โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ กระทบพื้นศิลาจนเกิดเสียงก้องกังวานดั่งระฆังมรณะ ความมืดมิดของหุบเขาอเวจีไร้ก้นบึงในยามวิกาลนี้ถูกแผดเผาด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นคลื่นระลอก
เบื้องหน้าของฟางหรงคือขุมกำลังนรกโลกันตร์จากพรรคมารทมิฬนับร้อยชีวิต พวกมันยืนเรียงรายดั่งภูเขาศพ ดวงตาดำมืดไร้แววชีวิตทอดมองมาที่เขาด้วยความกระหายเลือด แต่ทว่า ในเงาอับแสงอันหนทึบนั้น กลับมีร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ยืนหยัดอยู่เคียงข้างเขา ร่างนั้นแผ่ไอเย็นเยือกแข็งที่สามารถแช่แข็งวิญญาณของผู้ฝึกยุทธ์ได้ทั้งเป็น
เซียนหานเหมย
นางเซียนผู้สูงส่งไร้ความรู้สึกแห่งตำหนักหิมะพันปี บัดนี้ริมฝีปากบางเฉียบของนางปรากฏรอยโลหิตจางๆ ทว่าแววตาคู่คมกลับทอประกายความเด็ดเดี่ยวอย่างไร้ที่ติ นางปรายตามองบุรุษข้างกายแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบดั่งน้ำค้างแข็ง
"ฟางหรง... เพลงกระบี่ของท่านในยามนี้ มีช่องโหว่ถึงสามจุด"
ฟางหรงไม่โกรธเคือง เขากลับแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความระห่ำและทระนงในวิถีกระบี่ นัยน์ตาคมกริบกวาดมองกลุ่มศัตรูเบื้องหน้า ก่อนกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น
"หากไร้ซึ่งเจ้าคอยระวังหลังให้ ข้าไหนเลยกล้าเปิดช่องโหว่ให้พวกมันเห็น... หานเหมย เจ้าพร้อมจะแช่แข็งนรกโลกันตร์นี้ไปกับข้าหรือไม่?"
สิ้นคำกล่าวของบุรุษผู้ฝืนลิขิตฟ้า นางเซียนผู้เย็นชาพลันสะท้านเฮือก หัวใจที่เคยถูกปิดตายด้วยน้ำแข็งพันปีกลับไหววุ่นดั่งคลื่นใต้น้ำ นางสูดลมหายใจลึก กลิ่นอายเหมันต์บริสุทธิ์พวยพุ่งออกจากร่างจนเกล็ดหิมะโปรยปรายลงมากลางหุบเขาอเวจี ทั้งที่เบื้องล่างคือเปลวเพลิงโลกันตร์
"วาจาเหลวไหล... แต่หากเป็นท่าน ข้าจะยอมแผดเผาทั้งวิญญาณและแช่แข็งสวรรค์ไปด้วยกัน"
เซียนหานเหมยสะบัดมือขวา ปรากฏกระบี่น้ำแข็งใสสะอาดปราศจากมลทิน ทั่วร่างนางเปล่งแสงสีฟ้าครามเจิดจ้าตัดกับความมืดมิดโดยรอบ ท่วงท่าของนางสง่างามดั่งเทพเซียนลงมาจุติ แต่จิตสังหารที่แผ่ออกมากลับรุนแรงราวมัจจุราชผู้พรากวิญญาณ
"ลงมือ!"
เสียงคำรามดั่งอสุนีบาตของฟางหรงดังขึ้นพร้อมกับการเคลื่อนไหว ร่างของเขายะเยือกพุ่งทะยานออกไปดั่งสายฟ้าฟาด กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือไม่ได้เปล่งประกายแสงเจิดจ้าอันใด แต่มันกลับกลกลืนหายไปกับความมืดมิดรอบกาย นี่คือแกแท้จริงแห่งวิชา—ไร้ลักษณ์ ไร้ร่องรอย ไร้การป้องกัน!
*ฉับ!*
หัวของยอดฝีมือพรรคมารระดับหลอมรวมวิญญาณผู้หนึ่งหลุดลอยขึ้นสู่ห้วงอากาศโดยที่มันยังไม่ทันได้ชักอาวุธออกด้วยซ้ำ โลหิตพุ่งกระฉูดดั่งน้ำพุร้อนย้อมผืนปฐพีให้กลายเป็นสีชาด
"ระวัง! มันใช้วิชาประสานวิญญาณกระบี่!" ผู้อาวุโสพรรคมารผู้หนึ่งแผดเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนก มันเป็นผู้ใช้พลังหยางทมิฬ ร่างกายกำยำเต็มไปด้วยอักขระมารสีดำทะมัดทะแมง มันเงื้อกระบองยักษ์หนักหมื่นชั่งฟาดลงมาหมายบดขยี้ฟางหรงให้แหลกเป็นจุล
ทว่า ก่อนที่กระบองนั้นจะทันสัมผัสตัวฟางหรง ไอเย็นเยือกอันหาผู้เปรียบไม่ได้ก็แผ่ซ่านปกคลุมผืนปฐพีในรัศมีร้อยลี้ หิมะโปรยปรายกลายเป็นคมมีดน้ำแข็งนับหมื่นเล่มพุ่งเข้าเสียบทะลุร่างของผู้อาวุโสพรรคมารผู้นั้นทันที ร่างของมันแข็งค้างกลางอากาศ ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ และในพริบตาเดียวก็แตกสลายกลายเป็นผุยผงปลิวไปตามสายลม
นี่คืออานุภาพแห่งวิชาเหมันต์ไร้ขอบเขตของเซียนหานเหมย!
ฟางหรงไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ เขาทะยานร่างขึ้นกลางอากาศ อาศัยจังหวะที่ค่ายกลของศัตรูแปรปรวน พลังปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ผสานเข้ากับไอเหมันต์บริสุทธิ์ที่แผ่มาจากร่างของหานเหมยอย่างแนบเนียน วิชาทั้งสองสายที่ดูเหมือนจะหักล้างกัน กลับหลอมรวมกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ ดั่งหยินและหยางที่สมดุล ดั่งไฟและน้ำแข็งที่สยบความโกลาหล
กระบี่ไร้ลักษณ์แปรเปลี่ยนเป็นคมดาบน้ำแข็งโปร่งแสงที่ทรงพลังที่สุด มันคือการผสานระหว่าง "ความว่างเปล่า" และ "ความหนาแน่นอันไร้ที่สิ้นสุด"
"รับกระบี่นี้... เพลงกระบี่ไร้ลักษณ์ วิถีเหมันต์กลืนนภา!"
ฟางหรงคำรามลั่น ท้องฟ้าเหนือหุบเขาอเวจีพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน คลื่นกระบี่มหึมาพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกเมฆหมอกทมิฬจนเผยให้เห็นดวงจันทร์สีเลือดสาดส่องลงมาอาบไล้ร่างของคนทั้งสอง เงาร่างของบุรุษผู้ทะนงและนางเซียนผู้เย็นชาประสานเข้าด้วยกันอย่างงดงามและทรงพลัง
*ตูมมมม!*
คลื่นพลังทำลายล้างแผ่ขยายเป็นวงกว้าง พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย ยอดฝีมือพรรคมารนับร้อยชีวิตไม่แม้แต่จะมีโอกาสได้กรีดร้อง ร่างของพวกมันถูกบดขยี้และแช่แข็งจนกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งสีเลือด ก่อนจะแตกละเอียดเป็นเศษเสี้ยวพร้อมๆ กับสายลมยามวิกาล
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมหุบเขาอเวจีอีกครั้ง ทว่าในความเงียบนั้น กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายความตายและพลังปราณที่ยังคงปั่นป่วน
ฟางหรงยืนหอบหายใจเล็กน้อย ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลจากการต้านทานแรงสะท้อนของวิชา แต่เขากลับยืนหยัดอย่างมั่นคง สายตาคมกริบทอดมองไปยังเบื้องหน้า ก่อนที่เขาจะหันกลับมามองสตรีข้างกาย
เซียนหานเหมยเซถลาเล็กน้อย ร่างระหงเกือบจะทรุดลงกับพื้นเนื่องจากใช้พลังปราณเหมันต์เกินขีดจำกัด แต่ฟางหรงไวเท่าความคิด เขายื่นมือออกไปโอบเอวบางของนางไว้แนบกาย ไออุ่นจากร่างกายของบุรุษถ่ายทอดผ่านเนื้อผ้าเข้าสู่ร่างที่เย็นเฉียบของนาง
หานเหมยเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาที่เคยเยือกเย็นบัดนี้สะท้อนภาพใบหน้าของเขาไว้อย่างชัดเจน ริมฝีปากบางแย้มยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก รอยยิ้มที่งดงามยิ่งกว่าดอกเหมยแรกแย้มท่ามกลางฤดูหนาวอันยาวนาน
"ท่าน... ทำได้จริงๆ ด้วย" นางกระซิบแผ่วเบา
"เพราะมีเจ้าอยู่เคียงข้าง ข้าถึงไร้เทียมทาน" ฟางหรงตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ลึกซึ้ง และจริงใจ
ทว่า ในวินาทีที่ความอบอุ่นกำลังโอบล้อมดวงใจของคนทั้งสองไว้ ทันใดนั้นเอง—
พื้นดินเบื้องล่างที่ควรจะสงบกลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม รอยแยกสีดำสนิทขนาดใหญ่ปริแตกออกตรงกลางระหว่างพวกเขา ปราณมารสีโลหิตพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าดั่งเสาอัคคี พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นก้องกังวานที่สั่นประสาทจนแก้วแทบแตก
*"ฮ่าๆๆ... คิดว่ากำจัดเศษสวะพวกนั้นแล้วจะจบสิ้นงั้นหรือ? เจ้าเด็กน้อยตระกูลฟาง... เจ้ายังไม่รู้เลยกระมัง ว่ากระบี่ในมือของเจ้า แท้จริงแล้วใช้เลือดของใครมาหล่อหลอม!"*
เงาร่างมหึมาสีดำทะมัดทะแมงค่อยๆ ก้าวเดินขึ้นมาจากรอยแยกอเวจี ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นจ้องมองมาที่ฟางหรงด้วยความแค้นเคืองสุดพรรณนา และใบหน้าที่ปรากฏภายใต้แสงจันทร์สีเลือดนั้น... ทำให้ฟางหรงถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนลมหายใจสะดุด
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาแห่งกระบี่และโลหิตนี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับสตรีผู้สยบเหมันต์•ตอนที่ 18
แสงสว่างท่ามกลางความมืด
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับสตรีผู้สยบเหมันต์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!