กระบี่ไร้ลักษณ์กับสตรีผู้สยบเหมันต์•ตอนที่ 6

การตัดสินใจของเซียนผู้เยือกเย็น

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โลหิตสีแดงฉานหยดหนึ่งหยาดลงบนพื้นหิมะขาวโพลน ดั่งดอกเหมยอัสดงที่ผลิบานท่ามกลางความหนาวเหน็บอันเป็นนิรันดร์ ฟางหรงคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ร่างกายโชกไปด้วยบาดแผลจากการต้านรับกระบวนท่า "เหมันต์พิฆาตวิญญาณ" ของนาง กระนั้น ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่คู่นั้นไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัว มีเพียงประกายแห่งความดื้อรั้นและทระนงที่ยังคงลุกโชนดั่งเพลิงกัลป์ เบื้องหน้าของเขาคือเซียนหานเหมย ธิดาแห่งตำหนักหิมะพันปี นางยืนสง่างามอยู่บนยอดผาน้ำแข็ง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ต้องสายลมหนาวจนพลิ้วไหวราวกับเทพธิดาผู้สูงส่ง ทว่าในยามนี้ ปลายกระบี่น้ำแข็งในมือของนางกลับสั่นเทาเล็กน้อย—ไม่ใช่เพราะความเหน็ดเหนื่อย แต่เป็นเพราะความสั่นคลอนในจิตใจที่นางไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น "เหตุใด... เจ้าจึงไม่ยอมหลบ?" เสียงหวานใสแต่เย็นยะเยือกเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันของหุบเขาอสนีบาต ฟางหรงเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏบนริมฝีปากที่ซีดเซียว "หลบหรือ? หากข้าหลบ แล้วคำสัญญาที่ให้ไว้แก่ดวงวิญญาณของอาจารย์เล่า จะเอาไปไว้ที่ใด? หากวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์คือการไร้ซึ่งตัวตน เพื่อแลกมากับการยอมจำนนต่อกฎเกณฑ์สวรรค์ที่ไร้ความปรานี เช่นนั้น... ข้ายอมเป็นกระบี่หักที่สลายไปในกองเพลิง เสียยังดีกว่ามีชีวิตอยู่โดยไร้ซึ่งจิตวิญญาณ!" ถ้อยคำนั้นดั่งสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจของเซียนหานเหมย นางจ้องมองชายหนุ่มผู้มีบาดแผลเต็มร่างผู้นี้ ภาพซ้อนของอดีตที่นางพยายามฝังกลบไว้ในส่วนลึกของความทรงจำผุดขึ้นมาอีกครั้ง กฎของตำหนักหิมะพันปีสอนให้นางตัดขาดจากกิเลสทั้งปวง เย็นชาต่อโลกหล้า และยึดมั่นเพียงความสงบเงียบแห่งห้วงนรกน้ำแข็ง แต่วันนี้... บุรุษผู้ต่ำต้อยในสายตานาง กลับแสดงให้เห็นถึงความ "มีชีวิต" ที่ยิ่งใหญ่กว่าเซียนองค์ใดในดินแดนหลอมรวมวิญญาณ ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครา มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดหวีดหวิวราวกับเสียงถอนหายใจของสวรรค์ หานเหมยหลับตาลงชั่วพริบตา เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาสีครามที่เคยไร้ระลอกคลื่นกลับปรากฏร่องรอยความอ่อนโยนที่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างแนบเนียน นางสะบัดข้อมือเบาๆ กระบี่น้ำแข็งในมือพลลายกลายเป็นละอองไอเย็นสลายไปในอากาศ "เจ้ามันเป็นคนดื้อรั้นเสียจริง... ฟางหรง" หานเหมยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายความเย็นชาลงไปหลายส่วน "บาดแผลของเจ้า หากไม่ได้รับการรักษาภายในสามวัน เส้นชีพจรปราณทั่วร่างคงแตกสลายกลายเป็นจุล" "เรื่องนั้น... ไม่รบกวนท่านเซียนต้องเป็นกังวล" ฟางหรงกัดฟันพยุงร่างอันสะท้านเยือกของตนลุกขึ้นยืน แม้ขาจะสั่นเทาแต่กระดูกสันหลังยังคงตั้งตรงไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใด "ความดื้อรั้นนี้ไม่ได้ทำให้เจ้าดูสูงส่งขึ้นหรอกนะ" หานเหมยปรายตามองด้วยความหมั่นไส้แกมเอ็นดูที่นางเองก็ไม่เคยรู้สึกมาก่อน นางพลิกฝ่ามือ ปรากฏโอสถทิพย์เม็ดกลมสีมุกส่งกลิ่นหอมเย็นลอยล่องออกมา "นี่คือ 'โอสถวิญญาณเหมันต์บูรณะ' แม้ชื่อจะพ้องกับวิชาของตำหนักข้า แต่มันมีฤทธิ์สมานกระดูกและหลอมรวมปราณโลหิตได้อย่างยอดเยี่ยม... อ้าปากซะ" ฟางหรงชะงักไปเล็กน้อย เขามองเม็ดโอสถในมือเรียวบางนั้นสลับกับใบหน้าที่ไร้ที่ติแต่ทว่าแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อยด้วยความเหนออายของนาง ก่อนจะยอมอ้าปากรับโอสถเข้าสู่ร่างกาย ทันทีที่โอสถละลายลงในลำคอ กระแสความอบอุ่นอันแปลกประหลาดก็แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย บาดแผลฉกรรจ์ที่เคยปวดร้าวกลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกเบาสบาย พลังปราณที่เคยแห้งเหือดเริ่มหมุนเวียนกลับมาอย่างเป็นระเบียบอีกครั้ง ร่างกายของเขาฟื้นคืนพลังขึ้นมากว่าเจ็ดส่วนในชั่วพริบตา "ขอบคุณ... สำหรับความกรุณาของท่านเซียน" ฟางหรงประสานมือคารวะอย่างจริงใจ น้ำเสียงทุ้มต่ำเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง หานเหมยหันหลังให้เขาทันที นางก้าวเดินไปสองก้าว ปลายอาภรณ์สีขาวสะบัดไหวตามแรงลม เพื่อซ่อนใบหน้าที่เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ "ข้าไม่ได้ช่วยเพราะเห็นแก่หน้าเจ้าหรอกนะ" นางกล่าวเสียงเรียบพยายามปรับน้ำเสียงให้กลับมาเยือกเย็นดังเดิม "เพียงแต่... ข้ายังไม่อยากให้กระบี่ไร้ลักษณ์ต้องสูญหายไปจากยุทธภพนี้อย่างอนาถเท่านั้นเอง การเดินทางเบื้องหน้าของเจ้ายังอีกยาวไกลนัก ดินแดนรกร้างบูรพาที่เจ้ากำลังจะไปเต็มไปด้วยขุมกำลังมารและค่ายกลโบราณ หากเจ้าตายด้วยน้ำมือของผู้อื่นเสียก่อน เช่นนั้น... ศักดิ์ศรีที่เจ้าเอาชีวิตเข้าแลกเมื่อครู่ คงกลายเป็นเรื่องน่าขันที่สุดในใต้หล้า" "ท่านเซียนหมายความว่า..." "ไปเสียเถอะ" หานเหมยตัดบท นางไม่หันกลับมามองเขาอีก ปล่อยให้เรือนผมสีดำสนิทปลิวสדไปตามลมหนาว "จงเดินหน้าต่อไปตามเส้นทางที่เจ้าเลือก แต่อย่าได้ตายกลางทางเป็นอันขาด... เพราะหากวันใดที่เจ้าไร้ซึ่งลมหายใจ ข้าคงเป็นผู้เดียวในใต้หล้าที่รู้สึกว่ายุทธภพนี้ช่างน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก" ฟางหรงนิ่งอึ้งไปกับคำพูดนั้น หัวใจที่ด้านชามานานนับปีจากการสูญเสีย กลับรู้สึกราวกับมีกระแสธารอุ่นๆ ไหลผ่านเข้ามาเติมเต็ม เขาจ้องมองแผ่นหลังอันบอบบางแต่สง่างามนั้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย "ข้าจะจดจำคำพูดนี้ไว้... หานเหมย" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะสะบัดชายเสื้อ หมุนตัวทะยานร่างหายลับเข้าไปในความเวิ้งว้างของป่าสนเหมันต์ด้วยวิชาตัวเบาอันรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ทิ้งให้ธิดาแห่งตำหนักหิมะยืนอยู่ลำพังบนยอดผา ทอดสายตามองตามเงาร่างนั้นจนลับตา พร้อมกับรอยยิ้มบางเบาที่งดงามยิ่งกว่าดอกเหมยแรกแย้มท่ามกลางหิมะโปรยปราย ทว่า... ในขณะที่ฟางหรงกำลังทะยานผ่านเขตแดนรอยต่อระหว่างภูเขาหิมะกับหุบเขาอัสนีดำ จู่ๆ ลมปราณทั่วร่างของเขาก็ปั่นป่วนขึ้นมาอย่างรุนแรงโดยไม่มีสัญญาณเตือน! ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยปลอดโปร่งกลับมืดครึ้มลงในพริบตา เมฆสีดำทะมึนก่อตัวหมุนวนเป็นรูปวงกลมขนาดมหึมา พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องของสายฟ้าสีทองคำที่สะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งฟ้าดิน—ทัณฑ์สวรรค์กำลังจะมาเยือน และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ มีเงาร่างนับร้อยยืนขวางทางอยู่เบื้องหน้า พร้อมกับเสียงหัวoาะเย็นเยียบที่คุ้นเคยดังแว่วมาจากความมืดมิด: "ฮ่าๆๆๆ... ฟางหรง เจ้าหนูโง่เขลา เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการปล่อยให้เจ้าเดินต่อ จะทำให้เจ้าหนีพ้นจากเงื้อมมือของ 'สำนักกระบี่มารโลหิต' ได้อย่างนั้นรึ?" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้วิถีกระบี่นี้ด้วยกันเสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับสตรีผู้สยบเหมันต์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%