"ก้าวล่วงเขตนี้... แม้แต่เงาของวิญญาณยังถูกแช่แข็งจนสลายเป็นธุลี เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่ายังต้องการเดินหน้าต่อ ฟางหรง"
น้ำเสียงของเซียนหานเหมยราบเรียบราวน้ำแข็งพันปี ทว่าแฝงประกายความห่วงใยที่นางพยายามเก็บซ่อนไว้ใต้ร่มเงาแห่งอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ นางยืนสง่านิ่งอยู่บนชะง่อนผาหินสีนิล เบื้องหน้าคือ 'หุบเขากลืนวิญญาณ' พื้นที่ต้องห้ามอันเป็นตำนานแห่งยุทธภพ ที่ซึ่งไม่มีผู้ใดเคยรอดชีวิตกลับออกมาพร้อมกับลมหายใจ
ฟางหรงไม่ตอบคำทันที ชายหนุ่มปรายตามองฝ่ามือที่หยาบกร้านจากการถือกระบี่มายาวนาน ไอสีดำทมิฬจากเขตอาคมเบื้องล่างกำลังแผ่ซ่านขึ้นมาปะทะกับลมหายใจจนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีคราม เคล็ดวิชาตระกูลที่สูญเสียไปและเงาของอาจารย์ผู้ล่วงลับยังคงสะท้อนก้องอยู่ในห้วงสำนึก ทุกย่างก้าวในยุทธภพนี้มีแต่คาวเลือดและหยาดน้ำตา แต่เขากลับเลือกที่จะเดินเข้าหาพายุด้วยสองเท้าของตนเอง
"หากข้ากลัวความตาย... ข้าคงไม่เหยียบย่างเข้ามาสู่เส้นทางแห่งการล้างแค้นตั้งแต่แรกหรอกครับ หานเหมย" ฟางหรงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่มั่นคง ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่ทอดมองเข้าไปในความมืดมิดเบื้องล่าง "เส้นทางนี้ข้าเลือกเดินเอง ต่อให้เบื้องหน้าคือขุมนรกโลกันต์ หรือทัณฑ์สวรรค์ที่พร้อมจะแหลกสลายร่าง ฟางหรงผู้นี้ก็ไม่เคยคิดหันหลังกลับ"
เซียนหานเหมยสะท้านในอกเล็กน้อย นางย่อมรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้ดื้อรั้นเพียงใด ดวงตาคู่คมที่เต็มไปด้วยความแค้นแต่กลับเปี่ยมด้วยคุณธรรมความกตัญญูกำลังสั่นคลอนหัวใจที่เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งของนางอย่างช้าๆ
"เจ้าคนดื้อรั้น..." นางพึมพำเบาๆ ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อ ปราณเหมันต์บริสุทธิ์พวยพุ่งออกมารอบกาย ก่อตัวเป็นเขตอาคมรูปดอกบัวน้ำแข็งปกป้องแผ่นหลังให้ฟางหรง "จำไว้... ข้าไม่ได้มาเพื่อปกป้องเจ้า แต่ข้ามาเพื่อดูว่า เจ้าจะเอาชีวิตไปทิ้งไว้ท่ามกลางแดนทุรกันดารนี้อย่างไรต่างหาก"
รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของฟางหรง เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งในยุทธภพอันโหดร้ายนี้
"เช่นนั้น... เรามาดูกันว่ากระบี่ไร้ลักษณ์ของข้า หรือความหนาวเหน็บของตำหนักหิมะพันปี จะพาก我们ทะลวงผ่านแดนทุรกันดารนี้ไปได้ก่อนกัน"
สิ้นคำพูด ทั้งสองก็ทะยานร่างลงสู่หุบเขากลืนวิญญาณพร้อมกัน ทันทีที่เท้าแตะถึงพื้นดินเบื้องล่าง แรงกดดันมหาศาลราวดั่งภูเขานับหมื่นลูกก็กดทับลงมาบนบ่า อักขระเวทโบราณสีเลือดนับพันสายผุดขึ้นจากพื้นดิน ราวกับดวงตาที่กำลังจ้องมองผู้บุกรุกด้วยความกระหายเลือด ไอพิษและปราณชั่วร้ายพุ่งเข้าจู่โจมจากทุกทิศทุกทางราวกับฝูงอสูรกายกระหายเนื้อ
"ระวัง!" เซียนหานเหมยตวาดเสียงกร้าว กระบี่เซียนน้ำแข็งในมือวาดออกเป็นวงโค้ง ปราณเหมันต์แช่แข็งสายลมรอบตัวจนกลายเป็นเกราะแก้วใส แต่ทว่าอักขระเวทเบื้องล่างกลับแข็งแกร่งเกินคาด มันกัดกร่อนเกราะปราณของนางจนเกิดเสียงดังสนั่น
*เปรี้ยง!*
แรงสะท้อนทำให้ร่างของเซียนหานเหมยเซถอยหลังไปสามก้าว มุมปากของนางมีโลหิตสีชาดไหลรินออกมาหยดหนึ่ง สะท้อนตัดกับผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบอย่างน่าเวทนา
"หานเหมย!" ฟางหรงเบิกตากว้าง ความโกรธเกรี้ยวพวยพุ่งขึ้นถึงขีดสุด เขาไม่สนใจอาการบาดเจ็บของตนเอง พุ่งทะยานเข้าไปขวางเบื้องหน้านาง พร้อมกับชักกระบี่ไร้ลักษณ์ออกจากฝักเป็นครั้งแรก
*ฉับพลัน!*
รัศมีกระบี่สีขาวนวลทอประกายเจิดจ้าตัดกับความมืดมิดของหุบเขากลืนวิญญาณ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ไม่ยึดติดรูปแบบ ไม่จำกัดขอบเขต พุ่งทะยานออกไปดั่งมังกรผยอง สยบไอปีศาจและอักขระเวทให้แตกสลายไปในพริบตา พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับฟ้าดินกำลังกรรแสง
ทว่า ในวินาทีที่คมกระบี่กำลังจะกวาดล้างอุปสรรคเบื้องหน้าทั้งหมด เสียงหัวเราะเยือกเย็นอันน่าสะพรึงกลัวก็ดังสะท้อนก้องมาจากห้วงลึกของความมืด ราวกับเสียงกู่ร้องของภูตผีที่รอคอยการกลับมาของเหยื่ออันโอชะ
"ฮ่าๆๆ... คิดไม่ถึงว่าผ่านไปร้อยปี จะมีคนโง่เขลารนหาที่ตายกล้าเหยียบย่างเข้ามาถึงเขตแดนชั้นในของข้าอีก..."
เงาร่างมหึมาปรากฏขึ้นท่ามกลางพายุหมุนสีดำทมิฬ ดวงตาสดสีเลือดคู่นั้นจ้องมองฟางหรงและเซียนหานเหมยด้วยความเหี้ยมเกรียม พร้อมกับแรงกดดันระดับขอบเขตบรรพกาลที่กดทับจนลมหายใจของทั้งสองแทบหยุดชะงัก!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้วิถีกระบี่นี้ด้วยกันเสมอนะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับสตรีผู้สยบเหมันต์•ตอนที่ 7
รอยเท้าในแดนทุรกันดาร
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับสตรีผู้สยบเหมันต์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!