เปลวไฟสีส้มอมแดงที่เต้นระบำอยู่บนกองฟืนแห้ง ไม่เพียงแต่ขับไล่ความหนาวเหน็บระดับกระดูกแตกออกไปชั่วคราว หากแต่มันยังสาดแสงวับแวมตกกระทบลงบนใบหน้าด้านข้างของสตรีผู้เลอโฉมดั่งภาพวาด นางนั่งขัดสมาธิอยู่บนแผ่นศิลาเรียบ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวหิมะแรกฤดูไม่มีแม้รอยเปื้อน แม้สถานการณ์ภายนอกจะกู่ก้องด้วยเสียงคำรามของพายุหิมะที่โหมกระหน่ำราวกรรแสงแห่งอสูรร้าย แต่วิญญาณและกายเนื้อของ ‘เซียนหานเหมย’ กลับสงบนิ่งดั่งบึงน้ำโบราณไร้ระลอกคลื่น
ทว่า ความเงียบงันภายในถ้ำลึกลับแห่งนี้ กลับหนักหน่วงยิ่งกว่ามวลพายุยักษ์เบื้องนอก
“เจ้ากล่าวหาว่าความยุติธรรมของข้าเป็นเพียงความเย่อหยิ่งของคนโง่เง่าผู้หนึ่งกระนั้นหรือ?”
สุ้มเสียงของฟางหรงแหบพร่าเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบดั่งคมกระบี่สะท้อนภาพเปลวเพลิงที่กำลังไหววูบ เขาใช้มือข้างหนึ่งกุมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ที่วางพาดอยู่บนตัก ขณะที่มืออีกข้างคีบกิ่งไม้แห้งเขี่ยกองไฟให้ประกายไฟแตกกระจายวับวับ
เซียนหานเหมยค่อย ๆ ปรือเปลือกตาขึ้น ชายตามองบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นกบฏแห่งยุทธภพ แววตาของนางเย็นเยียบ ไร้ซึ่งความปรานี ราวกับหิมะพันปีที่ไม่เคยละลายจากยอดเขา “ฟางหรง... สิ่งที่เจ้าเรียกว่า ‘ความแค้นล้างตระกูล’ และการเที่ยวไล่สังหารเจ้าเมืองทุจริตเหล่านั้นโดยไม่ผ่านกระบวนการตัดสินของสำนักฟ้าดิน แท้จริงแล้วมันต่างอันใดกับสุนัขป่าบ้าคลั่งที่กัดกินทุกสิ่งที่ขวางหน้า? เจ้าใช้คมกระบี่พิพากษาตามอำเภอใจ โดยหลงคิดว่านั่นคือความหาญกล้าและเที่ยงธรรม ช่างน่าสมเพชนิยายปรัมปราที่เจ้ายึดถือเสียจริง”
คำพูดของนางเฉียบคมดั่งเศษน้ำแข็งที่กรีดผ่านผิวเนื้อ แม้จะเจ็บปวด แต่ฟางหรงกลับไม่แสดงอาการโกรธเกรี้ยว เขากลับแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แฝงไว้ด้วยความร้าวรานและรอยยิ้มเย้ยหยันโชคชะตา
“กระบวนการของสำนักฟ้าดินงั้นหรือ?” ฟางหรงเงยหน้าขึ้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง “เจ้าพิทักษ์ระเบียบ กฎเกณฑ์ และความสงบเรียบร้อยของใต้หล้า... แต่เคยเงี่ยหูฟังเสียงร่ำไห้ของชาวประชาเบื้องล่างบ้างหรือไม่? เจ้าเมืองเหล่านั้นร่ำรวยบนคราบน้ำตาและเลือดเนื้อของราษฎรนับหมื่น กฎหมายของพวกเจ้าคือเกราะคุ้มกันให้คนชั่วรอดพ้น แต่กลับบดขยี้ผู้บริสุทธิ์ให้จมดิน หากข้าไม่ยกกระบี่ขึ้นทวงถามความยุติธรรมด้วยโลหิตแล้วไซร้ สวรรค์ที่เจ้ายึดถือนั้นเคยส่งเสียงตอบรับความทุกข์ระทมของพวกเขาสักครั้งหรือไม่เล่า!”
บรรยากาศภายในถ้ำพลันเย็นเยียบลงอีกคณาจารย์ ปราณวิญญาณรอบกายของเซียนหานเหมยปั่นป่วนขึ้นมาวูบหนึ่งจนเกล็ดน้ำแข็งบนผนังถ้ำรอบตัวนางร้าวระพัง นางลุกขึ้นยืนช้า ๆ ความสูงระหงและรัศมีอันสูงส่งของธิดาตำหนักหิมะกดดันให้บรรยากาศอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
“ความโกลาหลคือต้นเหตุแห่งความหายนะ” เซียนหานเหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด ก้าวเข้าไปใกล้กองไฟอีกครึ่งก้าว จนเงาของนางทาบทับร่างของฟางหรง “หากทุกคนใช้ความแค้นส่วนตัวเป็นบรรทัดฐานแห่งความถูกต้อง โลกใบนี้คงไม่เหลือแม้แต่เศษซากอารยธรรม กฎเกณฑ์มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้มนุษย์ตกต่ำลงไปสู่สัญชาตญาณดิบเถื่อนของเดรัจฉาน เจ้าอ้างความกตัญญูเพื่อฆ่าคน แต่อย่าลืมว่าดาบที่เจ้าถืออยู่ กำลังสร้างรอยแผลใหม่ให้แก่แผ่นดินนี้ไม่มีที่สิ้นสุด”
ฟางหรงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ คำพูดของนางสั่นคลอนหัวใจที่ด้านชาของเขา ไม่ใช่เพราะเหตุผลของนางถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นเพราะแววตาคู่ที่สะท้อนความห่วงใยอันลึกล้ำ ซึ่งถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเย็นชาต่างหากที่ทำให้เขาต้องสะท้อนใจ
ชายหนุ่มค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นยืน ความสูงของเขาสูสีกับนาง ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงแค่ช่วงแขน กลิ่นอายจันทร์หอมจาง ๆ ที่ติดกายของเซียนหานเหมยลอยปะปนกับกลิ่นควันไฟ สตรียอมรับว่านางหวั่นไหว ขณะที่บุรุษก็ตระหนักว่าหัวใจที่เคยตายด้านไปแล้วดวงนี้ กลับเต้นแรงขึ้นทุกครั้งยามที่นางอยู่ใกล้
“หากข้าเป็นเพียงสุนัขป่าบ้าคลั่ง...” ฟางหรงกระซิบแผ่วเบา นัยน์ตาจ้องประสานกับนางอย่างไร้การหลบหลีก “เหตุใดในยามที่กระบี่ของมือสังหารตำหนักมืดพุ่งเข้าใส่ข้าเมื่อคืนก่อน เจ้าถึงยอมเอาชีวิตเข้ามารับกระบวนท่าแทนข้าเล่า? หานเหมย... ตอบข้าซิว่าเพราะเหตุใด?”
หัวใจของเซียนหานเหมยกระตุกวูบ สีหน้าที่เคยเยือกเย็นมาตลอดชีวิตปรากฏรอยร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นจนซีดเซียว นางเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อหลบสายตาที่ร้อนแรงราชาเปลวเพลิงของเขา
“เพราะ... เจ้ายังไม่ใช่เวลาที่จะต้องตายด้วยน้ำมือผู้อื่น” นางหาข้ออ้างด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อย ซึ่งหลอกใครไม่ได้เลย “หน้าที่ของข้าคือการรักษาสมดุล ไม่ใช่ปล่อยให้เจ้า...”
“โกหก” ฟางหรงเอ่ยแทรกขึ้นอย่างนุ่มนวลแต่มั่นคง มือหนายื่นออกไปหมายจะสัมผัสกลุ่มผมสีดำสนิทที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มของนาง แต่แล้วเขาก็ชะงักมือค้างไว้กลางอากาศด้วยความเคารพในตัวตนของนาง
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบงันและความซาบซึ้งกำลังถักทอสายใยระหว่างคนทั้งสองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นนั้นเอง...
*ตูมมมม!*
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวมาจากปากถ้ำ ราวกับภูเขาถล่มลงมาทับถม เศษหินน้อยใหญ่และฝุ่นควันพวยพุ่งตลบอบอวล เปลวไฟในกองฟืนมอดดับลงในพริบตา ความมืดมิดเข้าปกคลุม แต่สัญชาตญาณของยอดฝีมือทำให้ทั้งฟางหรงและเซียนหานเหมยดีดตัวแยกออกจากกันในเสี้ยววินาที
ทว่า สิ่งที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางฝุ่นควันและลมพายุหิมะที่ทะลักเข้ามา ไม่ใช่สัตว์อสูรป่า หรือศัตรูจากตำหนักมืดที่พวกเขารู้จัก...
เงาร่างนับสิบในชุดคลุมสีดำสนิท ปักลาย ‘อัสนีโลหิต’ บนอกเสื้อ ยืนเรียงรายอยู่ปากถ้ำ แผ่ซ่านจิตสังหารอันเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ บุรุษผู้ยืนอยู่หน้าสุด ใบหน้าของเขาสวมหน้ากากครึ่งซีกรูปอสูรไร้หน้า มือขวากุมกระบี่โบราณที่ส่องประกายแสงสีม่วงเรืองรอง ปราณวิญญาณระดับ ‘หลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์’ กดทับจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว
“ฟางหรง... ในที่สุดข้าก็พบเจ้า” เสียงแหบพร่าดั่งเสียงโลหะเสียดสีกันดังลอดหน้ากากอสูรออกมา “เก้าปีที่แล้ว เจ้าหนีรอดจากสำนักกระบี่ไร้ลักษณ์ไปได้ วันนี้... หนี้เลือดของเจ้าสำนักคนก่อน ต้องชำระด้วยชีวิตของเจ้าและสตรีข้างกายของเจ้าแล้ว!”
เซียนหานเหมยหรี่ตาลง นัยน์ตาสะท้อนประกายความระแวงขีดสุด นางเอ่ยเสียงลอดไรฟัน “พวกมันคือ ‘สภาเงาโลหิต’... องค์กรลับที่แม้แต่สำนักฟ้าดินยังต้องเกรงกลัวเหตุใดจึงตามล่าเจ้าถึงเพียงนี้ ฟางหรง เจ้ามีความลับอันใดที่ปิดบังข้ากันแน่?!”
ฟางหรงไม่ได้ตอบคำถามของนาง เขายังคงจ้องมองไปยังเงาร่างสวมหน้ากากอสูรเบื้องหน้า มือที่กุมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์สั่นเทาด้วยความแค้นที่ปะทุขึ้นถึงขีดสุด นัยน์ตาทอประกายสีแดงฉานดั่งโลหิต ขณะที่กระบี่ในฝักเริ่มส่งเสียงคำรามโหยหวนราวกับรับรู้ถึงจิตสังหารของผู้เป็นนาย
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและก้าวผ่านความหนาวเหน็บไปด้วยกันนะครับ
— หมื่นกระบี่คืนรัง
กระบี่ไร้ลักษณ์กับสตรีผู้สยบเหมันต์•ตอนที่ 4
ถ้อยคำกวีในยามค่ำ
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับสตรีผู้สยบเหมันต์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!