หน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าเอเลียส วอล์คเกอร์ ไม่ได้กะพริบเตือนด้วยสีแดงเพลิงอย่างที่ควรจะเป็นเมื่อระบบล่ม แต่มันกลับดับสนิทกลายเป็นสีดำสนิทอย่างไร้ความปรานี ความเงียบงันภายในห้องควบคุมหลักของสถานีวิจัยรกร้าง "โอเมก้า-เก้า" หนาทึบเสียยิ่งกว่าสุญญากาศนอกตัวอาคาร มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของเขากับเสียงเคาะนิ้วเป็นจังหวะบนโต๊ะโลหะของร้อยเอกคาเรน วาลอส ที่ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความมืด
แสงเรืองรองสีฟ้าอ่อนจากแผงพลังงานสำรองฉุกเฉินสาดกระทบสันกรามคมคายและแววตาที่เต็มไปด้วยความระแวงของนายทหารหญิง เธอยังคงรักษาท่าทีเยือกเย็นได้อย่างน่าทึ่ง แม้ว่าสถานการณ์รอบตัวจะบ่งบอกชัดเจนว่าพวกเขากำลังถูกขังอยู่ในกรงมรณะ
"สัญญาณสื่อสารทั้งหมดถูกตัดขาดจากต้นทาง ไม่ใช่ความผิดพลาดทางเทคนิค" คาเรนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบแต่เฉียบคมราวกับใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝัก "รหัสผ่านระดับสี่ที่นายเพิ่งป้อนเข้าไปเมื่อครู่ เป็นตัวจุดชนวนกลไกนิรภัยใช่ไหม เอเลียส"
เอเลียสไม่หันไปมอง เธอ มือทั้งสองข้างยังคงวางอยู่บนแป้นพิมพ์เชิงกลที่เขาดัดแปลงขึ้นเอง สายตาคมกริบกวาดมองโค้ดคำสั่งนับพันบรรทัดที่ไหลผ่านหน้าจอสำรองขนาดเล็ก ความเย็นชาในแววตาของเขาไม่ได้ลดทอนความรวดเร็วในการคิดวิเคราะห์ลงเลยแม้แต่น้อย
"ถ้าผมต้องการจะฆ่าคุณด้วยรหัสผ่าน ผมคงไม่เลือกวิธีที่ทำให้ตัวเองต้องติดอยู่กับคุณในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นี้หรอกครับ ร้อยเอก" เอเลียสตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก "มองในแง่ฟิสิกส์สิครับ การตัดสัญญาณภายนอกต้องใช้พลังงานมหาศาลจากแก,นปฏิกรณ์หลัก ซึ่งตอนนี้มันถูกควบคุมด้วยระบบล็อกอัตโนมัติ... ระบบที่เราทั้งคู่ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงตั้งแต่แรกแล้ว"
คาเรนลุกขึ้นยืนช้าๆ รองเท้าบูทหนาหนักกระทบพื้นเหล็กส่งเสียงก้องกังวานในความเงียบ เธอก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานของวิศวกรหนุ่ม ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นและแรงกดดันทางจิตวิทยาที่ต่างฝ่ายต่างพยายามครอบงำกันและกัน
ดวงตาสีเทาเข้มของคาเรนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเอเลียส ราวกับต้องการค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากความเยือกเย็นนั้น
"นายฉลาดเกินกว่าจะตกหลุมพรางง่ายๆ เอเลียส... แต่นายก็มั่นใจในตรรกะของตัวเองมากเกินไปจนมองข้าม 'ตัวแปร' ที่ควบคุมไม่ได้" คาเรนโน้มตัวลงเล็กน้อย เสียงกระซิบของเธอแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความรู้สึก "นายบอกว่านี่คือฟิสิกส์ แต่นี่มันคือเกมการเมือง และคนที่ปิดตายสถานีนี้ ไม่ได้ต้องการแค่ขังเราไว้ แต่มันกำลังรอให้เราฆ่ากันเองก่อนที่ออกซิเจนจะหมด"
เอเลียสหันกลับมาสบตาเธอ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่คืบ ความตึงเครียดไม่ได้สร้างความอึดอัด หากแต่มันคือแรงดึงดูดประหลาดที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองคนที่ยืนอยู่คนละขั้วอุดมการณ์ มืออาชีพสองคนผู้ถือครองกุญแจคนละดอกของปริศนาเดียวกัน
"คุณกลัวตายไหมครับ ร้อยเอก" เอเลียสถามด้วยน้ำเสียงที่เจือรอยยิ้มหยันเล็กๆ ที่มุมปาก
"ฉันกลัวความตายที่มีค่าไม่เท่ากับภารกิจมากกว่า" คาเรนตอบกลับทันควัน สายตาไม่หลบเลี่ยง "แล้วนายล่ะ... วอล์คเกอร์ นายยังติดอยู่กับความล้มเหลวในอดีต จนยอมตายในที่รกร้างนี่เพื่อไถ่บาปให้ตัวเองหรือเปล่า"
คำพูดนั้นราวกับลูกศิษย์ที่พุ่งตรงเข้าปักกลางใจปมในอดีตที่เอเลียสพยายามฝังกลบมันไว้ด้วยเศษเสี้ยวของสมการและฟิสิกส์ ใบหน้าของเขาตึงขึ้นเล็กน้อย รังสีความเย็นชาแผ่ซ่านรอบตัวเขายิ่งกว่าเดิม แต่ก่อนที่เขาจะได้สวนกลับด้วยถ้อยคำเชือดเฉือนใดๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ
*ติ๊ด... ติ๊ด...*
เสียงสัญญาณเตือนภัยความถี่ต่ำดังมาจากแผงควบคุมระบบระบายอากาศที่มุมห้อง แสงไฟฉุกเฉินสีส้มกะพริบถี่ขึ้นอย่างผิดปกติ
คาเรนผละตัวออกจากโต๊ะทันที สัญชาตญาณทหารตื่นตัวเต็มพิกัด มือเรียวแตะที่ซองปืนข้างเอวโดยอัตโนมัติ "นั่นไม่ใช่ระบบล่ม... มีใครกำลังควบคุมการไหลของอากาศจากภายนอก"
เอเลียสละสายตาจากคาเรน นิ้วมือเรียวยาวพ1รมลงบนแป้นพิมพ์ด้วยความเร็วสูงเพื่อดึงข้อมูลสำรองขึ้นมาแสดงผล "ไม่ใช่แค่ควบคุมครับ... พวกมันกำลังสูบออกซิเจนออกจากโซนที่เราอยู่"
ตัวเลขแสดงปริมาณออกซิเจนบนหน้าจอโฮโลแกรมร่วงหล่นลงอย่างรวดเร็ว จากร้อยละเก้า ฯลฯ เหลือแปดสิบ... เจ็ดสิบ... อากาศภายในห้องเริ่มเบาบางลงจนรู้สึกได้ถึงความแห้งผากในลำคอ การหายใจต้องใช้
"ประตูล็อกความดันโลหะถูกปิดตาย ระบบควบคุมด้วยมือถูกเชื่อมโยงกับวงจรช็อตไฟฟ้า เรากำลังถูกรมควันเหมือนหนูในกรง" คาเรนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เริ่มเคร่งเครียดขึ้น แต่สติสัมปชัญญะของเธอยังคงอยู่ครบถ้วน เธอกวาดสายตาไปรอบห้องเพื่อหาทางหนีทีไล่ "นายมีแผนสำรองทางวิศวกรรมอะไรอีกไหม วอล์คเกอร์ หรือว่าเราจะต้องมาตายด้วยกันในห้องนี้จริงๆ"
เอเลียสเงยหน้าขึ้นมองช่องระบายอากาศเพดานที่อยู่สูงขึ้นไปประมาณสามเมตร ประกายตาของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่แววตาของคนที่ยอมจำนนต่อโชคชะตา แต่เป็นประกายของนักคำนวณที่พบตัวแปรลับในสมการที่ผิดเพี้ยน
"เราไม่ได้ถูกขังไว้เพราะความผิดพลาด" เอเลียสพูดลอดไรฟัน ขณะหยิบประแจโลหะขนาดพกพาออกจากกระเป๋าคาดเอว "แต่มีใครบางคนจงใจเปิดช่องทางลับ... และถ้าผมคำนวณไม่ผิด ช่องระบายอากาศตรงนั้น เชื่อมต่อโดยตรงกับห้องควบคุมลับที่สมาพันธ์ดวงดาวพยายามปกปิดมาตลอดสิบปี"
คาเรนขมวดคิ้วมุ่น "ห้องควบคุมลับ? นายหมายถึงอะไร?"
"ผมหมายความว่า..." เอเลียสปีนขึ้นไปบนเก้าอี้โลหะอย่างคล่องแคล่ว มือข้างหนึ่งกระชากฝาครอบช่องระบายอากาศออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี เสียงเหล็กเสียดสีกันดังสนั่น "คนที่ล็อกเราไว้ ไม่ได้ต้องการฆ่าเรา แต่กำลัง 'เชื้อเชิญ' ให้เราเข้าไปข้างในต่างหากล่ะครับ"
เขายื่นมือลงมาดึงข้อมือของคาเรนให้เข้ามาใกล้ช่องระบายอากาศที่มืดสนิทและมีลมเย็นยะเยือกพัดสวนออกมา ลมหายใจของทั้งคู่กระชั้นชิดขึ้นตามปริมาณออกซิเจนที่ลดต่ำลง
ในวินาทีที่คาเรนเงยหน้าขึ้นมองความมืดเบื้องบน แสงไฟฉุกเฉินกะพริบวูบสุดท้ายพาดผ่านใบหน้าของใครบางคน—หรืออะไรบางคน—ที่กำลังจ้องมองพวกเขาลงมาจากด้านในช่องระบายอากาศนั้น ดวงตาคู่นั้นไม่ได้ฉายแววเป็นปฏิปักษ์ แต่มันเต็มไปด้วยความคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ราวกับเป็นเงาสะท้อนจากอดีตที่เอเลียสคิดว่าตายไปแล้ว
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความมืดมิดในห้วงอวกาศอันหนาวเหน็บไปด้วยกันนะครับ ไฮเปอร์ไดรฟ์
วิศวกรวิถีโค้งกับผู้คุมกฎแห่งดาวร้าง: รหัสลับจักรวาลที่ 9•ตอนที่ 11
กับดักในห้องควบคุม
ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรวิถีโค้งกับผู้คุมกฎแห่งดาวร้าง: รหัสลับจักรวาลที่ 9 นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!