แรงสั่นสะเทือนจากชั้นใต้ดินใต้พื้นหินแกรนิตไม่ได้เป็นเพียงคลื่นความถี่ต่ำที่สัมผัสได้ด้วยฝ่าเท้า แต่มันคือแรงกดดันทางจิตวิญญาณที่บีบอัดจนอากาศรอบกายหนาแน่นราวกับเจลลี่เย็นเฉียบ
อาจารย์สิงหาคว้าข้อแขนของรินทร์ไว้ด้วยแรงที่มากพอจะทำให้กระดูกร้าว แต่สติสัมปชัญญะของอดีตนักศึกษาแพทย์กลับทำงานสวนทางกับความหวาดกลัว รินทร์ไม่ถอยหลังตามคำสั่งทันที ดวงตาสีเข้มหรี่ลงเล็กน้อยสมองประมวลผลอย่างรวดเร็วดั่งเครื่องจักร คำนวณความหนาของชั้นปูนซีเมนต์ แรงดันอากาศที่เปลี่ยนไป และกลิ่นอับของสนิมที่ลอยขึ้นมาจากรอยแยกของพื้นห้อง
"คลื่นความถี่นี้ไม่ใช่ผีเร่ร่อนทั่วไปค่ะอาจารย์" เสียงของรินทร์ราบเรียบ เยือกเย็น จนเกือบจะไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ทว่าแฝงไปด้วยความอยากรู้ระดับสูงสุด "มันมีการจัดระเบียบโมเลกุลของพลังงาน... เหมือนฟิสิกส์ควอนตัมที่ถูกบิดเบือนด้วยเจตจำนงบางอย่าง"
อาจารย์สิงหาเหลתมองลูกศิษย์สาวด้วยหางตา แววตาคมกริบฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่งก่อนจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิม "เธอยังมีแก่ใจมาวิเคราะห์ฟิสิกส์ในสถานการณ์ที่สิ่งนั้นกำลังจะพังผนึกออกมาหรือไง รินทร์? สมองเธอนี่มันสร้างด้วยอะไรกันแน่"
"สร้างด้วยความสงสัยค่ะ" รินทร์ตอบกลับโดยไม่ลังเล พร้อมกับสะบัดข้อมือเบาๆ เพื่อหลุดจากการพันธนาการของอีกฝ่ายอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด "และถ้าเรามัวแต่ยืนคุยกันตรงนี้ ผนึกที่ว่านั่นคงจะเปิดต้อนรับเราด้วยการฉีกร่างพวกเราเป็นชิ้นๆ ก่อนที่ดิฉันจะได้เรียนรู้วิชาวาดอักขระเสียอีก"
แม้สถานการณ์จะตึงเครียดจนแทบขาดใจ แต่อาจารย์สิงหากลับพ่นลมหายใจออกมาคล้ายเสียงหัวเราะในลำคอ "ปากกล้าดีนี่... ถ้าอย่างนั้นก็พิสูจน์ให้ฉันเห็นหน่อยสิว่า สมองทางฟิสิกส์ของเธอ จะเอาชนะไสยเวทโบราณอายุสามร้อยปีได้ยังไง"
สิ้นคำพูดนั้น อาจารย์สิงหาก็กระทืบเท้าลงบนพื้นหนึ่งครั้ง คลื่นอักขระสีทองอร่ามก็พุ่งแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง ปิดกั้นแรงสั่นสะเทือนจากเบื้องล่างให้สงบลงชั่วคราว ก่อนที่เขาจะผายมือไปยังโต๊ะไม้สักตัวยาวกลางห้อง ซึ่งเต็มไปด้วยพู่กันขนสัตว์ จานหมึกหยก และกระดาษสาเนื้อหยาบที่ส่งกลิ่นสมุนไพรจางๆ
"บทเรียนแรกของการควบคุมพลัง... ไม่ใช่การปลดปล่อย แต่มันคือการ 'กักเก็บ'" อาจารย์สิงหาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ นั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม หยิบพู่กันด้ามยาวขึ้นมาหมุนวนในมืออย่างเชี่ยวชาญ "อักขระวิญญาณไม่ใช่แค่การเขียนลวดลายตามใจชอบ แต่มันคือการถ่ายทอดกระแสประสานระหว่างจิตวิญญาณของเธอกับพลังงานรอบตัว หากสมาธิหลุดแม้แต่ไมโครวินาทีเดียว หมึกสีชาดผสมเลือดอาคมนี้จะย้อนกลับมาเผาไหม้เส้นประสาทในสมองของเธอจนกลายเป็นคนวิกลจริต"
รินทร์ก้าวเข้าไปยืนหน้าโต๊ะ ดวงตากวาดมองอุปกรณ์ตรงหน้าอย่างพิจารณา เธอไม่สนใจคำขู่ขวัญนั้น เพราะในมุมมองของเธอ อักขระก็คือ 'สมการทางคณิตศาสตร์' ที่ถูกแปลงรูปเป็นสัญลักษณ์ทางเรขาคณิต หากเขียนผิดองศา ผลลัพธ์ก็คือความล้มเหลวทางโครงสร้าง
มือเรียวบางเอื้อมไปหยิบพู่กันขนหมาป่าขึ้นมาสัมผัส ความรู้สึกเย็นเฉียบของด้ามไม้ส่งผ่านปลายนิ้ว รินทร์สูดลมหายใจเข้าลึกตามหลักการควบคุมลมหายใจที่เคยเรียนรู้ในตำราแพทย์แผนจีน ผสมผสานกับระบบแจ้งเตือนพลังงานที่ปรากฏขึ้นเบื้องสายตา
[ระบบไสยเวท: ตรวจพบความพร้อมของจิตวิญญาณ 89%]
[คำเตือน: อัตราการควบแน่นพลังงานต่ำเกินไป แนะนำให้ปรับสมดุลจักระบริเวณปลายนิ้ว]
รินทร์กะพริบตาปฏิเสธคำแนะนำของระบบในใจ เธอเชื่อมั่นในตรรกะของตัวเองมากกว่าโค้ดสำเร็จรูปเหล่านั้น รินทร์จุ่มปลายพู่กันลงในน้ำหมึกสีชาดเข้มข้น ลากเส้นแรกบนกระดาษสาด้วยความนิ่งสนิท เส้นสายคมกริบราwithคมมีด ราวกับแพทย์ผ่าตัดกำลังกรีดลงบนผิวหนังเพื่อเปิดแผลอย่างแม่นยำ
ทว่า... ทันทีที่ปลายพู่กันลากผ่านกึ่งกลางแผ่นกระดาษ อากาศรอบตัวก็เกิดเสียงหวีดหวิวแหลมสูง หมึกสีชาดบนกระดาษกลับเริ่มเดือดปุดๆ และเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทราวกับน้ำมันดิบ กลิ่นคาวเลือดพวยพุ่งขึ้นมาจนน่าสะอิดสะเอียน
*พรึบ!*
เปลวไฟสีม่วงอมฟ้าลุกโชนขึ้นจากกระดาษสาโดยไม่มีประกายไฟ รินทร์ชักมือกลับตามสัญชาตญาณ แต่มันช้าไปเล็กน้อย ความร้อนแผดเผาจนผิวหนังบริเวณปลายนิ้วขึ้นรอยแดงจางๆ ทว่าไม่มีอาการบาดเจ็บรุนแรง เนื่องจากอาจารย์สิงหาดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว เปลวไฟนั้นก็มลายหายไปราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
"สอบตก" อาจารย์สิงหากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ดวงตาคมกวาดมองรอยไหม้บนกระดาษ "เธอคิดว่านี่คือการเขียนรายงานทางการแพทย์หรือไง รินทร์? เธอใช้แค่ 'ตรรกะ' ควบคุมมัน แต่เธอไม่ได้ใส่ 'เจตจำนง' ลงไป อักขระไร้จิตวิญญาณ ก็เป็นแค่เศษกระดาษเปื้อนหมึก"
รินทร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาสีเข้มจ้องมองรอยไหม้นั้นอย่างครุ่นคิด เธอไม่ได้รู้สึกเสียหน้า แต่กำลังประมวลผลข้อผิดพลาด *'เจตจำนงงั้นหรือ? ในเชิงฟิสิกส์มันคือพลังงานจลน์ที่ขับเคลื่อนด้วยความตั้งใจสินะ'*
"ดิฉันเข้าใจแล้วค่ะ" รินทร์เอ่ยเบาๆ น้ำเสียงของเธอยังคงความมั่นใจไว้อย่างเต็มเปี่ยม "เมื่อครู่ดิฉันพยายามบังคับมันให้เป็นเส้นตรงตามระเบียบ แต่ลืมไปว่าพลังงานมีความยืดหยุ่นในตัวเอง... ขอใหม่อีกครั้งค่ะ"
อาจารย์สิงหาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างนึกสนใจ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของจอมขมังเวทหนุ่ม "คนดื้อรั้นมักจะตายเร็ว... แต่ก็น่าสนุกดีเหมือนกัน เอาสิ ลองดูอีกรอบ"
รินทร์สูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง คราวนี้เธอนับจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเอง ปล่อยให้ความเย็นชาในอดีตละลายหายไปกับความอบอุ่นของหมึกในจาน เธอมองเห็นกระแสพลังงานสีขาวที่ลอยวนรอบตัวอาจารย์สิงหา และพยายามดึงดูดมันเข้ามาสู่ปลายนิ้วของตนเองผ่านการหายใจเข้า-ออกอย่างเป็นระบบ
มือเรียวตวัดพู่กันลงบนกระดาษแผ่นใหม่อีกครั้ง คราวนี้ไม่มีเสียงหวีดหิว ไม่มีเปลวไฟสีม่วง เส้นสายอักขระถูกวาดขึ้นอย่างลื่นไหลและนุ่มนวลราวกับสายน้ำที่ไหลริน บรรยากาศในห้องอับทึบเริ่มเปลี่ยนเป็นความสงบเงียบที่เย็นสบาย ราวกับธรรมชาติกำลังประสานเสียงร่วมกับสมาธิของเธอ
*ติ๊ง!*
[ยินดีด้วย! ผู้เล่น 'รินทร์' บรรลุทักษะ 'การวาดอักขระระดับต้น' สำเร็จ]
[ปลดล็อกฟังก์ชันเสริม: การควบแน่นพลังงานวิญญาณขั้นสูง]
รินทร์วางพู่กันลงบนแท่นอย่างแผ่วเบา เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผมขาวเนียน ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับสุกใสและเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความสำเร็จ เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับอาจารย์สิงหาที่กำลังจ้องมองผลงานบนกระดาษด้วยแววตาที่ลึกล้ำเกินกว่าจะคาดเดา
"ใช้ได้..." อาจารย์สิงหาเอ่ยชมสั้นๆ ก่อนจะหันขวับไปมองยังพื้นห้องเบื้องล่างที่กลับมาสั่นสะเทือนอีกครั้ง รอยร้าวบนพื้นหินแกรนิตขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าหลายร้อยเสียงที่ดังลอดขึ้นมาจากความมืดมิด
"ดูเหมือนว่า... สิ่งที่อยู่ข้างล่างนั่น จะประทับใจฝีมือเธอจนทนรอไม่ไหวแล้วล่ะนะ รินทร์"
----------------------------------------
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับรินทร์ในทุกๆ บทตอนนะคะ
คุณหนูครับ อย่าเรียกวิญญาณมาเดินเล่นแบบนี้•ตอนที่ 11
วิชาที่ต้องเรียนรู้
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูครับ อย่าเรียกวิญญาณมาเดินเล่นแบบนี้ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!