เสียงสัญญาณเตือนภัยความถี่ต่ำดังระรัวขึ้นในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงที่ให้ความรู้สึกตกใจกลัว แต่เป็นเสียงที่ประกาศความตายอย่างเลือดเย็นและเป็นระบบ หน้าจอคอนโซลหลักกะพริบเป็นสีแดงฉาน สะท้อนลงบนนัยน์ตาสีเข้มของเอเลียส วอล์คเกอร์ ที่กำลังจ้องมองตัวเลขความดันอากาศที่ร่วงกราวลงราวกับหุ้นตกในตลาดมืด
"เปอร์เซ็นต์ออกซิเจนลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ความปลอดภัยร้อยละสี่สิบ" เสียงของระบบคอมพิวเตอร์ยานสังเคราะห์รายงานเรียบๆ แต่มันดังชัดเจนพอที่จะทำให้มนุษย์สองคนที่ติดอยู่ในห้องเครื่องจำกัดสิทธิ์ตระหนักว่า เวลาของพวกเขาเหลือน้อยเต็มที
เอเลียสไม่แม้แต่จะชายตามองร้อยเอกคาเรน วาลอส ที่ยืนกอดอกอยู่พิงแผงควบคุมอีกด้านหนึ่ง เขาเพียงแต่กระชับประแจเลื่อนในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาว สมองของเขาประมวลผลด้วยความเร็วสูง คำนวณปริมาตรห้อง อัตราการรั่วไหลของก๊าซ และวิถีการไหลเวียนของอากาศตามหลักอุณหพลศาสตร์โดยไม่สนใจความกดดันรอบข้าง
"ท่อส่งก๊าซหลักถูกตัดขาด แรงดันจากภายนอกกำลังบีบให้รอยเชื่อมปริแตก" คาเรนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิทไร้ร่องรอยของความตื่นตระหนก สมกับที่ผ่านการฝึกฝนจากหน่วยรบพิเศษสมาพันธ์ดวงดาวมาอย่างโชกโชน ดวงตาคมกริบของเธอกวาดมองร่องรอยการระเบิดที่แผงวงจร "ฝีมือคนตั้งใจวินาศกรรม ไม่ใช่ความเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน"
"คุณเพิ่งสังเกตหรือครับ ร้อยเอก" เอเลียสตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้อารมณ์ขัน และแฝงความเย้ยหยันอยู่ในที "ในขณะที่คุณกำลังวิเคราะห์อาชญากรรม อากาศในปอดของเรากำลังถูกแทนที่ด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ ถ้าเราไม่ซ่อมวาล์วควบคุมแรงดันตรงนั้นภายในเจ็ดนาที คุณจะได้ไขคดีนี้ในนรกอย่างแน่นอน"
ไม่มีคำตอบโต้จากหญิงสาว มีเพียงร่างเพรียวบางแต่เต็มไปด้วยมัดกล้ามภายใต้เครื่องแบบรัดรูปที่พุ่งตัวเข้ามาประชิดแผงวงจรทันที คาเรนไม่ได้โกรธเคืองคำพูดเหน็บแนมนั้น เธอกลับมองว่าความเยือกเย็นของวิศวกรหนุ่มคือเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่เธอต้องใช้เอาชีวิตรอด เช่นเดียวกับที่เขาเองก็รู้ดีว่า สัญชาตญาณและความเด็ดขาดของเธอกقคือสิ่งที่เขาขาดไม่ได้ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้
"บอกมาว่าต้องทำอะไร ผมไม่ใช่ลูกน้องของคุณ แต่ผมเป็นคนเดียวที่รู้โครงสร้างของกระป๋องเหล็กนี่ดีกว่าใคร" คาเรนเอ่ยขณะที่มือเรียวยาวดึงแผงป้องกันออก เผยให้เห็นสายไฟนับร้อยเส้นที่กำลังสпарค์ประกายไฟสีฟ้าแปลบป๊อบ
"หยิบประแจทอร์กเบอร์สิบสองทางซ้ายมือของคุณ แล้วขันน็อตล็อกตัวที่สามจากล่างเข้าตามเข็มนาฬิกาสามรอบครึ่ง... ระวัง อย่าให้โดนสายไฟสีส้มเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นวงจรสำรองจะตัด และเราจะกลายเป็นปุ๋ยหมุนเวียนในระบบไฮโดรโปนิกส์ทันที" เอเลียสออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ยามที่เขาพูดถึงเรื่องเครื่อง
แววตาของเขาจะเปลี่ยนเป็นประกายแห่งความหลงใหลที่น่ากลัว มันคือความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่ยอมให้เกิดความผิดพลาดแม้แต่มิลลิเมตรเดียว
คาเรนทำตามคำสั่งอย่างไม่ลังเล เธอขยับเข้าไปใกล้ร่างสูงของเอเลียสจนไหล่ของทั้งคู่แทบจะแนบชิดกัน กลิ่นอายเฉพาะตัวของฝุ่นเหล็ก น้ำมันเครื่อง และกลิ่นหอมจางๆ คล้ายสนอวกาศจากตัวของหญิงสาวลอยเข้าจมูกวิศวกรหนุ่มชั่วขณะ มันเป็นความใกล้ชิดที่อันตราย ไม่ใช่เพราะความเสี่ยงจากไฟฟ้าลัดวงจร แต่เป็นเพราะแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณที่พวกเขากำลังพยายามปฏิเสธมันมาตลอด
"แน่นเกินไป... น็อตติดขัด แรงดันมันดันไว้" คาเรนกัดริมฝีปากเล็กน้อย เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นตามไรผมขณะที่เธอออกแรงบิดประแจสุดกำลัง
"เพราะคุณใช้แรงดิบมากเกินไป ศิลปะของการซ่อมแซมระบบไฮดรอลิกไม่ใช่การเอาชนะ แต่มันคือการโน้มน้าวให้โลโก้ยอมจำนนต่อแรงเหวี่ยง" เอเลียสขยับเข้าไปซ้อนด้านหลังของเธอโดยไม่รู้ตัว มือใหญ่ทาบทับลงบนมือของคาเรนที่กำประแจอยู่ สัมผัสจากความอบอุ่นของฝ่ามือชายหนุ่มผ่านถุงมือผ้าบางเฉียบ ทำให้ร้อยเอกสาวชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที
ลมหายใจของทั้งคู่รดรินกันในระยะประชิด ความเย็นเยียบของห้องเครื่องถูกแทนที่ด้วยความร้อนระอุที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากภายใน แววตาสีเข้มของเอเลียสจ้องมองต่ำลงไปยังริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันเล็กน้อยของคาเรน ก่อนจะเลื่อนขึ้นสบตากับดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นและคำถามมากมาย
"ถ้าคุณยังใช้มุมองศาเดิม เราจะหักทั้งคู่" เสียงกระซิบของเอเลียสต่ำพร่า อยู่ใกล้จนแทบจะเป็นการกระซิบข้างใบหู
"ถ้าคุณยังไม่ถอยออกไปสามเซนติเมตร ฉันจะถือว่าคุณกำลังละเมิดกฎความมั่นคงของสมาพันธ์... และฉันมีสิทธิ์ยิงคุณทิ้งได้ทันที" คาเรนขู่ด้วยน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความน่ากลัว เพราะในขณะที่เธอพูด ใบหูเนียนใสของเธอกลับขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด
มุมปากของเอเลียสกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มหายากที่ไม่ได้ปรากฏบ่อยนัก "กฎข้อไหนของสมาพันธ์ที่ห้ามไม่ให้ช่วยชีวิตตัวเองล่ะครับ ร้อยเอก"
เขากดน้ำหนักลงที่มือของเธออย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่น ปรับองศาของข้อมือให้รับกับแรงบิดตามหลักฟิสิกส์ *คลิック* เสียงกลไกโลหิตล็อกเข้าที่อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมๆ กับเสียงสัญญาณเตือนภัยสีแดงที่เปลี่ยนเป็นสีเขียว
ออกซิเจนกลับมาไหลเวียนอีกครั้ง ลมหายใจเฮือกใหญ่ถูกสูบเข้าปอดของทั้งคู่ ร่างของคาเรนผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่เธอยยังคงไม่ขยับตัวหนีจากอ้อมแขนที่โอบล้อมโดยไม่ตั้งใจของชายหนุ่ม ทั้งสองคนยังคงสบตากันนิ่ง ท่ามกลางเสียงเครื่องจักรที่ทำงานเบาลง ความเงียบที่เกิดขึ้นเต็มไปด้วยความหมายที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายด้วยคำพูด
คาเรนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อจะเอ่ยปากบางอย่าง แต่ทว่า สายตาของเธอกลับเหลือบไปเห็นบางสิ่งผ่านกระจกใสของแผงควบคุมหลักที่เพิ่งถูกเปิดออก
รอยเชื่อมที่ถูกทำลายไม่ได้เกิดจากแรงดันภายนอก... แต่มันมีรอยประทับตราสัญลักษณ์บางอย่างสลักอยู่บนเนื้อโลหะด้านในสุด เป็นตราสัญลักษณ์รูปดาวสามแฉกที่มีวงแหวนล้อมรอบ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ลับของหน่วยข่าวกรองลับขั้นสูงสุดขึ้นตรงต่อสภาวะสูงสุดของสมาพันธ์ดวงดาว... หน่วยงานเดียวกับที่สั่งให้คาเรนมาปฏิบัติภารกิจนี้
ดวงตาของคาเรนเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความตื่นตระหนกวาดผ่านแววตาที่มักจะเยือกเย็นของเธอเป็นครั้งแรก
เอเลียสสังเกตเห็นความผิดปกติในแววตานั้น เขาลดสายตามองตาม และเมื่อเห็นสัญลักษณ์ดังกล่าว รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็หายวับไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาเย็นชาที่คมกริบยิ่งกว่าใบมีด
"ดูท่าทางว่า..." เอเลียสกระซิบเบาๆ 1 ชิดริมฝีปากของหญิงสาว น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยันที่หวนกลับมาอีกครั้ง "คนที่พยายามจะฆ่าเรา ไม่ใช่โจรสลัดอวกาศที่ไหนหรอกครับ... แต่เป็นนายจ้างของคุณเองต่างหาก ร้อยเอกวาลอส"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในความมืดนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
วิศวกรวิถีโค้งกับผู้คุมกฎแห่งดาวร้าง: รหัสลับจักรวาลที่ 9•ตอนที่ 3
แรงดึงดูดที่ปฏิเสธไม่ได้
ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรวิถีโค้งกับผู้คุมกฎแห่งดาวร้าง: รหัสลับจักรวาลที่ 9 นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!