กระบี่ไร้ลักษณ์กับสตรีผู้สยบเหมันต์•ตอนที่ 3

วิถีแห่งเงาไร้ตัวตน

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบพื้นหิมะสีขาวโพลน ดุจดังหมู่มวลดอกเหมยที่ผลิบานท่ามกลางความหนาวเหน็บอันเยือกแข็ง "ตามมันไป! มันหนีไปได้ไม่ไกลหรอก ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ของมันเพิ่งจะสะท้อนเคล็ดวิชาตระกูลจนลมปราณตีกลับ หากช้ากว่านี้ เกรงว่าร่องรอยคงจางหายไป!" เสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วหุบเขากระจกน้ำแข็ง กลุ่มศิษย์เอกสำนักหิมะนับสิบชีวิตต่างพากันเร่งเร้าพลังปราณพุ่งทะยานผ่านม่านหมอกขาวโพลน ดาบและกระบี่ในมือเปล่งประกายแสงสีฟ้าครามเจิดจ้า พร้อมที่จะสังหารเป้าหมายให้สิ้นซากในคราเดียว ทว่า เบื้องหน้าของพวกมันกลับว่างเปล่า มีเพียงเงาร่างเลือนรางที่วูบไหวราวกับภาพมายา ท่ามกลางหุบเขาอันเวิ้งว้างที่เต็มไปด้วยเกล็ดหิมะโปรยปราย ณ ซอกผาน้ำแข็งอันลี้ลับ ฟางหรงซ่อนกายอยู่หลังแผ่นศิลาทึบตัน ลมหายใจของเขาผ่อนเข้าออกอย่างแผ่วเบาและเป็นระเบียบ ทว่าภายในร่างกายกลับปั่นป่วนราวกับคลื่นลมในมหาสมุทร ปราณวิญญาณที่เคยสงบนิ่งกลับพลุ่งพล่านกัดกินเส้นชีพจรจนเกิดความเจ็บปวดเสียดแท่นไปทั่วร่าง บาดแผลฉกรรจ์ที่หัวไหล่ขวายังคงมีเลือดไหลซึมออกมาไม่ขาดสาย แต่แววตาของบุรุษหนุ่มกลับคมกริบดุจคมกระบี่ที่ซ่อนเร้นอยู่ในฝัก ไม่มีความหวาดกลัวหรือความลังเลปรากฏให้เห็นแม้แต่น้อย มีเพียงความสุขุมลุ่มลึกที่ผ่านการขัดเกลามานับครั้งไม่ถ้วนจากความเป็นความตาย *‘วิชาลวงตาเงาหมื่นวิถี... ขีดจำกัดของร่างกายข้าคงใช้ได้อีกเพียงคราเดียวเท่านั้น’* ฟางหรงคิดทบทวนในใจพลางใช้นิ้วมือเรียวยาวกดลงบนจุดชีพจรเพื่อสะកดกลั้นอาการบาดเจ็บ ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน หากไม่ใช่เพราะเขาอาศัยจังหวะที่สำนักหิมะใช้ค่ายกลกระบี่เหมันต์สวรรค์โจมตีเข้ามา แล้วอาศัยพลังสะท้อนกลับของเคล็ดวิชาตระกูลสร้างภาพติดตา (Phantom Image) ขึ้นมาถึงเจ็ดร่างพร้อมกัน ป่านนี้ร่างของเขาคงถูกคมกระบี่นับร้อยเล่มฉีกกระชากจนแหลกเหลวไปแล้ว แต่วิชานี้ก็แลกมาด้วยการเผาผลาญพลังปราณต้นกำเนิดอย่างรุนแรง ทำให้ในยามนี้เขากลายเป็นดั่งจอมยุทธ์พิการที่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะต้านทาน "ฟางหรง... เจ้าคิดว่าจะหนีพ้นเงื้อมมือของตำหนักหิมะไปได้เช่นนั้นหรือ?" น้ำเสียงเยือกเย็นดุจน้ำค้างแข็งกลางฤดูหนาวดังขึ้นแว่วมาตามสายลม มันไม่ใช่เสียงของเหล่าศิษย์ผู้ติดตาม แต่เป็นสุ้มเสียงที่เต็มไปด้วยพลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัว ซึ่งแผ่ซ่านมาจากเบื้องบน นัยน์ตาของฟางหรงหดแคบลงทันทีเมื่อตระหนักว่าผู้ที่ตามล่าเขาในครานี้หาใช่ศิษย์รุ่นเยาว์ทั่วไปไม่ หากแต่เป็น... ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตำหนักหิมะ ผู้ครอบครองวิชา "หัตถ์เหมันต์สยบฟ้า"! ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายเกล็ดหิมะด้วยด้ายเงินปรากฏขึ้นบนยอดผาน้ำแข็ง นางยืนอยู่เหนือกระแสลมวนอันหนาวเหน็บ เรือนผมสีดำสนิทปลิวไสวไปตามแรงลม ใบหน้างดงามล่มเมืองไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ดุจรูปสลักหยกหิมะพันปี ทว่าแววตาคู่คมกลับกวาดมองลงมาเบื้องล่างด้วยความเฉยชา ราวกับกำลังมองดูมดปลวกที่ดิ้นรนอยู่บนความตาย นางคือ เซียนหานเหมย ธิดาแห่งตำหนักหิมะพันปี ผู้ทำหน้าที่รักษาสมดุลโลกยุทธภพตามกฎเหล็กอันเคร่งครัด ฟางหรงเงยหน้าขึ้นสบตากับนางผ่านม่านหมอกสีขาว ภายในใจเกิดความรู้สึกซับซ้อนขึ้นมาอย่างประหลาด ระหว่างนางกับเขาเคยมีห้วงเวลาแห่งความเป็นความตายร่วมกัน ท่ามกลางสมรภูมิเลือดเมื่อปีก่อน นางคือผู้ที่เคยยื่นมือเข้าช่วยชีวิตเขาไว้ครั้งหนึ่งด้วยเหตุผลบางอย่างที่แม้แต่ตัวนางเองก็ยังไม่เอ่ยปาก ทว่าในวันนี้ หน้าที่และฐานะกลับบังคับให้นางต้องมาเป็นผู้เด็ดหัวเขาด้วยมือของตนเอง "แม่นางหานเหมย..." ฟางหรงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่ทุ้มนุ่มกังวาน ท่าทีไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย "ไม่นึกเลยว่าท่านจะลงมือด้วยตนเอง... สำนักหิมะถึงกับยอมให้ธิดาผู้บริสุทธิ์ต้องเปื้อนเลือดของคนไร้ค่าเช่นข้าเชียวหรือ?" เซียนหานเหมยมิได้ตอบคำถามทันที นางก้าวเดินลงมาจากยอดผาน้ำแข็งอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวที่เท้าแตะสัมผัสพื้นหิมะ กลับปรากฏผลึกน้ำแข็งก่อตัวเป็นรูปดอกบัวเหมืองงดงามรองรับร่างอันบอบบางแต่มั่นคงของนางไว้ ความกดดันจากลมปราณระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ขยายออกไปรอบทิศทาง จนทำให้บรรยากาศรอบกายของฟางหรงหนักอึ้งราวกับถูกภูเขาทับถม "ฟางหรง เจ้าฝ่าฝืนกฎยุทธภพ บุกทำลายคลังสมบัติของสามสำนักใหญ่ และสังหารศิษย์ร่วมสำนักเพื่อแย่งชิงคัมภีร์กระบี่ไร้ลักษณ์ ความผิดนี้ต่อให้ตายพันครั้งก็ยังน้อยไป" เซียนหานเหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ระลอกคลื่นอารมณ์ใดๆ ดุจสายน้ำที่นิ่งสงบแต่มรณะ "จงยอมจำนนแต่โดยดีเถอะ ข้าจะให้เจ้าตายอย่างมีเกียรติโดยไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากพิษเหมันต์สลายกระดูก" ฟางหรงแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะของเขานั้นแหบแห้งและเจือไปด้วยความขื่นขมอย่างล้ำลึก เขาค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้เรียวขาจะสั่นเทา แต่หลังของเขากลับเหยียดยตรงทระนงดุจกระบี่เหล็กกล้าที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด "กฎยุทธภพ? ฮ่าๆๆ..." ฟางหรงจ้องมองนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยประกายไฟแห่งความแค้น "กฎที่พวกมันใช้ฆ่าล้างตระกูลของข้า กฎที่ยกย่องคนชั่วให้เป็นวีรบุรุษ และเหยียบย่ำความกตัญญูให้จมดิน... หากนี่คือวิถีแห่งฟ้าดินที่ท่านต้องปกป้อง เช่นนั้นตัวข้า ฟางหรง ผู้นี้ จะขอใช้คมกระบี่ในมือฟาดฟันมันให้แหลกเป็นจุล!" สิ้นคำพูด ร่างของฟางหรงก็พลันเปล่งแสงสีทองจางๆ ออกมาจากจุดตันtian (ตันเถียน) ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ที่เคยเงียบงันกลับถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้งด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า อากาศรอบกายพลันแปรปรวน ท้องฟ้าที่เคยขาวโพลนด้วยหิมะกลับเริ่มก่อตัวเป็นกลุ่มเมฆสีดำทะมึน สายฟ้าสีครามแล่นแปลบปลาบอยู่เบื้องบน ราวกับทัณฑ์สวรรค์กำลังพิโรธต่อการท้าทายของมนุษย์ผู้ฝืนลิขิต เซียนหานเหมยขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อย นางสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันน่าสะพรึงกลัวนี้ ปราณของฟางหรงในยามนี้ไม่ใช่ปราณของผู้ที่กำลังจะตาย แต่เป็นปราณของผู้ที่กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์เพื่อเข้าสู่ขอบเขตพลังขั้นใหม่! "เจ้าบ้าไปแล้วหรือ! การฝืนทะลวงขอบเขตในสภาพร่างกายเช่นนี้ มีแต่จะทำให้ธาตุไฟเข้าแทรกจนร่างแหลกสลายเป็นจุล!" เซียนหานเหมยเผลอหลุดปากอุทานออกมาด้วยความร้อนรน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่น้ำเสียงเยือกเย็นของนางมีความสั่นไหวเจือปน "หากข้าไม่ก้าวข้ามมันไปในวันนี้ แล้วข้าจะเอาปัญญาที่ไหนไปทวงความยุติธรรมให้อาจารย์และคนในตระกูล?" ฟางหรงแย้มยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่เศร้าสร้อยแต่ทรงพลังยิ่งนัก เขายื่นมือขวาออกไปเบื้องหน้า ดึงกระบี่ไม้เก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่งออกจากฝัก เสียง "ชิ้ง!" ดังขึ้นกังวานบาดแก้วหู แม้จะเป็นเพียงกระบี่ไม้ธรรมดาที่ไม่มีลวดลายวิจิตรตระการตาอันใด แต่เมื่อมันหลุดออกจากฝัก กลับเกิดคลื่นกระบี่อันคมกริบพัดพาเกล็ดหิมะรอบตัวให้กระจายตัวออกเป็นวงกว้างในพริบตา ดวงตาทั้งสองข้างของฟางหรงแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้ก้นบึ้ง อักขระเวทโบราณนับร้อยตัวปรากฏขึ้นบนผิวหนังแขนขวาของเขา ลอยวนเวียนรอบตัวกระบี่ไม้ราวกับมังกรเพลิงที่กำลังคำราม เซียนหานเหมยเห็นดังนั้น หัวใจของนางพลันกระตุกวูบ ความรู้สึกหน็บหนาวแปลกประหลาดแล่นริ้วขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ นางรู้ดีว่าหากปล่อยให้เขาชักกระบี่ครั้งนี้สำเร็จ พลังทำลายล้างที่จะตามมาอาจไม่ใช่สิ่งที่นางหรือแม้แต่สำนักหิมะจะต้านทานได้ง่ายๆ แต่มือที่ถือกระบี่น้ำแข็งของนางกลับชะงักง้างลงโดยไม่รู้ตัว ความลังเลที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตเซียนเซียนกำลังกัดกินจิตวิญญาณของนาง ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่กระบี่ในมือของฟางหรงจะสะบัดออกไปยังเบื้องหน้า ร่างเงาสودสียดำสนิทร่างหนึ่งก็พุ่งแหวกม่านหมอกลงมาจากฟากฟ้าดุจสายฟ้าฟาด พร้อมกับเสียงหัวเราะเย้ยหยันที่ดังสะท้อนก้องหุบเขา "ฮ่าๆๆๆ! ไม่นึกเลยว่าจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสำนักกระบี่ไร้ลักษณ์ จะมามุมอับปางตายอยู่ ณ ดินแดนรกร้างแห่งนี้... ฟางหรง ศิษย์น้องรัก เจ้าทำให้ข้าต้องตามหาเสียเหนื่อยยากทีเดียว!" บุคคลปริศนาในชุดคลุมสีดำสนิทสวมหน้ากากอสูรปรากฏกายขึ้นขวางกั้นระหว่างฟางหรงและเซียนหานเหมย ในมือของมันถือกระบี่โลหิตที่ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง และที่สำคัญที่สุด... สัญลักษณ์บนหน้ากากของมันคือตราประทับของ "สำนักกระบี่โลหิต" ศัตรูคู่อาฆาตที่ลงมือสังหารอาจารย์ของฟางหรงเมื่อปีก่อน! ฟางหรงเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึกทันที ความแค้นที่สุมอกอยู่แล้วพลุ่งพล่านจนกระอักเลือดออกมาคำโต "เจ้า... เดรัจฉานห้า...!" ————————————- ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและก้าวผ่านความหนาวเหน็บไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับสตรีผู้สยบเหมันต์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%