กลิ่นอายจางๆ ของสนิมเหล็กและคราบอักขระขเมรโบราณที่เพิ่งมอดไหม้ ยังคงอบอวลอยู่ในห้องใต้ดินของคณะนิติเวชศาสตร์ รินทร์ใช้ปลายนิ้วที่สวมถุงมือยางสีขาวแตะลงบนพื้นคอนกรีตเย็นเฉียบ ตรวจสอบค่าความหนาแน่นของพลังงานวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ผ่านหน้าต่างอินเทอร์เฟซระบบไสยเวทสีฟ้าใสที่ลอยเคว้งคว้างอยู่เบื้องหน้า
*ติ๊ง! ค่าพลังงานไอวิญญาณระดับอาฆาตลดลงสู่ระดับปลอดภัย 0.03% กระบวนการชำระล้างเสร็จสิ้นสมบูรณ์*
รันไทม์ของระบบแสดงผลกราฟแท่งอย่างเป็นระเบียบ สำหรับเธอแล้ว โลกของไสยเวทไม่ได้เต็มไปด้วยความงมงายไร้เหตุผล หากแต่มันคือ "ฟิสิกส์อีกรูปแบบหนึ่ง" ที่มีสมการ พลังงาน และกฎเกณฑ์ทางอุณหพลศาสตร์กำόหนดไว้อย่างแม่นยำ เพียงแต่ตัวแปรในสมการเหล่านี้คือเจตจำนง ความแค้น และเศษเสี้ยวจิตวิญญาณที่ตกค้าง
"คุณหนูรินทร์... ดูเหมือนว่าชีพจรพลังงานในจุดชีพจรหยางของท่านจะยังตื่นตัวเกินไปนะคะ"
เสียงทุ้มต่ำแต่เจือกระแสความห่วงใยอันคุ้นเคยดังขึ้นจากมุมมืด อาจารย์สิงหาก้าวออกมาจากเงาของเสาปูนเปลือย เสื้อคลุมสีเข้มของเขาเปรอะเปื้อนฝุ่นผงจากการต่อสู้เมื่อครู่ แต่ดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับกวาดมองสำรวจร่างเพรียวบางของเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยความละเอียดลออ ราวกับนายแพทย์กำลังประเมินอาการของผู้ป่วยวิกฤตที่เพิ่งรอดตายมาได้หวุดหวิด
รินทร์ชะงักมือที่กำลังปิดระบบ เธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อปรับจังหวะการหายใจที่ยังคงสั่นไหวเล็กน้อยจากแรงกระแทกของเขตอาคมเมื่อครู่ เหตุการณ์เฉียดตายที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อไม่กี่นาาทีก่อนไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากการคำนวณเวกเตอร์การสะท้อนอาคมของเธอผิดพลาดไปแม้แต่เซนติเมตรเดียว วิญญาณของเธอคงถูกบดขยี้จนไม่เหลือแม้แต่ผงธุลีในมิติซ้อน
"ฉันคำนวณมุมหักเหของพลังงานพลาดไปสามองศาค่ะ อาจารย์สิงหา" รินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียաբเรื่อยตามวิสัยทัศน์ของอดีตนักศึกษาแพทย์ พยายามซ่อนความเปราะบางที่อยู่ก้นบึ้งของหัวใจเอาไว้ภายใต้ท่าทีเยือกเย็น "แต่สุดท้ายผลลัพธ์ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้... เราปิดคดีนี้ได้ตามเป้าหมายของระบบ"
"เป้าหมายของระบบ หรือความปลอดภัยของตัวท่านเองกันแน่คะที่ท่านมองข้าม?"
อาจารย์สิงหาขยับเข้ามาใกล้ ระยะห่างระหว่างทั้งสองคนลดลงจนเหลือเพียงก้าวเดียว กลิ่นอายเฉพาะตัวของสมุนไพรจีนและธูปหอมโบราณที่ติดตัวเขาโชยเข้าจมูก รินทร์เงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่าย เธอมักจะมองเขาเป็นเพียง "ผู้คุมกฎ" หรือ "ระบบสนับสนุน" ที่ถูกส่งมาควบคุมความประพฤติของเธอในโลกไสยเวทแห่งนี้ แต่ในยามที่ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นมองตรงมาโดยปราศจากกำแพงใดๆ เธอกลับพบว่าอัตราการเต้นของหัวใจตัวเองเริ่มไม่เป็นไปตามกราฟมาตรฐานของแพทย์แผนปัจจุบันเสียแล้ว
"อาจารย์กำลังตำหนิฉัน?" รินทร์เลิกคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความท้าทายตามประสาคนถือดีในตรรกะของตนเอง
"ฉันไม่ได้ตำหนิ... ฉันแค่กำลังเป็นห่วงในฐานะคนที่ต้องคอยตามเก็บกวาดเศษซากความรั้นของท่านต่างหาก" อาจารย์สิงหาถอนหายใจยาวอย่างยอมจำนน มือหนาเอื้อมออกไปแตะเบาๆ ที่ข้อศอกของเธอ เพื่อประคองยามที่เห็นขาทั้งสองข้างของรินทร์ทรุดฮวบลงเล็กน้อยจากอาการพลังงานย้อนกลับ
สัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วของอีกฝ่ายส่งผ่านเนื้อผ้าของเสื้อกาวน์แพทย์เข้ามา ราวกับกระแสไฟฟ้าแรงดันต่ำที่วิ่งพล่านไปทั่วเส้นประสาท รินทร์สะดุ้งเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ แต่นางไม่ได้สะบัดหนี เธอยอมปล่อยให้อีกฝ่ายประคองร่างของเธอนั่งลงบนลังไม้ใกล้ๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของกันและกัน
นี่คือ "คำสารภาพในที่ลับตา" อย่างแท้จริง—ไม่ใช่คำสารภาพรักหวานเลี่ยนแบบในนิยายน้ำเน่า แต่เป็นการยอมรับความจริงอันเปราะบางของจิตวิญญาณที่ผ่านการเฉียดตายร่วมกันมา
"บางครั้ง... ฟิสิกส์ของคุณก็อธิบายความรู้สึกไม่ได้หรอกนะคะ รินทร์" อาจารย์สิงหาเอ่ยเสียงแผ่วเบา ขณะย่อตัวลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับเธอ ปลายนิ้วของเขายังคงกุมอยู่ที่ข้อศอกของเธออย่างทะนุถนอม "เช่นเดียวกับอาการที่หัวใจของคุณเต้นเร็วกว่าปกติในตอนนี้ มันไม่ใช่เพราะผลกระทบจากเขตอาคม... แต่เป็นเพราะท่านรู้ดีว่า เกือบจะไม่มีโอกาสได้ยืนอยู่ตรงนี้เพื่อเถียงกับฉันอีกแล้ว"
รินทร์เม้มริมฝีปากแน่น ดวงตากลมโตไหววูบไปชั่วขณะ เธอยอมรับกับตัวเองในใจว่าตรรกะและระบบไสยเวททั้งหมดในหัวสมองไม่อาจหาเหตุผลมาหักล้างคำพูดของจอมขมังเวทหนุ่มผู้นี้ได้เลย ความตายเมื่อครู่มันใกล้ชิดเสียจนทำให้กำแพงความเย็นชาที่เธอบรรจงสร้างขึ้นมาตลอดชีวิตพังทลายลงในพริบตา และสิ่งเดียวที่ยังคงหลงเหลือและชัดเจนที่สุดในตอนนี้ คือความอบอุ่นจากมือคู่นี้ที่กำลังยึดโยงเธอไว้กับความเป็นจริง
"อาจารย์กำลังจะบอกว่า..." รินทร์เว้นจังหวะ กลืนก้อนความรู้สึกแปลกประหลาดลงคอ "ฉันควรขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยชีวิตไว้สินะคะ"
"ฉันไม่ต้องการคำขอบคุณ..." อาจารย์สิงหาขยับยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่หา ากยิ่งและทำให้ใบหน้าคมคายนั้นดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาถนัดตา "ฉันแค่อยากให้ท่านตระหนักว่า นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ชีวิตของ 'คุณหนูรินทร์' ผู้นี้ ไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของระบบไสยเวทแต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไปแล้ว"
ก่อนที่รินทร์จะได้ทันเอ่ยปากโต้แย้งด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ข้อใด หน้าจออินเทอร์เฟซระบบสีฟ้าใสที่ควรจะสงบลงแล้ว กลับกะพริบถี่รัวด้วยแสงสีแดงฉาน พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนที่ดังขึ้นผ่าความเงียบ
*ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง! เตือนภัยระดับวิกฤต! ตรวจพบรหัสพลังงานแปลกปลอมเข้าสู่เขตพื้นที่หวงห้ามระดับ SSS... ต้นกำเนิดสัญญาณมาจากด้านหลังประตูห้องนิรภัยที่ควรจะถูกผนึกไว้ถาวร...*
รินทร์และอาจารย์สิงหาผุดลุกขึ้นยืนพร้อมกัน สัญชาตญาณนักสืบและจอมขมังเวทตื่นตัวเต็มพิกัด ความอบอุ่นเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบของกระแสจิตที่แผ่พุ่งออกมาจากหลังบานประตูเหล็กหนาที่เริ่มสั่นสะเทือน เสียงเล็บขูดขีดผนังปูนดังกึกก้อง ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างที่มีพลังมหาศาลกำลังพยายามพังกำแพงออกมาสู่โลกภายนอก
และในวินาทีที่รอยแยกบนบานประตูเหล็กปริแตกออก เศษกระดาษยันต์สีเหลืองเก่าคร่ำคร่าก็ร่วงหล่นลงมา พร้อมกับไอหมอกสีดำทมิฬที่พวยพุ่งออกมาห่อหุ้มร่างของใครบางคนที่ก้าวพ้นเงาดำออกมา—
บุคคลที่ควรจะตายไปแล้วเมื่อสามปีก่อน และเป็นเจ้าของร่างที่รินทร์เคยผ่าพิสูจน์มากับมือ!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดมาด้วยกันในตอนนี้และโปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ!
คุณหนูครับ อย่าเรียกวิญญาณมาเดินเล่นแบบนี้•ตอนที่ 20
คำสารภาพในที่ลับตา
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูครับ อย่าเรียกวิญญาณมาเดินเล่นแบบนี้ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!