กระบี่ไร้ลักษณ์กับสตรีผู้สยบเหมันต์•ตอนที่ 14

คำสารภาพของยอดหญิง

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
ประกายแสงสีเงินยวดสาดส่องทะลวงความมืดมิดของถ้ำอัคคี ราวกับดาราจักรที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นพิภพ ร่างสีขาวนวลของเซียนหานเหมยพลิ้วกายลงคั่นกลางระหว่างกรงเล็บอันร้อนระอุของราชสีห์อัคคีทมิฬกับร่างของฟางหรง ปราณกระบี่เยือกแข็งแผ่ซ่านออกเป็นวงกว้างจนหยาดเหงื่อและเศษหินรอบกายถูกแช่แข็งในชั่วพริบตา นางมิได้เอ่ยวาจาใดพร่ำเพรื่อ ดาบโบราณในมือสะบัดวาดเป็นวงโค้งดุจจันทร์เสี้ยวกลางฤดูหนาว ปะทะเข้ากับลูกไฟสีดำขนาดมหึมาอย่างจัง *ตูมมม!* คลื่นกระแทกสะท้านสะเทือนจนหินงอกหินย้อยบนเพดานถ้ำร่วงหล่นลงมาดั่งห่าฝน ฟางหรงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ยามเมื่อมองแผ่นหลังที่คุ้นเคยแต่วันนี้กลับเต็มไปด้วยรอยร้าวของบาดแผล ปราณวิญญาณของหานเหมยปั่นป่วนอย่างรุนแรงจากการฝืนทะลวงจุดชีพจรเพื่อขับเคลื่อนพลังในยามวิกฤต มุมปากของนางมีโลหิตสีชาดไหลรินตัดกับผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบ ดุจดังเหมันต์ที่ถูกแต่งแต้มด้วยรอยเลือดของกุหลาบหนาม "เจ้า... เหตุใดจึงโง่เขลาถึงเพียงนี้" ฟางหรงกัดฟันกรวด ฝืนพยุงร่างที่สะบักสะบอมของตนลุกขึ้น มือข้างหนึ่งกุมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เซียนหานเหมยไม่หันกลับมามอง นางยังคงถือดาบต้านทานแรงกดดันมหาศาลจากราชสีห์อัคคีทมิฬ ลมหายใจของนางหอบกระชั้นถี่ เสียงของนางแผ่วเบาราวกับสายลมหนาวที่ใกล้โรยรา แต่ทว่ากังวานชัดในความรู้สึกของชายหนุ่ม "วิถีกระบี่... ย่อมต้องมีผู้ร่วมทาง..." หานเหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นระริกเล็กน้อย ดวงตาคู่คมที่เคยเยียบเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับฉายแววอาลัยอาวรณ์ที่ยากจะปิด The hidden feelings that had been buried deep beneath the glacier of her heart for so many years, were finally melting away in the heat of this life-and-death crucible. "ฟางหรง... หากข้าต้องดับสูญในที่แห่งนี้ สิ่งเดียวที่ข้าเสียดาย... มิใช่การฝึกปรือที่ไม่บรรลุถึงขั้นเซียนแท้จริง... แต่เป็นความจริงที่ข้ามิเคยได้เอ่ยปากบอกเจ้า..." ราชสีห์อัคคีทมิฬคำรามลั่น มันรวบรวมเปลวเพลิงสีดำทั้งหมดไว้ที่กรงเล็บแล้วตะปบลงมาหมายบดขยี้ทั้งคู่ให้แหลกเป็นจุล หานเหมยสะบัดดาบต้านรับสุดกำลัง แต่ทว่าอาการบาดเจ็บภายในทำให้ปราณกระบี่ของนางเกิดรอยร้าว ร่างของนางเซียนผู้สูงส่งกระเด็นถอยหลังมากระแทกสู่อ้อมอกของฟางหรงที่พุ่งเข้ามาโอบรับไว้พอดิบพอดี กลิ่นอายจางๆ ของดอกเหมยปะปนกับกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ฟางหรงรับรู้ได้ถึงความหนาวเย็นที่แผ่มาจากร่างของหญิงสาว แต่น่าแปลกที่หัวใจของเขากลับร้อนรุ่มดั่งถูกแผดเผาด้วยเพลิงกัลป์ "หานเหมย... เจ้าอย่าเพิ่งพูดจาไร้สาระ พลังปราณของเจ้ากำลัง..." ฟางหรงพยายามโคจรวิถีปราณเพื่อส่งถ่ายพลังของตนเข้าไปช่วยหล่อเลี้ยง แต่อีกฝ่ายกลับยกมือเรียวบางขึ้นแตะริมฝีปากของเขาเบาๆ ดวงตาคู่นั้นมองสบตาเขาอย่างลึกซึ้ง เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้กฎระเบียบอันเคร่งครัดของตำหนักหิมะพันปีมาเนิ่นนาน "ฟังข้า..." หานเหมยแย้มยิ้ม ทั้งงดงามและเศร้าสร้อยในคราเดียวกัน รอยยิ้มนี้ต่อหน้าผู้คนในยุทธภพไม่เคยมีใครได้พบเห็นมาก่อน "ตั้งแต่วันแรกที่เราประมือกันท่ามกลางหิมะโปรยปรายที่ยอดเขาเมฆา... ข้ามิได้มองเจ้าเป็นเพียงศัตรู... หรือผู้ละเมิดกฎ... ตั้งแต่วินาทีที่เจ้ายอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องเด็กน้อยชาวบ้านคนนั้น... เงาของเจ้าก็ฝังรากลึกอยู่ในใจข้าแล้ว..." หยาดน้ำตาเม็ดหนึ่งไหลรินออกจากหางตาของนาง หยดลงบนหลังมือของฟางหรง ร้อนผ่าวดั่งหลอมละลายจิตวิญญาณ "ข้า... เซียนหานเหมย... ผู้ยึดมั่นในความยุติธรรมไร้หัวใจ... แท้จริงแล้วเป็นเพียงสตรีโง่เขลาคนหนึ่งที่ปรารถนาเพียงได้เดินเคียงข้างบุรุษผู้ทะนงองอาจเช่นเจ้า... ไปชั่วกาลนาน..." สิ้นคำสารภาพ ร่างของหานเหมยก็ทรุดฮวบลงสู่อ้อมแขนของฟางหรง ลมหายใจของนางแผ่วเบาจนแทบไม่รู้สึก ปราณวิญญาณรอบกายดับวูบลงราวกับเทียนไขที่ถูกลมพัดจนดับ "หานเหมย! หานเหมย!" ฟางหรงแผדเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวที่กัดกินขั้วหัวใจ ความแค้นจากการสูญเสียอาจารย์ในอดีตกับความสูญเสียที่กำลังจะเกิดขึ้นตรงหน้าหลอมรวมกันจนเกิดเป็นระเบิดพลังงานไร้รูป ในวินาทีนั้นเอง กระบี่ไร้ลักษณ์ที่เหน็บอยู่ข้างเอวของฟางหรงสั่นสะท้านอย่างบ้าคลั่ง มันส่งเสียงร้องคารามดั่งพญาอินทรีย์โผบินสู่ฟ้า ผิวกายของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม ผสานกับไอสีดำแห่งความแค้นและไอสีขาวแห่งเหมันต์กลายเป็นเกลียวพลังสามสายที่หมุนวนรอบตัวเขาอย่างน่าสะพรึงกลัว ราชสีห์อัคคีทมิฬที่กำลังจะพุ่งเข้ามาซ้ำเติมพลันชะงักกึก มันก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณเมื่อเผชิญหน้ากับแรงกดดันระดับที่สั่นคลอนกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน ฟางหรงค่อยๆ วางร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของหานเหมยพิงผนังถ้ำอย่างทะนุถนอม เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาที่มองไปยังราชสีห์อัคคีทมิฬมิใช่แววตาของมนุษย์อีกต่อไป แต่เป็นดวงตาของยมทูตผู้ถือครองสิทธิ์แห่งความเป็นความตาย มือขวาเอื้อมไปกุมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ที่ชักค้างไว้ครึ่งเล่ม... ทันใดนั้น เงาร่างสีดำสนิทลึกลับสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเงียบเชียบราวกับภูตผีที่ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติ ด้านหลังของราชสีห์อัคคีทมิฬ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยียบเย็นที่เอ่ยขึ้นว่า... "น่าซาบซึ้งยิ่งนัก... แต่น่าเสียดายที่ความตายมิอาจรอให้พวกเจ้าพลอดรักกันจนจบตอนหรอกนะ, ศิษย์น้องฟางหรง" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงยุทธภพอันเหน็บหนาวและงดงามนี้ไปพร้อมกับข้าพเจ้า หมื่นกระบี่คืนรัง ครับ
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับสตรีผู้สยบเหมันต์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%