"กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล กับความจริงที่ว่าคุณกำลังพยายามซ่อนโค้ดคำสั่งระดับสามไว้ในระบบระบายอากาศ... สิ่งไหนมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของสถานีมากกว่ากันครับ, ร้อยเอก"
เอเลียสเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองจากจอโฮโลแกรมสามมิติที่กำลังฉายภาพโครงสร้างภายในของสถานีอวกาศรกร้าง เปลวแสงสีฟ้าจากชุดข้อมูลสะท้อนอยู่ในดวงตาสสีเทาเข้มของเขาที่นิ่งสนิทราวกับผิวน้ำในบึงลึก ความเย็นชาในน้ำเสียงของเขาไม่ใช่ความหยาบคาย แต่มันคือเกราะป้องกันที่ถูกสร้างขึ้นจากเศษซากของความทรงจำที่แหลกสลาย
คาเรน วาลอส ชะงักมือที่กำลังถือแก้วโลหะผสม เธอยืนพิงกับผนังห้องควบคุมส่วนกลางที่เต็มไปด้วยร่องรอยสนิมและรอยขีดข่วนจากการต่อสู้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน เครื่องแบบของสมาพันธ์ดวงดาวมีรอยฉีกขาดที่หัวไหล่ เผยให้เห็นผ้าพันแผลชั่วคราวและคราบเลือดแห้งกรัง แต่ท่วงท่าของเธอยังคงสง่างามและเต็มไปด้วยวินัยอันเข้มงวด ดวงตาคมกริบสีมรกตจ้องมองวิศวกรหนุ่มผู้นี้อย่างประเมินสถานการณ์
"คุณเป็นคนประเภทที่มองทุกอย่างเป็นสมการฟิสิกส์สินะครับ, คุณวอล์คเกอร์" คาเรนวางแก้วลงบนโต๊ะโลหะ เสียงกระทบกันดังสะท้อนกังวานในความเงียบ "แต่คุณลืมไปว่ามนุษย์ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยกฎเทอร์โมไดนามิกส์ เราถูกขับเคลื่อนด้วยความอยู่รอด... และบางครั้ง การทำลายระบบเล็กๆ เพื่อรักษาโครงสร้างทั้งหมดไว้ คือสิ่งที่ผู้ควบคุมกฎต้องทำ"
"นั่นคือคำพูดของคนที่พร้อมจะสละหมากทุกตัวบนกระดานเพื่อให้ตัวเองชนะ" เอเลียสหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า เธอสูงเพรียวและยืนห่างออกไปเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นอายของดินปืนและโอโซนเจือจางในอากาศระหว่างพวกเขา "คุณเรียกมันว่าการรักษาโครงสร้าง แต่ในทางวิศวกรรม สิ่งที่คุณทำเรียกว่า 'ความล้มเหลวจากความเค้นสะสม' คุณกดทับปัญหาไว้ใต้พรม จนกระทั่งแรงดันมันสูงเกินกว่าที่โลหะทนไหว... เหมือนกับที่ดาวเคราะห์ของคุณเคยทำเมื่อสิบปีก่อน"
บรรยากาศในห้องลดอุณหภูมิลดลงอย่างเฉียบพลัน คำพูดนั้นไม่ใช่แค่การวิจารณ์เชิงระบบ แต่มันคือการแทงเข้าที่แผลเป็นในอดีตของสมาพันธ์ และในขณะเดียวกันก็เป็นการขุดคุ้ยบาดแผลในใจของเอเลียสเองด้วย
คาเรนหรี่ตาลงเล็กน้อย กล้ามเนื้อกรามของเธอขยับเกร็ง ความโกรธแล่นผ่านแววตาชั่วขณะแต่ถูกระเบียบวินัยกดทับไว้ได้อย่างรวดเร็ว เธอเดินเข้าไปใกล้ขึ้น ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนเหลือเพียงช่องว่างที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด—แรงดึงดูดของสองคนที่ฉลาดเท่าทันกัน ดื้อรั้นเท่ากัน และยืนอยู่คนละฟากฝั่งของอุดมการณ์
"คุณคิดว่าคุณรู้จักความสูญเสียดีแค่ไหน, เอเลียส" น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลขึ้นอย่างน่ากลัว แต่มันคมกริบเสียยิ่งกว่าใบมีดเลเซอร์ "คุณคิดว่าการสูญเสียครอบครัวในเหตุการณ์กู้ภัยที่ล้มเหลว ทำให้คุณมองโลกอย่างทะลุปรุโปร่ง งั้นหรือ? คุณใช้ความเย็นชาเป็นเครื่องมือปฏิเสธความจริงที่ว่า... บางครั้ง เราไม่สามารถช่วยทุกคนได้ และหน้าที่ของคนเป็นผู้นำคือการเลือกคนที่สมควรมีชีวิตอยู่ต่อ"
เอเลียสรู้สึกเหมือนถูกกระชากหน้ากากออก หัวใจของเขาเต้นกระแทกซี่โครงอย่างรุนแรง ความทรงจำสีเทาหม่นของวันนั้น—วันที่ยานกู้ภัยของพ่อแม่ระเบิดกลางอวกาศเพราะความผิดพลาดในการคำนวณวงโคจรที่เขาเตือนแล้วแต่ไม่มีใครฟัง—ไหลทะลักกลับเข้ามา แต่นัยน์ตาของเขายังคงแข็งกร้าว เขาไม่ยอมแสดงความอ่อนแอออกมาให้ผู้หญิงคนนี้เห็นเด็ดขาด
"นั่นไม่ใช่การเลือก, คาเรน" เขาเรียกชื่อเธอโดยละโยธ และคำนำหน้านั้นหายไป ทำให้บทสนทนามีความใกล้ชิดอย่างไร้เหตุผล "นั่นคือความมักง่ายทางศีลธรรม คุณแต่งตั้งตัวเองเป็นผู้คุมกฎ เพื่อปิดบังความจริงที่ว่าพวกคุณต่างหากคือคนที่ทำให้จักรวาลนี้มันพังทลายทีละนิด"
พวกเขายืนจ้องตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร เสียงหึ่งๆ ของเครื่องยนต์สำรองที่กำลังจะหมดพลังงานดังเป็นฉากหลัง เงาของทั้งคู่ทอดยาวไปบนพื้นโลหะที่เย็นเยียบ ความเงียบงันปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่ เป็นความเงียบที่ไม่ได้เต็มไปด้วยความเกลียดชัง แต่เป็นความตึงเครียดของแรงระเบิดที่รอเพียงประกายไฟเพียงนิดเดียว
คาเรนเป็นฝ่ายถอนหายใจออกมาเบาๆ เธอยกมือขึ้นเสยผมสีน้ำตาลเข้มที่หลุดลุ่ยลงมาปรกหน้าผาก แววตาที่แข็งกร้าวเมื่อครู่ผ่อนคลายลงเหลือเพียงความเหนื่อยล้าที่ซ่อนเร้น "เราเถียงกันเรื่องปรัชญาจักรวาลไปก็ไม่ได้ช่วยให้เครื่องยนต์ไฮเปอร์ไดรฟ์ของสถานีนี้กลับมาทำงานหรอกนะครับ, วิศวกร"
"อย่างน้อยมันก็ทำให้เราแน่ใจว่า... เราไม่ได้กลายเป็นเครื่องจักรไปเสียก่อน" เอเลียสตอบเสียงเรียบ เขากลับหันไปสนใจจอโฮโลแกรมต่อ "โค้ดที่คุณซ่อนไว้ในระบบระบายอากาศ... มันไม่ใช่คำสั่งทำลายล้างใช่ไหมครับ? แต่มันคือรหัสผ่านเข้าถึง 'ศูนย์ข้อมูลดาวร้างที่เก้า' ต่างหาก"
รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของคาเรน เป็นรอยยิ้มแรกที่เธอแสดงออกมาตั้งแต่พวกเขาพบกัน "คุณฉลาดเกินไป, เอเลียส... และนั่นทำให้คุณอันตราย"
เธอก้าวเข้ามาประชิดยิ่งขึ้น เอื้อมมือเรียวผ่านไหล่ของเขาเพื่อแตะแป้นพิมพ์โฮโลแกรม ปลายจมูกของเธอเฉียดผ่านแก้วหูและสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวเขา กลิ่นหอมจางๆ ของสบู่สนามและสนิมเหล็กปะปนกันในอากาศ เอเลียสชะงักไปชั่ววินาที ร่างกายของเขานิ่งค้างเมื่อปลายนิ้วของเธอสัมผัสโดนปุ่มคำสั่งหลัก
รหัสผ่านถูกป้อนลงไป เสียงระบบปลดล็อกดัง *ติ๊ด* ยาวสามครั้ง แสงสีฟ้าบนจอเปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกต แผนที่สามมิติขนาดใหญ่ขยายตัวขึ้นกลางห้อง แสดงภาพโครงสร้างใต้ดินลึกสามกิโลเมตรของสถานีแห่งนี้—ไม่ใช่แค่สถานีอวกาศธรรมดา แต่เป็นห้องทดลองลับของสมาพันธ์ที่ถูกลบออกจากสารบบ
แต่สิ่งที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอหลังจากนั้น กลับทำให้ทั้งคู่ต้องหยุดหายใจ
ไม่ใช่แค่ข้อมูลการทดลอง... แต่มันคือรายชื่อผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน และหนึ่งในนั้น... มีชื่อของบุคคลที่เอเลียสคิดว่าตายไปแล้วตั้งแต่คืนวันนั้น
"พ่อของคุณ..." คาเรนกระซิบเบาๆ ข้างหูของเขา เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย "ท่านไม่ได้อยู่บนยานที่ระเบิด... ท่านถูกย้ายมาที่นี่ก่อนที่ยานจะถูกทำลาย"
เอเลียสเบิกตากว้าง จ้องมองบรรทัดข้อมูลที่กำลังกะพริบอยู่ตรงหน้า ร่างกายของเขาร้อนผ่าวและเย็นเฉียบในเวลาเดียวกัน ความจริงทั้งหมดที่เขาเชื่อมั่นมาตลอดสิบปีพังทลายลงในพริบตาเดียว
ก่อนที่เอเลียสจะได้เอ่ยปากถามอะไร ทันใดนั้น ไฟฉุกเฉินสีแดงทั่วทั้งสถานีก็ดับวูบลง เสียงสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดกรีดร้องลั่นห้องควบคุม ประตูเหล็กนิรภัยด้านหลังพวกเขาถูกกระแทกด้วยแรงมหาศาลจนบุบยุบเข้ามาด้านใน พร้อมกับเสียงฝีเท้าจำนวนมากที่กำลังวิ่งตรงมาทางนี้ด้วยความเร็วสูง และเสียงโลหะถูกตัดด้วยลำแสงเลเซอร์ที่ดังขึ้นอย่างใกล้ชิดเข้ามาทุกที
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
วิศวกรวิถีโค้งกับผู้คุมกฎแห่งดาวร้าง: รหัสลับจักรวาลที่ 9•ตอนที่ 5
บทสนทนาหลังวิกฤต
ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรวิถีโค้งกับผู้คุมกฎแห่งดาวร้าง: รหัสลับจักรวาลที่ 9 นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!