คุณหนูครับ อย่าเรียกวิญญาณมาเดินเล่นแบบนี้•ตอนที่ 18

สัญชาตญาณเอาตัวรอด

ผลงานโดย นภากระซิบผี
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของซากอิฐปูนที่ผุกร่อนตีรวนขึ้นมาจู่โจมประสาทสัมผัส จนรินทร์ต้องขบกรามแน่นเพื่อสะกดกลั้นอาการคลื่นไส้ ร่างเพรียวบางในชุดนักศึกษาที่บัดนี้เปรอะเปื้อนคราบฝุ่นและหยาดเลือดสีคล้ำทรุดตัวลงพิงกับเสาคอนกรีตเสริมเหล็กที่หักโคั่น ดวงตาคมกวาดมองสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วยความนิ่งสงบผิดมนุษย์—สำหรับเธอแล้ว อาณาเขตไสยเวทที่กำลังพังทลายลงนี้ไม่ได้แตกต่างอะไรจากห้องผ่าตัดฉุกเฉินที่สัญญาณชีพของคนไข้กำลังดิ่งลงสู่เส้นตรง ทว่าสิ่งที่แตกต่างคือ ไม่มีเครื่องกระตุ้นหัวใจไฟฟ้าใดๆ ที่จะช่วยดึงวิญญาณอาฆาตตรงหน้าให้กลับมาอยู่ในร่องในรอยได้ "ช้าไปหนึ่งวินาที... เส้นเลือดฝั่งซ้ายของอาคมถึงจะตีบตัน แต่ถ้าคำ toánมุมสะท้อนของยันต์แปดทิศเมื่อครู่ให้ดี มันควรจะเปิดช่องว่างให้เราสวนกลับได้เร็วกว่านี้สคะ" รินทร์พึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แม้หยาดเหงื่อเม็ดโตจะไหลยศย้อยลงตามกรอบหน้าคมคายและไรผมเปียกชื้น ในโลกของเธอนั้น ไสยเวทไม่ใช่เรื่องของความงมงาย แต่มันคือ "ฟิสิกส์อีกรูปแบบหนึ่ง" ที่มีกฎเกณฑ์ แรงเหวี่ยง และจุดศูนย์ถ่วงที่คำนวณได้—และในวินาทีเป็นตายนี้ เธอกำลังคำนวณหาทางรอดสุดท้ายจากสมการความตายที่ถูกขีดเขียนขึ้นด้วยอาคมโบราณ เบื้องหน้าของเธอ ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร เงาดำทะมึนรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่บิดเบี้ยวผิดสัดส่วนกำลังคืบคลานเข้ามา มันคือ "อสุรกายทวาร" วิญญาณบรรพกาลที่ถูกปลุกขึ้นมาด้วยความแค้นสะสมข้ามภพข้ามชาติ แรงกดดันมหาศาลจากจิตสังหารของมันบีบอัดจนอากาศรอบตัวหนาหนักราวกับจมอยู่ใต้น้ำ ทุกย่างก้าวที่มันเหยียบลงบนพื้นคอนกรีตส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนของดวงวิญญาณนับร้อยที่ถูกกลืนกินเข้าไป *ตึง!* แรงกระแทกจากคลื่นพลังงานสายหนึ่งซัดเข้าร่างของรินทร์เต็มแรง จนรส8ชาติเค็มปร่าของเลือดไหลซึมออกจากมุมปาก ร่างกายของเธอบาดเจ็บสาหัส กระดูกซี่โครงน่าจะร้าวไปอย่างน้อยสองซี่จากการปะทะเมื่อครู่ ทว่าสติสัมปชัญญะกลับแจ่มชัดและตื่นตัวถึงขีดสุด ดวงตาสีนิลคู่สวยสะท้อนแสงสีแดงฉานจากอักขระโบราณที่ส่องประกายวาววับอยู่กลางอากาศ ในจังหวะที่เงาดำมหึมาเงื้อมือเตรียมตะปบลงมาปลิดชีพ ร่างสูงสง่าในชุดเสื้อคลุมสีเข้มของอาจารย์สิงหาก็พุ่งทะยานเข้ามาขวางไว้ราวกับภูตพราย นิ้วเรียวยาวสะบัดออกเบาๆ พร้อมกับยันต์กระดาษสีทองที่ลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงสีคราม เกิดเป็นม่านบาตรคุ้ม "อย่าประเมินพลังของภูตบรรพกาลต่ำเกินไป รินทร์... มันไม่ใช่โรคที่คุณเคยผ่าตัดในโรงพยาบาล" น้ำเสียงทุ้มต่ำและเยือกเย็นดังขึ้นเหนือศีรษะ แม้จะเอ่ยเตือนด้วยถ้อยคำจริงจัง แต่แววตาคมกริบของอาจารย์สิงหากลับฉายประกายพึงพอใจลึกๆ ที่ลูกศิษย์สาวนอกตำราคนนี้ยังคงรักษาความเยือกเย็นไว้ได้แม้จะเผชิญหน้ากับความตาย "ดิฉันไม่ได้ประเมินต่ำไปค่ะ... แค่กำลังรอจังหวะที่ความดันวิญญาณของมันลดต่ำลงต่ำกว่าจุดวิกฤตต่างหากล่ะคะ" รินทร์ตอบกลับทันควัน นัยน์ตาคมกวาดมองรูปแบบการไหลเวียนของพลังงานรอบตัวอาจารย์สิงหาอย่างรวดเร็วเพื่อวิเคราะห์หาจุดอ่อน ทันใดนั้นเอง ห้วงความคิดในหัวของรินทร์ก็สะดุดกึกเมื่อเสียงสังเคราะห์อันคุ้นเคยดังขึ้นในโสตประสาท เป็นเสียงที่เธอคุ้นเคยดีตลอดการเดินทางอันยาวนานนี้ *[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบสภาวะใกล้ตาย (Near-Death State) ผสานกับอัตราการวิเคราะห์ตรรกะเหนือขีดจำกัด]* *[เงื่อนไขพิเศษถูกปลดล็อก: บูรณาการองค์ความรู้แพทย์แผนปัจจุบันเข้ากับพลังไสยเวทโบราณสำเร็จ]* *[คุณได้รับทักษะใหม่ระดับตำนาน: "เนตรผ่าวิญญาณ (Soul Scalpel)" — ความสามารถในการมองเห็นและตัดขาดเส้นสายใยกรรมรวมถึงจุดเชื่อมต่อพลังอาคมของเป้าหมายด้วยความแม่นยำ 100%]* รินทร์เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกแปลกประหลาดไหลทะลักเข้าสู่สมองส่วนหน้า ราวกับว่าโลกทั้งใบถูกแปลงให้อยู่ในรูปของโครงสร้างเส้นใยเรืองแสงนับล้านเส้น เธอมองเห็นเส้นเลือดพลังงานสีดำที่หล่อเลี้ยงอสุรกายทวารเบื้องหน้าอย่างชัดเจน ทุกจุดอ่อน ทุกข้อต่อ และทุกจุดศูนย์กลางพลังถูกเปิดเปลือยต่อหน้าเธอราวกับแผนผังทางกายวิภาคที่เธอเคยท่องจำในห้องเรียนแพทย์ไม่มีผิด "อาจารย์คะ... เบี่ยงซ้ายสามสิบองศาค่ะ!" รินทร์ตะโกนสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดที่ไม่เปิดโอกาสให้ลังเล แม้จะแปลกใจกับประกายแสงประหลาดที่วาบผ่านนัยน์ตาของลูกศิษย์ แต่อาจารย์สิงหาก็เคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณ ร่างสูงเบี่ยงหลบกรงเล็บมรณะในเสี้ยววินาที เปิดช่องว่างให้รินทร์พุ่งทะยานออกไปข้างหน้าราวกับลูกศิษย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าตัดที่ถือมีดหมอทิพย์ในมือ ในมือเรียวบางไม่ได้ถือเครื่องมือแพทย์ หากแต่มีกลุ่มก้อนแสงสีครามบริสุทธิ์ที่ควบแน่นจนกลายเป็นใบมีดโปร่งแสง รินทร์พุ่งเข้าประชิดตัวอสุรกายทวารด้วยความเร็วดุจกระสุนปืน เธอตวัดมือฟันลงไปยังจุดศูนย์กลางพลังงานสีดำสนิทบริเวณหน้าอกของมันอย่างแม่นยำราวกับการผ่าตัดเปิดแผลหัวใจ *ฉับ!* เสียงราวกับแก้วแตกละเอียดดังสะท้อนไปทั่วอาณาเขต อสุรกายทวารชะงักงัน ดวงตาสีแดงฉานเบิกค้างก่อนที่ร่างมหึมาจะค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองแสงสีขาวนวลลอยละล่องขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี แรงกดดันมหาศาลมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความเงียบงันและความเหนื่อยล้าที่เข้าถาโถมร่างของรินทร์จนเธอต้องทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นอีกครั้ง รินทร์หอบหายใจถี่กระชั้น พลางก้มมองมือของตัวเองที่ยังคงมีละอองแสงสีครามจางๆ หลงเหลืออยู่ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเยือกเย็น—นี่แหละคือฟิสิกส์แห่งโลกไสยเวทที่เธอเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่ด้วยมือของเธอเอง ทว่า ความเงียบสงบนั้นอยู่ได้ไม่ถึงอึดใจ เมื่อจู่ๆ พื้นคอนกรีตใต้ฝ่าเท้าก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเก่า รอยแยกสีดำสนิทเปิดออกใจกลางซากปรักหักพัง พร้อมกับกลิ่นอายความตายที่เข้มข้นและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าอสุรกายตนไหนๆ แผ่พุ่งขึ้นมา จากรอยแยกนั้น เงาร่างของสตรีในชุดโบราณชุ่มโชกไปด้วยเลือดก้าวเดินขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ดวงตาที่กลกลวงโบ๋ไร้แววตาดวงนั้นจ้องตรงมาที่รินทร์ และเสียงกระซิบแหบพร่าที่เย็นเยียบจนกระดูกสันหลังวาบหวิวก็ดังขึ้นข้างหูของเธอ... *"ในที่สุด... ก็หาเจอเสียที ดวงวิญญาณที่หอมหวานที่สุดของข้า..."* ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดมาด้วยกันในตอนนี้นะคะ!
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูครับ อย่าเรียกวิญญาณมาเดินเล่นแบบนี้ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%