กลิ่นน้ำมันเครื่องสังเคราะห์และสนิมเหล็กเก่าเก็บอบอวลอยู่ในโพรงจมูกจนแสบปร่า มันไม่ใช่กลิ่นที่ชวนให้รื่นรมย์นัก แต่สำหรับเอเลียส วอล์คเกอร์แล้ว กลิ่นนี้มีความจริงใจมากกว่าคำสั่งจากเบื้องบนของสมาพันธ์ดวงดาวนับร้อยฉบับรวมกัน
แสงไฟสีส้มสลัวจากเครื่องเชื่อมพลาสมาสาดกระทบโครงสร้างเหล็กกล้าคาร์บอนที่บิดเบี้ยว ดวงตาสีเทาเข้มภายใต้แว่นตานิรภัยกวาดมองรอยต่อของโลหะด้วยความแม่นยำระดับมิลลิเมตร นิ้วเรียวยาวแต่หยาบกร้านตามประสาคนทำงานช่างคีบประแจทอร์กขึ้นมาขันน็อตตัวสุดท้ายด้วยแรงบิดที่คำนวณไว้ในหัวอย่างเสร็จสรรพ เสียงโลหะกระทบกันดัง *กริ๊ก* สะท้อนก้องในห้องเครื่องยนต์อับทึบของสถานีอวกาศเซนทอรี-เก้า
"คุณกำลังใช้เวลาเกินโควตาที่ระบุไว้ในมาตราแปด วรรคสาม ของสนธิสัญญาความมั่นคงเขตอภัยทาน"
น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง เอเลียสไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร กลิ่นหอมจางๆ ของสารเคมีทำความสะอาดเครื่องแบบทหารผสมกับความเย็นเยียบของระเบียบวินัย—ร้อยเอก คาเรน วาลอส ยืนกอดอกพิงกรอบประตูเหล็ก สายตาคมกริบราวกับใบมีดผ่าตัดกำลังสำรวจทุกการเคลื่อนไหวของเขา
เอเลียสค่อยๆ ถอดแว่นตานิรภัยออก วางมันลงบนโต๊ะเครื่องมืออย่างใจเย็น ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับนายทหารหญิงผู้คุมกฎ
"ถ้ามาตราแปด วรรคสาม ของคุณใส่ใจกับการซ่อมแซมท่อส่งความเย็นมากกว่าการตามติดชีวิตผมป่านนี้สถานีนี้คงไม่ต้องใช้ระบบระบายความร้อนแบบประหยัดพลังงานจนพวกเราต้องหายใจเอาคาร์บอนไดออกไซด์วนซ้ำไปซ้ำมาหรอกครับ ร้อยเอก" เอเลียสตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เจือแววประชดประชันที่อีกฝ่ายจับได้ทันที
คาเรนไม่สะทกสะท้านต่อคำเหน็บแนม เธอก้าวเท้าเข้ามาใกล้แสงไฟสลัว ร่างกายตั้งตรงสง่างาม แม้ในสถานีอวกาศที่แรงโน้มถ่วงเทียมทำงานเพียงครึ่งเดียว เธอก็ยังรักษาท่าทีราวกับกำลังยืนอยู่หน้าแถวทหารกองเกียรติยศ
"หน้าที่ของผมคือการรักษาความปลอดภัย ไม่ใช่การเป็นช่างซ่อมบำรุง และระบบระบายความร้อนที่คุณว่า... จากรายงานการตรวจสอบอัตโนมัติเมื่อสองชั่วโมงก่อน มันไม่ได้เสียหายจากความเสื่อมสภาพ" คาเรนหรี่ตาลงเล็กน้อย สังเกตปฏิกิริยาบนใบหน้าของวิศวกรหนุ่ม "มันมีร่องรอยการถูกตัดด้วยเลเซอร์ความถี่สูงอย่างจงใจ"
เอเลียสเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับว่างเปล่าไร้ความรู้สึก
"ช่างสังเกตสมกับเป็นมือหนึ่งจากหน่วยสืบสวนพิเศษนี่ครับ แล้วคุณคิดว่าใครเป็นคนทำล่ะ? ผีหลอกวิญญาณหลอนในดาวร้าง หรือว่าระบบ AI ของสถานีมันเกิดเบื่อหน่ายความเงียบขึ้นมาเลยอยากสร้างงานให้ผมทำแก้เซ็ง?"
"ผมคิดว่ามีหนูสกปรกตัวหนึ่งกำลังพยายามซ่อนหลักฐานบางอย่าง" คาเรนก้าวเข้าไปประชิดอีกนิด ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนเหลือเพียงก้าวเดียว กลิ่นอายความกดดันจากตัวเธอดันให้เอเลียสต้องถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว "และหนูตัวนั้นก็มีความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างทางวิศวกรรมของสถานีนี้ดีเสียจนน่าสงสัย... เหมือนกับคุณ เอเลียส"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงฮัมต่ำๆ ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองที่ดังลอดมาจากผนัง ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันในความสลัว มันเป็นการปะทะกันทางจิตวิทยาที่ไม่มีอาวุธ แต่คมกริบยิ่งกว่าโลหะใดๆ ในห้องนี้ เอเลียสเห็นความระแวงที่ไร้ความปรานีในดวงตาสีมรกตของคาเรน ขณะที่คาเรนเองก็สัมผัสได้ถึงกำแพงน้ำแข็งที่หนาทึบและยากจะเจาะทะลวงจากวิศวกรหนุ่ม
"ถ้าผมอยากทำลายสถานีนี้จริงๆ ร้อยเอก..." เอเลียสโน้มตัวเข้าไปใกล้ขึ้น กระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดถ้อยชัดคำ "ผมคงไม่เสียเวลามานั่งซ่อมมันให้คุณยืนจับผิดหรอกครับ ความรู้ระดับผม... ทำให้มันระเบิดเป็นจุลโดยที่ระบบตรวจจับไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำ"
"นั่นแหละคือสิ่งที่ผมกลัว..." คาเรนตอบกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอต่ำลงและจริงจังขึ้น "ความสามารถของคุณมันอันตรายเกินกว่าจะปล่อยให้ลอยนวลอยู่ตามลำพัง"
ก่อนที่บทสนทนาเชือดเฉือนจะดำเนินไปมากกว่านั้น สายตาของเอเลียสก็เหลือบไปเห็นความผิดปกติที่สะท้อนผ่านกระจกเงาของแผงควบคุมวงจรเก่าๆ ด้านหลังคาเรน
มันคือช่องว่างขนาดเล็กใต้โครงเหล็กคานรับน้ำหนักหลัก ซึ่งตามผังพิมพ์เขียวดั้งเดิมของสถานี มันควรจะเป็นพื้นที่ตันที่เต็มไปด้วยฉนวนกันความร้อน แต่ทว่า... บริเวณรอยต่อของแผ่นโลหะ กลับมีแสงไฟสีฟ้ากะพริบถี่เป็นจังหวะแปลกประหลาด—จังหวะที่ระบบตรวจสอบอัตโนมัติของสมาพันธ์ไม่มีทางตรวจจับได้ เพราะมันใช้คลื่นความถี่วิทยุยุคโบราณที่ถูกยกเลิกไปนานกว่าร้อยปีแล้ว
เอเลียสชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที สมองคำนวณความเป็นไปได้ทั้งหมดด้วยความเร็วสูง
*ไม่ใช่ความเสียหาย... แต่มันคือการส่งสัญญาณ*
"มีอะไร?" คาเรนสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในแววตาของเขา ทหารหญิงไหวตัวทันที มือเรียวเอื้อมไปแตะที่ซองบรรจุอาชีพพัลส์เลเซอร์ข้างเอวโดยสัญชาตญาณ
"เปล่าครับ..." เอเลียสฝืนยิ้มกลบเกลื่อน ขยับตัวบังแผงควบคุมนั้นไว้ด้วยร่างกายของตนเอง "แค่คิดว่า... บางทีเราอาจจะมองหาหนูผิดตัวก็ได้นะ ร้อยเอก"
ขณะที่พูด มือข้างขวาของเขาก็แอบสอดเข้าไปใต้โครงเหล็กของแผงวงจร สัมผัสเข้ากับวัตถุเย็นเฉียบที่มีพื้นผิวขรุขระไม่คุ้นมือ นิ้วของเขาเกี่ยวเอาชิ้นส่วนโลหะขนาดเท่าฝ่ามือหลุดออกมาจากช่องลับนั้นอย่างเงียบเชียบที่สุด หัวใจของเอเลียสเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนก เมื่อปลายนิ้วสัมผัสกับรหัสสลักนูนบนชิ้นส่วนนั้น—รหัสลับจักรวาลที่เก้า ที่เขาตามหามาตลอดชีวิต และมันถูกซ่อนไว้ใต้ซากเหล็กที่สมาพันธ์ประกาศว่า "ไม่มีอะไรนอกจากขยะ"
คาเรนขมวดคิ้วด้วยความไม่ไว้วางใจ เธอสังเกตเห็นเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นที่ขมับของวิศวกรหนุ่ม "คุณกำลังซ่อนอะไรอยู่ เอเลียส? ส่งมือออกมาให้ผมเห็นชัดๆ เดี๋ยวนี้!"
เอเลียสสูดหายใจเข้าลึกระงับความตื่นตระหนกทั้งหมดไว้ภายใต้หน้ากากความเยือกเย็น เขาค่อยๆ ชักมือออกจากใต้โครงเหล็กช้าๆ พร้อมกับซ่อนวัตถุดังกล่าวไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุมด้านในอย่างแนบเนียน ก่อนจะเงยหน้าสบตากับนายทหารสาวด้วยรอยยิ้มเยارหยันตามแบบฉบับ
"ผมไม่ได้ซ่อนอะไรทั้งนั้นครับร้อยเอก..." เอเลียสเว้นจังหวะเล็กน้อย ปลดปล่อยสายตาที่เต็มไปด้วยความลับดำมืดออกไป "...นอกจากความจริงที่ว่า พวกเราไม่ได้อยู่กันแค่สองคนบนสถานีนี้อย่างที่สมาพันธ์บอกหรอกครับ"
สิ้นคำพูดนั้น เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินระดับสีแดงก็กรีดร้องลั่นสถานีอวกาศ พร้อมๆ กับที่ระบบไฟฟ้าทั้งหมดดับวูบลงเหลือเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีเลือดที่สาดส่องลงบนใบหน้าของทั้งคู่ และก่อนที่คาเรนจะทันได้ชักปืนขึ้นมาเล็ง เงาดำทะมึนร่างหนึ่งก็พุ่งวาบผ่านช่องระบายอากาศเหนือศีรษะพวกเขาไป พร้อมกับเสียงหัวเราะเย็นเยียบที่ดังก้องอยู่ในความมืดมิด
แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
วิศวกรวิถีโค้งกับผู้คุมกฎแห่งดาวร้าง: รหัสลับจักรวาลที่ 9•ตอนที่ 4
ความลับใต้ซากเหล็ก
ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรวิถีโค้งกับผู้คุมกฎแห่งดาวร้าง: รหัสลับจักรวาลที่ 9 นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!