าใบสีขาวเลอะฝุ่นจากการวิ่งหน้าตั้งมาจากตึกศิลปกรรมยังคงส่งเสียงเสียดสีกับพื้นคอนกรีต สองขาของฉันสั่นเทาไม่ใช่เพราะความเหนื่อย แต่เป็นเพราะประโยคบอกเล่าแกมบังคับของเพื่อนสนิทที่ทิ้งระเบิดไว้ก่อนวางสายว่า *'กันต์มันน็อคคาสตูดิโอโปรject เพราะไม่ได้นอนมาสามวันเพื่อแก'***
ให้ตายสิ... ยัยต้นข้าวใช้คำว่าเพื่อแกทำไมวะ!
ฉันเม้มริมฝีปากแน่นจนเจ็บขณะผลักประตูห้องสตูดิโอชั้นสามของตึกโยธาออก กลิ่นอับของกระดาษ กาวร้อน และกาแฟกระป๋องราคาถูกตีเข้าจมูกทันที ภาพตรงหน้าคือโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ที่กองระเกะระระกะไปด้วยโมเดลตึกระฟ้าจำลอง เศษโฟม และกระดาษชานอูฐ ส่วนเจ้าของผลงานตัวดี... กำลังฟุบหน้าหลับใหลอยู่กับกองเอกสาร โดยมีเสื้อช็อปสีีกรมท่าคลุมไหล่กว้างไว้อย่างลวกๆ
ลมหายใจของฉันสะดุดกึกไปชั่วขณะ
ไอ้บ้านี่... ปากดีนักไม่ใช่เหรอว่าบริหารเวลาเก่ง เป็นหนุ่มเพอร์เฟกต์ไทป์เอที่ไม่มีทางพังคางานเด็ดขาด แล้วทำไมสภาพตอนนี้ถึงได้ดูเหมือนซากศพเดินได้ขนาดนี้ล่ะคะ!
ฉันก้าวเข้าไปใกล้ร่างที่นอนนิ่งสนิทอย่างระมัดระวัง หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นรัวโครมครามราวกับตีกลองศึก ยิ่งเห็นรอยคล้ำใต้ดวงตาคู่คมที่ปิดสนิท กับไรหนวดเคราจางๆ ที่ไม่ได้โกนมาหลายวัน ความโกรธที่เคยมีมันก็ระเหยหายไปหมด เหลือไว้แต่ความรู้สึกหน่วงๆ ในอกที่อธิบายไม่ถูก
"ริน..."
เสียงแหบพร่าหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากแห้งผากของคนที่ฉันคิดว่าหลับไปแล้ว กันต์ขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะปรือตาขึ้นช้าๆ ดวงตาสีเข้มคู่นั้นมองตรงมาที่ฉัน ราวกับไม่แน่ใจว่าภาพที่เห็นตรงหน้าคือความจริงหรือภาพหลอนจากพิษไข้
"ตื่นแล้วก็ลุกขึ้นมาดื่มน้ำสิคะ นอนท่านี้คอเคล้งพอดีหรอก" ฉันพยายามดัดเสียงให้แข็งกระด้างที่สุดเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียง แต่ดูเหมือนมันจะล้มเหลวไม่เป็นท่า
กันต์ไม่ได้ตอบอะไร เขายันตัวลุกขึ้นช้าๆ ยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองเบาๆ ก่อนจะส่งยิ้มเจื่อนๆ ที่ดูน่าสมเพชและน่าเอ็นดูไปพร้อมกันมาให้
"นึกว่าตาฝาด... นึกว่าเธอจะไม่มาซะแล้ว"
"ใครบอกว่าฉันมาหาคุณคะ ฉันแค่วิ่งมาเอาพู่กันที่ลืมไว้ต่างหาก" ฉันแก้ตัวเสียงแข็ง เบือนหน้าหนีไปมองโมเดลตึกเอียงๆ บนโต๊ะแทนที่จะสบตากับดวงตาคู่คมที่มองมาอย่างรู้ทัน
"พู่กันอยู่ที่ตึกศิลปกรรมนะริน แต่นี่มันตึกวิศวะ... เดินหลงไกลไปหน่อยไหมครับ เอ้ย... ไกลไปหน่อยนะ" เขาเกือบหลุดปากใช้คำพูดคุ้นเคย แต่พอเห็นสายตาพิฆาตของฉันก็รีบเปลี่ยนสรรพนามแทบไม่ทัน
ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ยอมจำนนต่อหลักฐานรอบตัว ก่อนจะยื่นแก้วกระดาษสีน้ำตาลอุ่นๆ ที่เพิ่งแวะซื้อมาจากร้านกาแฟหน้าคณะฯ วางกระแทกลงตรงหน้าเขา เสียงแก้วกระทบโต๊ะดังเบาๆ
"อะนี่! กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล ชดเชยกับความโง่เง่าที่อดนอนจนน็อคคาโต๊ะทำงาน"
กันต์ก้มมองแก้วกาแฟในมือ นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากค่อยๆ ขยายกว้างขึ้นจนกลายเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ฉันเกลียดนักเกลียดหนา
"กาแฟแก้วนี้... แทนคำขอโทษ หรือแทนความห่วงใยกันแน่ครับที่คุณดีไซเนอร์ปากแจ๋ว"
"อย่ามาหลงตัวเองหน่อยเลยค่ะกันตินันท์! ฉันแค่ไม่อยากให้วิศวกรแถวนี้ตายคาตึกแล้วผีมาหลอกรุ่นน้องต่างหาก เลิกเพ้อเจ้อแล้วดื่มซะ จะได้มีแรงเคลียร์โต๊ะรกๆ นี่ให้มันเสร็จๆ ไป" ฉันเชิดหน้าขึ้นเถียง ขยับถอยหลังไปก้าวหนึ่งเมื่อเขาเริ่มขยับตัวเข้ามาใกล้
บรรยากาศในห้องสตูดิโอที่เคยเงียบงัน กลับเต็มไปด้วยแรงกระเพื่อมบางอย่างที่ทำให้ลมหายใจอุ่นร้อนขึ้นมาดื้อๆ สายตาของกันต์ที่มองมาไม่ได้มีความกวนประสาทเหมือนทุกที แต่มันเต็มไปด้วยความละมุนละไมบางอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังจะละลาย
กันต์ยกแก้วกาแฟขึ้นจิบช้าๆ สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของฉันไม่วางตา
"รสชาติขมชะมัด..." เขายิ้มมุมปาก "แต่พอรู้ว่าเป็นคนซื้อมาให้... ก็หวานดีเหมือนกันนะ"
"อี๋! เลี่ยนเป็นบ้า พูดมากจริง" ฉันยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองที่ขนลุกชันขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ รู้สึกได้เลยว่าความร้อนกำลังพุ่งขึ้นมาเห่อ1บนใบหน้าจนต้องรีบยกมือขึ้นพัดลมไล่ความร้อน "ดื่มเสร็จแล้วก็รีบเก็บของแล้วกลับไปนอนที่ห้องซะนะคะ ฉันหมดหน้าที่ส่งเสบียงแค่นี้แหละ"
พูดจบฉันก็หมุนตัวเตรียมจะก้าวเดินหนีออกจากห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นี่ทันที ก่อนที่หัวใจจะเต้นแรงจนทะลุออกมานอกอกเสียก่อน แต่ทว่า... สัมผัสนุ่มที่ข้อมือซ้ายกลับรั้งฉันไว้เบาๆ
แรงดึงไม่ได้มากมายอะไร แต่พอบวกกับสายตาเว้าวอนที่ส่งมาผ่านกระจกเงาบานใหญ่ข้างโต๊ะทำงาน... มันกลับทำให้เท้าของฉันหยุดชะงักลงโดยอัตโนมัติ
"ริน..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกชื่อฉันแผ่วเบา จนมันดังสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบงัน "อยู่เป็นเพื่อนแป๊บเดียวนะ... นะครับ?"
ฉันหันกลับไปมองเขาด้วยความหงุดหงิดปนเปื้อนความอ่อนยวบในหัวใจ ปากก็บอกว่าเกลียดความเจ้าระเบียบของเขา แต่ทำไมพอเห็นแววตาคู่นั้น... ฉันถึงได้รู้สึกว่าตัวเองใจอ่อนยวบยาบราวกับขี้ผึ้งโดนไฟเสียทุกทีนะ
"ก็ได้ค่ะ... แค่สิบนาทีนะ!" ฉันสะบัดข้อมือเบาๆ แต่ก็ยอมทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลาสติกอีกตัวที่อยู่ใกล้ๆ อย่างจำยอม
กันต์หัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างอารมณ์ดี เขายอมก้มหน้าก้มตาเคลียร์งานต่อโดยมีฉันนั่งกอดอกมองค้อนอยู่ข้างๆ บรรยากาศรอบตัวไม่ได้น่ารำคาญอย่างที่คิด กลับอบอุ่นจนน่าประหลาดใจ
แต่ในจังหวะที่เราต่างคนต่างเงียบและปล่อยให้เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานแข่งกับเสียงคลิกเมาส์อยู่นั้น เสียงแจ้งเตือนข้อความในโทรศัพท์มือถือบนหน้าจอของกันต์ที่คว่ำไว้ก็ดังขึ้น *'Rrrr'* หน้าจอเรืองแสงวาบพร้อมกับข้อความพรีวิวสั้นๆ จากแอปพลิเคชันแชทที่เด้งขึ้นมาโชว์หรี่ๆ ตรงหน้าจอ
ฉันเหลือบมองตามสัญชาตญาณ และทันทีที่เห็นชื่อและข้อความนั้น... สมองของฉันก็ขาวโพลน หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
*(ข้อความในแชท: "กันต์ แกแน่ใจนะว่าจะสารภาพรักกับยัยรินคืนนี้? ถุงยางอนามัยกับห้องพักสำรองจองไว้ยังวะ?")*
จากเพื่อนสนิทตัวแสบของเขาเอง!
"นี่มัน... อะไรกันคะกันตินันท์!" ฉันหันขวับไปจ้องหน้าเขา ตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนโกรธจัด ขณะที่กันต์หน้าซีดเผือด รีคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดล็อกหน้าจอแทบไม่ทัน
"ริน! เดี๋ยว... ฟังผมก่อนนะ! มันไม่ใช่..."
ที่คั่นหนังสือสีชมพูขอขอบคุณคุณรีดเดอร์ที่น่ารักทุกคนสำหรับการติดตามอ่านและส่งกำลังใจให้กันเสมอนะคะ!
วิศวะสายมโนกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 8
กาแฟหนึ่งแก้วแทนคำขอโทษ
ผลงานโดย ที่คั่นหนังสือสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ที่คั่นหนังสือสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะสายมโนกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!