กลิ่นสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของโคลนตมในดันเจี้ยนชั้นใต้ดิน ไม่เคยเป็นมิตรกับสิ่งมีชีวิตใดๆ ในโลกเสมือนจริงใบนี้ เสียงฝีเท้าของเรนกระทบกับพื้นหินแกรนิตที่ผุกร่อนดัง *ก๊อก... ก๊อก...* เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับเขากำลังเคาะจังหวะลงบนแผ่นโลหะเพื่อทดสอบความหนาแน่นของเนื้อวัสดุ ในมือของเขาไม่มีศาสตราวุธเรืองแสง หรือดาบยาวประดับอัญมณีราคาแพง มีเพียง "ท่อนเหล็กไร้คม" ยาวประมาณหนึ่งเมตรที่ดูราวกับเศษเหล็กจากกองขยะอุตสาหกรรม ทว่าผิวสัมผัสด้านกลับสะท้อนแสงคบเพลิงวับวามอย่างประหลาด
"นายแน่ใจนะว่าจุดนี้คือจุดอับสายตาของมันจริงๆ?"
ลูเซียเอ่ยกระซิบ เสียงของเธอลอดผ่านไรฟันด้วยความตึงเครียด มือเรียวบางสั่นเทาเล็กน้อยขณะกำลังประคองคถาเวทปลายผลึกแก้วสีคราม ซึ่งในยามนี้แสงในผลึกกำลังกะพริบถี่ๆ บ่งบอกถึงปริมาณมานาที่ปั่นป่วนในร่างกายของเธอ ค่ามานาติดลบอันเป็นเอกลักษณ์ของคลาสจอมเวทนอกรีตที่เธอกำลังแบกรับอยู่ ทำให้ทุกย่างก้าวมีความเสี่ยงที่จะระเบิดตัวเองจากพลังเวทส่วนเกิน
เรนไม่หันกลับไปมอง เธอผู้เป็นสหายร่วมรบกำลังยืนอยู่หลังแนวเสาหินที่หักพัง เขาย่อตัวลงต่ำ ใช้สายตากวาดมองผ่านช่องว่างของซากปรักหักพังไปยังลานกว้างเบื้องหน้า ที่ซึ่ง "การ์goyleยักษ์แห่งศิลาโบราณ" บอสประจำชั้นที่สี่ กำลังส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอจนพื้นดินสะเทือน
"คณิตศาสตร์ไม่เคยโกหกใครครับ ลูเซีย" เรนตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น เขายกมือขึ้นดันแว่นตาอย่างไร้กรอบตามความคุ้นเคยเดิม "ทุกตารางเมตรของเกมนี้ถูกเขียนขึ้นด้วยโค้ด และโค้ดทุกบรรทัดย่อมมีช่องว่างระหว่างคำสั่ง... บอสตัวนี้ถูกโปรแกรมให้ตอบสนองต่อ 'แรงสั่นสะเทือน' และ 'ความร้อนของมานา' แต่มันถูกละเลยการเขียนโค้ดตรวจสอบ 'จุดบอดเชิงมุม 15 องศา' ด้านหลังข้อต่อหัวเข่าซ้าย"
ลูเซียขมวดคิ้วมุ่น ดวงตากลมโตฉายแววฉงนระคนไม่แน่ใจ "จุดบอด? ในเกมระดับ AAA แบบนี้เนี่ยนะ? ทีมพัฒนามันปล่อยให้มีข้อผิดพลาดแบบนี้เล็ดลอดมาได้ยังไง?"
"เพราะพวกเขาใส่ใจกับการสร้างความอลังการของกราฟิก จนลืมคำนวณฟิสิกส์พื้นฐานของการกระจายน้ำหนักเมื่อวัตถุขนาดใหญ่เคลื่อนไหวต่างหากครับ" เรนยิ้มมุมปาก รอยยิ้มของช่างตีดาบผู้มองทะลุโครงสร้างของสรรพสิ่ง "สำหรับคนอื่น มันคือบอสระดับตำนานที่ไร้เทียมทาน แต่สำหรับผม... มันคือชิ้นงานโลหะที่มีรอยร้าวรอการเคาะซ้ำต่างหาก"
กรรร—!
เสียงคำรามกึกก้องสะท้อนไปทั่วห้องโถง การ์goyleยักษ์ขยับปีกหินมหึมา ฝุ่นผงร่วงกวาดลงมาจากเพดาน ดวงตาสีแดงฉานกวาดมองหาผู้บุกรุก มันสัมผัสได้ถึงความร้อนของมานาที่รั่วไหลมาจากตัวของลูเซีย ร่างยักษ์สูงสามเมตรพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วสูง แรงลมจากการพุ่งชนทำให้เส้นผมสีเงินของหญิงสาวปลิวสไว
"มาแล้ว!" ลูเซียอุทานอย่างตื่นตระหนก เธอยกคถาขึ้นโดยสัญชาตญาณ เตรียมร่ายเวทป้องกันขั้นสูง แม้จะรู้ดีว่ามันอาจดึงมานาส่วนเกินมาทำร้ายตัวเองก็ตาม
"ยังไม่ใช่ตอนนี้ครับ!" เรนคว้าข้อมือของเธอไว้ด้วยความเร็วที่เหนือกว่า แรงกระชากนั้นดึงลูเซียให้พ้นจากรัศมีพุ่งชนของบอสอย่างเฉียดฉิว ลมพายุจากการพัดผ่านซัดเอาเศษหินกระเด็นบาดแก้มของทั้งคู่จนขึ้นรอยแดงจางๆ
*โครมเบ้อเริ่ม!*
ร่างมหึมาของการ์goyleพุ่งชนเข้ากับผนังหินอย่างจัง แรงกระแทกทำให้มันมึนงงไปชั่วขณะ และนั่นคือ "จังหวะ" ที่เรนรอคอย
"ลูเซียครับ ปล่อยมานาทั้งหมดที่คุณกักเก็บไว้ ออกมาเป็นเส้นตรงความหนาแน่นต่ำพุ่งตรงไปที่ข้อต่อหัวเข่าซ้ายของมัน อย่าร่ายคาถาโจมตี แค่ระบายมันออกมาเฉยๆ!" เรนออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ไร้ซึ่งความลังเล
แม้จะสับสน แต่สัญชาตญาณและความเชื่อใจที่มีต่อชายหนุ่มทำให้ลูเซียกัดริมฝีปากแน่น เธอสะบัดคถา ปล่อยกระแสแสงสีครามเข้มพุ่งออกไปตามคำสั่ง มานาที่เคยกัดกินร่างกายของเธอถูกระบายออกไปจนหมดสิ้น สร้างความรู้สึกเบาสบายอย่างประหลาดในอก
แสงสีครามนั้นไม่ได้สร้างความเสียหายรุนแรงต่อเกราะศิลาของการ์goyle แต่มันทำหน้าที่เป็น "ตัวนำความร้อน" ที่แม่นยำ
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เรนพุ่งตัวออกไปราวกับลูกศรที่หลุดจากแหล่ง เขายกท่อนเหล็กไร้คมในมือขึ้นเหนือศีรษะ กล้ามเนื้อแขนทุกมัดเกร็งตัวขึ้นอย่างทรงพลัง น้ำหนักตัวทั้งหมดถูกถ่ายเทผ่านปลายเท้าลงสู่พื้น ก่อนจะส่งผ่านขึ้นมายังแกนกลางลำตัว และปลดปล่อยออกไปที่ปลายท่อนเหล็ก
*ปัง!*
เสียงกระทบกันระหว่างเหล็กกล้าและศิลาโบราณไม่ได้ดังสนั่นหวั่นไหว แต่มันเกิดเสียงคลื่นความถี่ต่ำ *ฮัมมมม—* ที่สั่นสะเทือนไปถึงแกนกลางของโครงสร้างบอส
ท่อนเหล็กของเรนไม่ได้ใช้ความคมในการตัดเฉือน แต่เขาใช้ "หลักการเรโซแนนซ์ (Resonance)" หรือการสั่นพ้องของคลื่น แรงกระแทกที่คำนวณมาอย่างแม่นยำ ณ จุดบอด 15 องศา และอุณหภูมิที่มานาของลูเซียเพิ่งหล่อเลี้ยงไว้ ทำให้โครงสร้างผลึกศิลาของการ์goyleเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่
*กรอบ... แกร็ก... เคร้ง!*
รอยร้าวเส้นเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่ข้อต่อหัวเข่าซ้าย ก่อนจะขยายตัวลามเลียไปทั่วทั้งขาอย่างรวดเร็วราวกับใยแมงมุม การ์goyleยักษ์ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนออกมาเป็นครั้งแรก มันเสียการทรงตัว ร่างมหึมาทรุดฮวบลงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
[ระบบแจ้งเตือน: ผู้เล่น 'เรน' และปาร์ตี้ ได้กระตุ้นเงื่อนไขลับ 'จุดบอดโครงสร้าง' สำเร็จ!]
[การ์goyleยักษ์แห่งศิลาโบราณ สูญเสียเกราะป้องกัน 100% เป็นเวลา 30 วินาที!]
ลูเซียเบิกตากว้าง มองภาพตรงหน้าด้วยความอ้าปากค้าง เธอไม่เคยเห็นบอสระดับนี้ถูกโค่นล้มลงด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวและไร้ซึ่งเวทมนตร์โจมตีรุนแรงใดๆ มาก่อน หัวใจของเธอเต้นรัวระรัว ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้าจากการใช้มานา แต่เป็นเพราะความตื่นตะลึงต่อความสามารถของชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
"ยืนเหม่ออะไรอยู่ล่ะครับ ลูเซีย" เรนหันกลับมาส่งยิ้มบางๆ ให้เธอ แววตาสوءประกายความมุ่งมั่น "งานหลักของเราเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นต่างหาก"
เขายกท่อนเหล็กไร้คมขึ้นพาดบ่า ดวงตาสคมกวาดมองไปยังร่างที่ไร้การป้องกันของบอสยักษ์ ขณะที่เสียงแจ้งเตือนจากระบบเริ่มส่งเสียงรัวเร็วยิ่งกว่าเดิม บ่งบอกว่าการกระทำของพวกเขาในครั้งนี้ได้ไปปลดล็อกบางสิ่งที่ไม่อยู่ในสารบบของดันเจี้ยน
แต่อยู่ๆ เสียงแจ้งเตือนทั่วไปก็เงียบลง... แทนที่ด้วยหน้าต่างสีแดงฉานที่มีลวดลายอักษรโบราณปรากฏขึ้นตรงหน้าของทั้งคู่ พร้อมกับอุณหภูมิในห้องโถงที่ลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว
[คำเตือนจากระบบหลัก: ตรวจพบการแทรกแซงโค้ดดันเจี้ยนในระดับรากฐาน...]
[เงื่อนไขพิเศษถูกกระตุ้น: "ผู้ทำลายล้างกฎเกณฑ์" ได้ตื่น 0%... 50%...]
เรนหุบยิ้มลงทันที เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่อยู่นอกเหนือสมการคณิตศาสตร์ที่เขาลอบคำนวณไว้
ก่อนที่แสงสีแดงนั้นจะสาดส่องจนกลกลืนทัศนียภาพทั้งหมด เสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงและเย็นเยียบราวกับเสียงคำรามจากขุมนรก ก็ดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหลังบัลลังก์ของบอส...
—โปรดติดตามตอนต่อไป—
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและตีเหล็กไปพร้อมกับผมนะครับ
ช่างตีดาบไร้คมกับจอมเวทผู้ปฏิเสธโชคชะตา•ตอนที่ 4
บอสตัวแรกที่โลกลืม
ผลงานโดย ค้อนตีเหล็กสะท้านเกม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ค้อนตีเหล็กสะท้านเกม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ช่างตีดาบไร้คมกับจอมเวทผู้ปฏิเสธโชคชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!