“ลายมือนี้... ไม่มีทางเป็นไปได้”
หลินฟางเซียนพึมพำ น้ำเสียงของนางแหบแห้งจนแทบไร้ซุ่มเสียง กระดาษแผ่นบางที่ถืออยู่ในมือสั่นระริกราวกับใบไม้ที่ถูกลมพายุพัดโหม กลิ่นหมึกจีนราคาแพงที่คุ้นเคย กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาที่อบอวลอยู่บนกระดาษแผ่นนี้ คือกลิ่นเดียวกับที่ติดอยู่บนอาภรณ์ของคนที่นางมอบทั้งใจและชีวิตให้
หัวใจของนางดิ่งวูบลงสู่หุบเหวแห่งความเย็นเยียบ
ในห้องพระอักษรที่เงียบงันจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวแรงของตัวเอง นางไม่ได้ถอยไปพิงเสาเพียงเพื่อทรงตัว แต่เพื่อหยั่งเชิงว่าความจริงที่ปรากฏตรงหน้าจะทำให้นางล้มละลายทางความรู้สึกได้ถึงเพียงไหน หลักฐานชิ้นนี้ไม่ใช่แค่การโยนความผิด แต่มันคือการประกาศว่า ทุกห้วงคำนึงที่นางเคยมีให้ 'เขา' คือความโง่เขลาที่ถูกต้อนเข้าสู่กรงขัง
“ฮองเฮา... ท่านทรงเป็นอะไรไปเพคะ?”
เสียงของ ‘จื่อหราน’ ข้ารับใช้คนสนิทที่อยู่ข้างกายนางมาตลอดดังขึ้นด้วยความร้อนรน นางรีบก้าวเข้ามาหมายจะประคอง แต่หลินฟางเซียนกลับยกมือขึ้นห้ามด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ความโศกเศร้าถูกฉาบทับด้วยความเย็นชาที่กรีดลึกถึงกระดูก
“เก็บความรู้สึกของเจ้าไว้ให้ดี จื่อหราน” หลินฟางเซียนกล่าวพลางคลี่กระดาษแผ่นนั้นวางลงบนโต๊ะไม้หอมด้วยท่าทางนิ่งสนิท “วันนี้ ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อร่ำไห้ให้กับความรักที่ตายไปแล้ว แต่ข้ามาเพื่อ ‘ปิดบัญชี’ กับคนที่ขีดเส้นชีวิตข้าให้กลายเป็นตัวหมากตัวหนึ่ง”
หลินฟางเซียนเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังท้องฟ้ามืดมิดยามราตรีที่วังหลวงอันโอ่อ่าซ่อนความเน่าเฟะไว้เบื้องหลัง ลมหายใจของนางเริ่มคงที่ ความสั่นไหวในดวงตาหายไป เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่น่าสะพรึงกลัว ในเมื่อเขาเลือกที่จะหักหลังนางด้วยรอยยิ้มและคำลวง นางก็จะคืนสนองให้เขาได้เห็นว่า 'ดอกบัวขาว' อย่างนาง เมื่อกลายเป็นดอกบัวอาบยาพิษ จะสวยงามและอันตรายเพียงใด
“กุ้ยเฟยหลิวเมิ่งคิดว่านางกุมอำนาจไว้ในมือด้วยตระกูลหลิว แต่หากนางรู้ว่าคนที่นางคอยรับคำสั่งอยู่นั้นกำลังจะถูกนางดึงลงเหวไปพร้อมกับข้า นางจะยังหัวเราะออกอยู่หรือไม่?” นางเอ่ยถามตนเองเบาๆ ก่อนจะหันไปหาจื่อหราน “ไปตามคนของเรามา ทุกคนที่ยังซื่อสัตย์ต่อตระกูลหลิน... คืนนี้เราจะเริ่มเกมกระดานสุดท้าย”
จื่อหรานชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะค้อมศีรษะลงต่ำ “พระมเหสี... หากแผนนี้ผิดพลาด พระองค์จะไม่มีทางหวนคืนสู่ตำแหน่งเดิมได้อีกเลยนะเพคะ”
“หวนคืนงั้นหรือ?” ฟางเซียนแค่นยิ้มที่มุมปาก “ข้าไม่เคยต้องการตำแหน่งที่ได้มาจากเศษเสี้ยวความรักจอมปลอมนั่นอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่ข้าต้องการคือการเผาทุกอย่างให้สิ้นซาก เพื่อให้วิญญาณของท่านพ่อและท่านแม่ได้รับความยุติธรรมเสียที”
นางหยิบพู่กันขึ้นมาจรดลงบนกระดาษแผ่นใหม่ ลายมือที่เคยอ่อนช้อยงดงามบัดนี้กลับเฉียบคมและเด็ดขาด นางเขียนจดหมายนัดหมายฉบับสำคัญถึง ‘หลิวเมิ่ง’ ศัตรูคู่อาฆาตที่นางรู้ดีว่านางผู้นี้เปรียบเสมือนสุนัขรับใช้ที่รอคอยการทรยศเจ้านายอยู่เสมอ นางจะใช้ความระแวงของหลิวเมิ่งให้เป็นประโยชน์ ให้มันกลายเป็นอาวุธที่หันกลับไปทิ่มแทงหัวใจของจักรพรรดิหลงอี้เทียน
“พระองค์หลอกใช้ข้ามานานหลายปี... คราวนี้ถึงตาข้าบ้างที่ต้องเป็นคนเขียนบทละครฉากสุดท้ายนี้เอง”
เวลาล่วงเลยไปจนเกือบยามสาม บรรยากาศภายในตำหนักเย็นเยียบลงราวกับสุสาน จู่ๆ เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและจังหวะการเดินที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากหน้าประตู หลินฟางเซียนไม่ได้หันไปมอง นางรู้ดีว่าคือใคร รัศมีอำนาจที่กดทับลงมาในห้องนี้ไม่มีใครอื่นนอกจากบุรุษผู้เป็นเจ้าของแผ่นดิน
บานประตูไม้แกะสลักถูกผลักออกอย่างแรง ‘จักรพรรดิหลงอี้เทียน’ ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ทว่าดวงตากลับจับจ้องมาที่นางด้วยประกายที่คาดเดาไม่ได้ เขาสวมชุดคลุมสีดำสนิท ซึ่งดูขัดแย้งกับแสงโคมไฟที่ไหวระริก
“ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เจ้ายังไม่นอนอีกหรือ... ฟางเซียน?” เสียงของเขาต่ำลึก แฝงด้วยกระแสอำนาจที่พยายามกดทับนางให้จำนนเช่นเคย
หลินฟางเซียนหมุนตัวกลับมา เผชิญหน้ากับเขาโดยไม่หลบสายตา รอยยิ้มบางเบาที่นางมอบให้เขานั้นช่างดูว่างเปล่าและห่างเหินเสียจนคนมองรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าใจหาย
“หม่อมฉันกำลังรอคอยคนผู้หนึ่งอยู่เพคะ...” นางเว้นจังหวะ เดินเข้าไปใกล้เขาจนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่คืบ “คนที่หม่อมฉันเคยรักสุดหัวใจ... แต่ตอนนี้ดูเหมือนหม่อมฉันจะเริ่มเกลียดเขาขึ้นมาจับขั้วหัวใจเสียแล้ว”
หลงอี้เทียนชะงักไปครู่หนึ่ง มือหนาที่เอื้อมมาจะแตะใบหน้านางหยุดค้างอยู่กลางอากาศ เขามองเห็นความรังเกียจที่ซ่อนอยู่ในแววตาคู่นั้นอย่างชัดเจน แต่อีกใจหนึ่งเขากลับรู้สึกถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา ราวกับว่าหญิงสาวตรงหน้าไม่ใช่หลินฟางเซียนที่อ่อนโยนคนเดิมอีกต่อไป
“เจ้าพูดเรื่องอะไร?” เขาถามเสียงเข้ม
“พูดถึง... หลักฐานชิ้นนี้อย่างไรเล่าเพคะ” นางหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมา วางไว้ตรงหน้าอกของเขา “ลายมือที่แสนคุ้นเคยของฝ่าบาท... หม่อมฉันยังจำได้ดีว่ามันสวยงามเพียงใดตอนที่ท่านเขียนจดหมายรักฉบับแรกให้ข้า แต่ท่านลืมไปหรือไม่... ว่าข้านี่แหละที่เป็นคนสอนท่านให้จับพู่กันเขียนอักษรตัวแรกในวังหลวงแห่งนี้”
บรรยากาศในห้องเงียบกริบจนได้ยินเสียงมอดไม้เผาไหม้ในเตาผิง หลงอี้เทียนนิ่งงันไป แววตาดุดันเริ่มฉายความตระหนกที่พยายามปกปิดไว้ภายใต้หน้ากากจักรพรรดิ
ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะเอ่ยแก้ต่าง เสียงฝีเท้าของนางกำนัลผู้หนึ่งก็ดังขึ้นหน้าประตูด้วยความตื่นตระหนก “ฝ่าบาท! พระมเหสี! กองกำลังรักษาพระองค์กำลังล้อมตำหนักบรรทมของกุ้ยเฟยหลิวเมิ่งไว้หมดแล้วเพคะ!”
สิ้นเสียงนั้น ร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว กลิ่นเลือดคละคลุ้งมาพร้อมกับเขา... นั่นคือองครักษ์เงาที่นางสั่งการไว้ เขาคุกเข่าลงต่อหน้าทั้งสองคนด้วยท่าทางรีบร้อน
“ทูลฝ่าบาท... หลิวเมิ่งถูกลอบสังหารในห้องบรรทม แต่ก่อนสิ้นลม นางได้ทิ้งถุงผ้าปักตราสัญลักษณ์หนึ่งไว้... เป็นตราของ ‘ราชวงศ์เก่า’ ที่ควรจะสูญสิ้นไปนานแล้วพะยะค่ะ!”
หลินฟางเซียนมองดวงตาของหลงอี้เทียนที่เบิกกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นางขยับยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะ ในขณะที่เขาหันมามองนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงและความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นมาถึงขีดสุด
“เจ้า... วางแผนทั้งหมดนี้งั้นหรือ?”
หลินฟางเซียนไม่ตอบ แต่นางค่อยๆ ก้าวถอยหลังออกไปสู่เงามืดของห้อง ทิ้งให้เขายืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางความสับสนและความฉิบหายที่กำลังรออยู่เบื้องหน้า
ในค่ำคืนที่อำนาจกำลังสั่นคลอน เงาร่างหนึ่งที่ยืนอยู่บนหลังคาตำหนักกำลังมองลงมาด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ มือของเขากำตราสัญลักษณ์เลียนแบบนั้นไว้แน่น ก่อนจะกระโดดหายไปในความมืดมิดทิ้งให้วังหลวงตกอยู่ในความโกลาหลที่ไม่มีวันหวนคืน!
หวังว่าเนื้อหาในตอนที่ 25 นี้จะทำให้ทุกท่านตื่นเต้นและลุ้นไปกับก้าวต่อไปของฟางเซียนนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
เล่ห์รักยอดหทัย: ชายาสองหน้าผู้พลิกบัลลังก์•ตอนที่ 25
ตัดสินใจทิ้งทวน
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักยอดหทัย: ชายาสองหน้าผู้พลิกบัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!