“ฝ่าบาท... จดหมายฉบับนี้คือความจริงทั้งหมด... คนที่ฆ่าล้างตระกูลหลินไม่ใช่บิดาของพระนาง แต่เป็นคำสั่งจาก 'ตระกูลหลิว' ที่ร่วมมือกับคนใกล้ชิดของพระองค์ต่างหาก!”
เสียงของหลินฟางเซียนดังก้องอยู่ในโถงพระโรงที่เงียบสงัดราวกับป่าช้า แผ่นกระดาษในมือของจักรพรรดิหลงอี้เทียนสั่นเทาเพียงเล็กน้อย แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้บรรยากาศภายในห้องโถงกดดันจนแทบหายใจไม่ออก สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของเขาตวัดมองนาง ราวกับจะเค้นหาความลวงจากใบหน้าที่เรียบเฉยนั้น
“เจ้ากล้าดียังไงถึงยื่นหลักฐานชิ้นนี้ต่อหน้าข้าในยามที่ขุนนางทั้งราชสำนักกำลังจับจ้อง?” หลงอี้เทียนกดเสียงต่ำ น้ำเสียงเย็นเยียบไร้ความปราณี “เจ้ารู้หรือไม่ว่าการกล่าวหาตระกูลหลิวหมายถึงการประกาศสงครามกับฐานอำนาจที่ค้ำจุนบัลลังก์ของข้าอยู่”
หลินฟางเซียนไม่ได้หลบสายตา นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ความเจ็บปวดจากการสูญเสียครอบครัวถูกซ่อนไว้ภายใต้ดวงตาที่สงบนิ่งดั่งผิวน้ำที่ไร้กระแสลม “หม่อมฉันทราบดีเพคะ แต่ถ้าบัลลังก์ที่ฝ่าบาททรงประทับอยู่นั้นสร้างขึ้นบนกองเลือดของผู้บริสุทธิ์ที่ถูกป้ายสีด้วยเล่ห์กลของขุนนางโฉด... บัลลังก์นั้นจะมั่นคงไปได้นานเท่าใดกัน?”
“บังอาจ!” เสียงคำรามจากขุนนางฝ่ายตระกูลหลิวที่ยืนอยู่ข้างเสาต้นใหญ่ดังแทรกขึ้น “สนมหลิน เจ้ามันก็แค่นางแพศยาที่หวังปั่นหัวฝ่าบาทด้วยจดหมายปลอม! ทหาร! ลากตัวนางออกไป!”
หลินฟางเซียนแย้มยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของหลิวเมิ่ง กุ้ยเฟยที่ยืนอยู่ข้างบัลลังก์รู้สึกหนาวสะท้านถึงสันหลัง นางไม่ได้กลัวเกรงขุนนางเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
“ใครกันแน่ที่สมควรถูกลากออกไป?” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานราบเรียบ “ใต้เท้าจาง ท่านลืมไปแล้วหรือว่าตราประทับในจดหมายฉบับนี้... คือตราประจำตัวของท่านที่ทำหายไปเมื่อสามปีก่อน และข้าเป็นคนพบมันในห้องลับที่ใต้เท้าเคยใช้เป็นที่กบดาน... ข้าไม่ได้มาคนเดียว วันนี้ข้าไม่ได้มาเพื่อขอความเมตตา แต่ข้ามาเพื่อทวงคืนความยุติธรรมที่ราชสำนักแห่งนี้ลืมเลือนไป!”
สิ้นคำพูดของนาง เสียงซุบซิบเริ่มดังระงมไปทั่วราชสำนัก ขุนนางที่เคยเอนเอียงไปทางตระกูลหลิวเริ่มหันมองหน้ากันด้วยความกระวนกระวาย ความเฉลียวฉลาดของหลินฟางเซียนคืออาวุธที่น่ากลัวที่สุด นางไม่ได้เพียงแค่ใช้จดหมายฉบับเดียว แต่การที่นางสามารถดึงขุนนางฝ่ายกลางบางส่วนให้มาร่วมยืนฟังในวันนี้ คือการหักหลังตระกูลหลิวอย่างเงียบเชียบ
หลิวเมิ่งกุ้ยเฟยที่ทนดูอยู่ไม่ไหว ก้าวออกมาข้างหน้าด้วยท่าทีสง่างามทว่าแฝงความร้ายกาจ “ฝ่าบาทเพคะ อย่าได้หลงเชื่อคำยุยงของนาง นางเป็นลูกสาวของกบฏ ย่อมมีความแค้นฝังใจและต้องการทำลายบ้านเมืองให้พินาศ นางชักจูงขุนนางเหล่านั้นด้วยเล่ห์เหลี่ยมหวังจะก่อกบฏเสียเอง!”
หลงอี้เทียนมองสลับไปมาระหว่างดวงตาที่เต็มไปด้วยเพลิงแค้นของหลินฟางเซียน กับรอยยิ้มที่ดูเสแสร้งของกุ้ยเฟยหลิวเมิ่ง ในใจของเขากำลังต่อสู้ระหว่างความระแวงที่ฝังลึกกับความรู้สึกบางอย่างที่เขามีต่อนางเอกผู้แสนเยือกเย็นคนนี้
“ทุกคนหยุด!” หลงอี้เทียนตบพระหัตถ์ลงบนบัลลังก์ “วันนี้ข้าจะให้คนตรวจสอบจดหมายฉบับนี้อย่างละเอียด ใครที่เกี่ยวข้อง ข้าจะไม่ปล่อยไว้แม้แต่คนเดียว! แต่ฟางเซียน... หากเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง เจ้าต้องรู้ว่าจุดจบของเจ้าจะเป็นอย่างไร”
หลินฟางเซียนคุกเข่าลงอย่างอ่อนช้อย “หม่อมฉันพร้อมรับผลของการกระทำเพคะ หากหม่อมฉันโกหก หม่อมฉันยินดีถวายหัวแก่ฝ่าบาท...” นางก้มลงกราบ ทว่าภายใต้เงาผมที่ปิดปังใบหน้า แววตาของนางกลับฉายชัดถึงความมั่นใจ นางกุมความลับที่ใหญ่กว่านั้นไว้ในมือ ความลับที่แม้แต่หลงอี้เทียนก็ยังไม่ล่วงรู้
เมื่อขบวนเสด็จของฮ่องเต้ผ่านพ้นไป ความวุ่นวายในราชสำนักก็เริ่มก่อตัวขึ้น ขุนนางฝ่ายตระกูลหลิวพยายามติดต่อคนของตนเพื่อทำลายหลักฐานที่เหลือ ส่วนฝ่ายขุนนางเก่าแก่ที่เคยภักดีต่อตระกูลหลินต่างก็เริ่มขยับตัวตามคำสั่งลับของหลินฟางเซียนที่ส่งผ่านนางกำนัลคนสนิท
ในค่ำคืนที่ลมหนาวพัดผ่านวังหลัง หลินฟางเซียนนั่งอยู่ลำพังในตำหนักที่เงียบเหงา เสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวเข้ามาในห้อง นางไม่จำเป็นต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร
“เจ้าทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกันแน่? การลากตระกูลหลิวลงเหว มันไม่ได้ทำให้ชีวิตของเจ้าสุขสบายขึ้นเลย” เสียงทุ้มต่ำของหลงอี้เทียนดังขึ้นจากด้านหลัง เขาเดินเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบุรุษที่อบอวล
“ความสุขสบายไม่ใช่สิ่งที่หม่อมฉันต้องการเพคะฝ่าบาท สิ่งที่หม่อมฉันต้องการ คือการได้เห็นคนที่ทำลายชีวิตผู้อื่นต้องชดใช้ด้วยชีวิตเช่นกัน” นางหันกลับมาประจันหน้า ดวงตาสองคู่ประสานกัน ความเงียบขยายตัวออกจนเกือบจะกลายเป็นความร้อนแรง
หลงอี้เทียนยื่นมือมาเชยคางนางไว้ นิ้วหัวแม่มือสัมผัสเบาๆ ที่ริมฝีปากนุ่ม “เจ้ามันนางมารร้ายที่ซ่อนอยู่ในคราบหญิงงาม แต่ก็น่าแปลก... ข้ากลับไม่สามารถละสายตาจากเจ้าได้เลยสักวินาทีเดียว”
ขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนน่าอึดอัด ประตูตำหนักกลับถูกผลักออกอย่างแรงโดยไม่ได้อนุญาต หลิวเมิ่งกุ้ยเฟยเดินเข้ามาพร้อมกับองครักษ์ท่าทางดุดันหกนาย ในมือของนางกำกริชเล่มหนึ่งไว้แน่น ดวงตาที่เคยงดงามกลับแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น
“ฝ่าบาท... หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจจะรบกวนเวลาส่วนตัว แต่ในเมื่อพระองค์ทรงเห็นค่าของนังแพศยานี่มากกว่าตระกูลที่จงรักภักดีต่อพระองค์มาหลายชั่วอายุคน วันนี้หม่อมฉันก็คงต้องขอจัดการเรื่องนี้ด้วยวิธีของหม่อมฉันเอง!” หลิวเมิ่งพุ่งตัวเข้าหาหลินฟางเซียนด้วยความเร็วที่เหนือความคาดหมาย
ทว่าก่อนที่กริชนั้นจะถึงตัว หลินฟางเซียนกลับคว้าข้อมือของหลิวเมิ่งไว้ได้อย่างแม่นยำด้วยมือเพียงข้างเดียว แววตาของนางเปลี่ยนจากความสงบเป็นความเย็นชาดุจน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ นางกระซิบข้างหูของกุ้ยเฟยด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังใจสั่นสะท้าน
“ท่านเข้าใจผิดแล้วหลิวเมิ่ง... กริชเล่มนี้ไม่เหมาะกับมือของท่านหรอก เพราะคนที่ควรตายในคืนนี้... ไม่ใช่ข้า แต่เป็นคนที่มีความลับดำมืดที่สุดในห้องนี้ต่างหาก”
ทันใดนั้นเอง บานหน้าต่างตำหนักก็พังทะลายลงพร้อมกับเงาร่างของนักฆ่าชุดดำนับสิบคนพุ่งทะยานเข้ามา ความโกลาหลเกิดขึ้นในพริบตา และท่ามกลางความมืดมิดนั้น เสียงหนึ่งที่หลินฟางเซียนหวาดกลัวที่สุดก็ดังขึ้นจากมุมมืด... เสียงของบิดาผู้ที่นางเชื่อว่าตายไปแล้ว!
หวังว่ารี้ดเดอร์ทุกท่านจะสนุกไปกับแผนการอันแยบยลของหลินฟางเซียนในตอนนี้นะคะ แล้วพบกันตอนหน้าค่ะ!
เล่ห์รักยอดหทัย: ชายาสองหน้าผู้พลิกบัลลังก์•ตอนที่ 23
รอยร้าวในราชสำนัก
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักยอดหทัย: ชายาสองหน้าผู้พลิกบัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!