“เจ้ากล้าสาบานต่อหน้าดวงวิญญาณบรรพชนหรือไม่... ว่าตราประทับลับของแม่ทัพหลิน ไม่เคยถูกเก็บไว้ในตำหนักของเจ้า”
น้ำเสียงของจักรพรรดิหลงอี้เทียนทุ้มต่ำ ทว่าดั่งคมมีดที่กรีดลงบนความเงียบงันภายในห้องทรงอักษร กลิ่นกำยานไม้จันทน์ที่เคยให้ความรู้สึกผ่อนคลาย บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยไอสังหารที่ชวนให้อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
หลินฟางเซียนยืนตัวตรงนิ่งสงบ นางไม่ได้คุกเข่าอ้อนวอน แววตาคู่สวยที่เคยอ่อนหวานบัดนี้กลับราบเรียบดุจผิวน้ำในบ่อนิ่ง ทว่าภายในใจกลับหมุนวนด้วยความระมัดระวัง นางรู้ดีว่านี่คือกับดัก หากตอบว่า ‘ไม่เคย’ แล้วพระองค์ตรวจพบภายหลังเท่ากับหลอกลวงเบื้องสูง หากตอบว่า ‘เคย’ เท่ากับยอมรับว่านางมีส่วนพัวพันกับกบฏที่ตระกูลนางถูกกล่าวหา
“ฝ่าบาทเพคะ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น “หากหม่อมฉันสาบานด้วยความเท็จ หม่อมฉันย่อมต้องชดใช้ด้วยชีวิต แต่หากฝ่าบาทเชื่อในคำครหาของคนเพียงไม่กี่คน แล้วให้คำสาบานของหม่อมฉันเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อใช้พิพากษา... เช่นนั้นแล้ว ความภักดีที่หม่อมฉันมอบให้ตลอดมา มีค่าเท่ากับเศษธุลีในสายพระเนตรพระองค์หรือไม่เพคะ”
หลงอี้เทียนวางพู่กันในมือลงเสียงดัง ‘ปัง’ ร่างสูงสง่าลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวยาวๆ เข้ามาประชิดตัวนาง กลิ่นอายของบุรุษผู้กุมอำนาจสูงสุดในแผ่นดินกดทับลงมาจนลมหายใจของนางติดขัด มือหนาเชยคางนางขึ้น บังคับให้สบตากับดวงตาที่ราวกับพยัคฆ์ร้ายที่กำลังจ้องจับเหยื่อ
“คนของข้าพบกล่องไม้ลงอาคมในห้องลับของเจ้าที่ตำหนักบูรพา ฟางเซียน... เจ้าจะอธิบายว่าอย่างไร?”
หลินฟางเซียนยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสุข ทว่าแฝงไว้ด้วยความหยามหยันตนเอง “ตำหนักบูรพาเป็นของหลวง ผู้ใดจะเข้าออกย่อมต้องผ่านการอนุญาตของพนักงานวัง หรือบางที... อาจจะมีหนอนบ่อนไส้ที่จงใจหยิบยื่น ‘ของขวัญ’ ชิ้นนี้มาให้หม่อมฉัน เพื่อทดสอบดูว่าฝ่าบาทจะทรงใช้ดาบในมือประหารคนของพระองค์เองได้รวดเร็วเพียงใด”
ดวงตาของหลงอี้เทียนวูบไหวไปชั่วขณะ ความเฉลียวฉลาดที่ทำให้นางโดดเด่นมักจะเป็นดาบสองคมเสมอ เขารักความฉลาดของนาง แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็หวาดกลัวว่าสักวันนางจะใช้ความฉลาดนั้นชักใยเขา
“เจ้ากำลังกล่าวหาหลิวเมิ่ง?” เขาถามเสียงเย็น
“หม่อมฉันไม่ได้กล่าวชื่อผู้ใด” นางก้มหน้าลงเล็กน้อย ปล่อยให้ปอยผมตกลงปรกข้างแก้ม “หม่อมฉันเพียงแต่เตือนว่า ในวังหลังแห่งนี้ ความจริงมักถูกบิดเบือนด้วยอำนาจและอคติ ฝ่าบาททรงเป็นจักรพรรดิผู้ปราดเปรื่อง ย่อมต้องทรงทราบดีกว่าใครว่าอะไรคือ ‘ความจริง’ และอะไรคือ ‘ละครฉากใหญ่’ ที่ถูกจัดวางไว้”
บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะขาดผึง หลงอี้เทียนบีบคางนางแน่นขึ้นอีกนิดก่อนจะผละออกอย่างแรง “กลับไปรอคำสั่งที่ตำหนักของเจ้า ห้ามผู้ใดเข้าออกจนกว่าข้าจะตรวจสอบเรื่องนี้จนกระจ่าง หากพบว่าเจ้าโกหกแม้เพียงครึ่งคำ... อย่าว่าแต่ตระกูลหลินเลย แม้แต่ชื่อของเจ้าก็จะไม่เหลือให้ประวัติศาสตร์จารึก!”
หลินฟางเซียนทำความเคารพอย่างงดงามก่อนจะถอยหลังออกไป ใบหน้าของนางยังคงนิ่งเฉยทว่าหัวใจกลับเต้นรัวดั่งกลองศึก เมื่อก้าวพ้นประตูห้องทรงอักษร กุ้ยเฟยหลิวเมิ่งที่ยืนรออยู่พร้อมเหล่าขันทีก็ปรากฏกายขึ้น นางในชุดผ้าไหมสีแดงเพลิงเดินตรงมาหาด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน
“ดูเหมือนสนมฟางเซียนจะโดนเรียกไป ‘ตักเตือน’ หนักหน่อยนะ” หลิวเมิ่งเอ่ยพลางใช้เล็บยาวแหลมกรีดกรายไปตามอากาศ “อยู่ในตำหนักให้ดีล่ะ เพราะบางที... คืนนี้เจ้าอาจจะไม่ได้นอนบนเตียงนุ่มๆ ของเจ้าอีกต่อไป”
หลินฟางเซียนหยุดเดิน หันมาสบตาอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เย็นเยียบจนหลิวเมิ่งชะงัก “กุ้ยเฟยเพคะ กล่องไม้ใบนั้น... ดูเก่าแก่และมีรอยถลอกตรงมุมขวา ข้าจำได้ว่ามันเป็นกล่องที่ท่านพี่หญิงเคยได้รับพระราชทานจากฝ่าบาทเมื่อปีก่อน ไม่นึกเลยว่าท่านจะใจกว้างถึงขนาดนำมาให้ข้าใช้ ‘เก็บความลับ’ ของท่านแบบนี้”
หลิวเมิ่งหน้าถอดสีไปวูบหนึ่ง “เจ้า... เจ้าพูดจาเหลวไหล!”
“เหลวไหลหรือไม่ ฝ่าบาททรงมีสายพระเนตรที่กว้างไกลเพคะ” หลินฟางเซียนขยับเข้าไปใกล้ กระซิบเสียงเบาจนได้ยินกันเพียงสองคน “สิ่งที่อยู่ในกล่องนั้นอาจจะเป็นตราประทับปลอม แต่เศษกระดาษที่ติดอยู่ที่ก้นกล่อง... คือจดหมายโต้ตอบลับระหว่างท่านกับขุนนางกังฉินที่ขายชาติ ข้าไม่ได้ขโมยมันมา แต่ข้า ‘สลับ’ มันทันทีที่คนของท่านวางมันลงในห้องลับของข้า”
สีหน้าของหลิวเมิ่งบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น แต่นางต้องรักษาท่าทีต่อหน้าข้าราชบริพารโดยรอบ
“ฝ่าบาทไม่ได้เรียกข้าไปเพื่อสอบสวน” หลินฟางเซียนยิ้มหวานหยด “แต่พระองค์เรียกข้าไปเพื่อฟัง ‘ความจริง’ ที่ข้าจงใจทิ้งไว้ให้พระองค์ค้นหาในห้องลับแทนกล่องใบนั้นต่างหาก”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของมหาขันทีประจำพระองค์ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับองครักษ์เสื้อแพรนับสิบชีวิตที่กรูเข้ามาล้อมรอบตำหนักหลิวเมิ่งเอาไว้ หลิวเมิ่งหน้าซีดเผือดขณะที่มหาขันทีประกาศก้องด้วยน้ำเสียงกังวาน
“รับสั่งด่วนจากฝ่าบาท! ตรวจค้นตำหนักกุ้ยเฟยหลิวเมิ่ง ห้ามผู้ใดขัดขืนเป็นอันขาด!”
หลินฟางเซียนหันกลับมามองใบหน้าอันตื่นตระหนกของคู่ปรับตลอดกาล นางรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่นางก็มั่นใจว่า หมากตัวนี้ที่นางเดิน... จะทำให้หลิวเมิ่งไม่สามารถผงาดขึ้นมาทำร้ายใครได้อีกพักใหญ่
ทว่าก่อนที่หลินฟางเซียนจะทันได้ก้าวเดินจากไป เสียงกระซิบจากเงามืดด้านหลังกำแพงวังก็ทำให้ฝีเท้าของนางหยุดชะงักลง
“เจ้าคิดว่าเจ้าชนะแล้วหรือ... ฟางเซียน?” เสียงนั้นเป็นเสียงของผู้ชายที่คุ้นเคยยิ่งกว่าใคร แต่มิใช่เสียงของจักรพรรดิหลงอี้เทียน “เจ้าลืมไปแล้วหรือว่า แท้จริงแล้ว ‘กล่องไม้’ ใบนั้น ใครกันแน่ที่เป็นคนมอบให้เจ้าตั้งแต่วันแรกที่เข้าวัง... คนที่เจ้าเรียกว่าพี่สาว... แท้จริงแล้วอาจเป็นคนคนเดียวกับคนที่วางแผนทำลายตระกูลเจ้าแต่แรก”
ร่างของหลินฟางเซียนชาวาบไปทั้งร่าง เมื่อเงาร่างของบุรุษลึกลับก้าวออกมาจากมุมมืด... เขาคือ ‘หลินเฟย’ พี่ชายที่ทุกคนต่างเชื่อว่าตายไปในสมรภูมิเมื่อสามปีก่อน!
ไป๋เหลียนฮวาหวังว่าทุกท่านจะร่วมลุ้นระทึกไปกับสถานการณ์ที่พลิกผันเกินคาดคิดนี้ในบทต่อไปนะคะ!
เล่ห์รักยอดหทัย: ชายาสองหน้าผู้พลิกบัลลังก์•ตอนที่ 12
สายสัมพันธ์ที่สั่นคลอน
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักยอดหทัย: ชายาสองหน้าผู้พลิกบัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!