กระบี่ไร้ลักษณ์กับสตรีผู้สยบเหมันต์•ตอนที่ 17

กับดักของคนทรยศ

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
"ถังเป่า... เจ้ากล่าวคำนี้ออกมาได้อย่างหน้าตาเฉยเช่นนั้นเชียวหรือ" เสียงของฟางหรงมิได้ดังสะท้านสะเทือนราวสายฟ้าฟาด หากแต่แฝงไว้ด้วยกระแสลมปราณที่กดดันจนเศษฝุ่นผงบนพื้นศิลาของอารามร้างสั่นระริก ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่จ้องมองไปยังบุรุษเบื้องหน้า—สหายร่วมเป็นร่วมตายที่ร่วมฝ่าฟันค่ายกลโลหิตมาด้วยกันแรมเดือน ถังเป่ายกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มซื่อสัตย์ที่มักปรากฏบนใบหน้ายามเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรู บัดนี้ได้มลายหายสิ้น เหลือไว้เพียงความบิดเบี้ยวเยียบเย็น ร่างของมันถอยหลังไปสามก้าว แสงสีครามจากกระบี่สั้นในมือสะท้อนกับคราบเขม่าควันไฟบนผนังโบสถ์เก่าที่พังทลาย "ฟางหรง... อย่าได้โทษข้าเลย ยุทธภพนี้มีกฎเกณฑ์ของมัน ผู้ใดไม่อาจหยั่งรู้กระแสธารแห่งชะตากรรม ย่อมต้องถูกกลืนกิน และผลึกเพลิงเหมันต์ในมือของเจ้านั้น... มีค่ามากพอจะซื้อชีวิตข้าไปอีกสามชาติภพ" ถังเป่าหัวroเบาๆ เสียงหัวใจเต้นระรัวสะท้อนก้องในโสตประสาทของความเงียบงัน ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบหยุดหายใจ เซียนหานเหมยที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังฟางหรงมิได้ขยับกายแม้แต่น้อย นางปรายตามองถังเป่าด้วยสายตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี ไร้ซึ่งความตกใจระคนประหลาดใจ ราวกับนางล่วงรู้ถึงธาตุแท้ของมนุษย์ผู้นี้มาเนิ่นนานแล้ว "สตรีเช่นนาง... เป็นตัวหายนะสำหรับเจ้า ฟางหรง เจ้าแบกรับความแค้นของสำนักกระบี่ไร้ลักษณ์ไว้บนบ่า ไฉนจึงยังเอาชีวิตมาทิ้งไว้เพราะความโง่เขลาเรื่องมิตรภาพจอมปลอมเล่า?" ถังเป่าแผดเสียงตวาด พร้อมกับสะบัดมือส่งสัญญาณบางอย่าง ครู่ต่อมา... เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบสายก็ดังขึ้นรอบด้าน ผนังผุพังของอารามร้างถูกทำลายลงจนสิ้นซาก เงาร่างในชุดดำสนิทนับสิบพุ่งทะยานเข้ามาล้อมกรอบคนทั้งสองไว้ตรงกลาง ทุกผู้คนต่างแผ่ไอสังหารรุนแรง และที่น่ากลัวที่สุดคือกลิ่นอายของพิษสลายปราณที่ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ฟางหรงสูดลมหายใจเข้าลึก ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ภายในตันเถียนเริ่มหมุนวนด้วยความเร็วสูง เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นเล็กน้อย เขาไม่ได้หันไปมองสหายร่วมเป็นร่วมตายที่แปรเปลี่ยนเป็นศัตรูผู้นั้น หากแต่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจ "ข้าเคยคิดว่า... โลหิตที่หลั่งรินร่วมกันในค่ายกลอัคคีผลาญวิญญาณจะล้ำค่าพอที่จะซื้อความสัตย์จริงได้สักครา แต่ดูเหมือนว่า... สำหรับคนบางคนแล้ว ศศักดิ์ศรีและความซื่อสัตย์ ล้วนมีราคาค่างวดต่ำกว่าเศษแก้วริมทาง" "หึ! ดีแต่วาดหวังความงดงามในโลกที่โหดร้าย นี่แหละคือจุดจบของคนโง่เขลาเช่นเจ้า!" ถังเป่าคำรามลั่น ตวัดกระบี่สั้นในมือพุ่งเข้าจู่โจมพร้อมกับกลุ่มมือสังหารในชุดดำที่ระดมซัดอาวุธลับนับร้อยชิ้นเข้าใส่ พริบตานั้นเอง... โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุน เซียนหานเหมยขยับกาย ร่างระหงดุจเทพธิดาหิมะลอยละลิ่วขึ้นกลางอากาศ ปลายกระบี่เซียนจันทราในมือกรีดกรายเป็นวงโค้ง ปราณความเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกไปแปดทิศ หยาดน้ำค้างรอบกายกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งแหลมคมนับหมื่นเล่มที่พุ่งสวนทางกับอาวุธลับของฝ่ายตรงข้ามในชั่วลมหายใจเดียว *เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!* ประกายไฟจากการปะทะสว่างวาบทั่วอารามร้าง ฟางหรงไม่รอช้า ร่างสูงสง่าพุ่งทะยานตัดผ่านแนวหน้าของมือสังหาร คมกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือมิได้ปรากฏรูปร่างแน่ชัด แต่มันกลับแฝงด้วยสัจธรรมแห่งความว่างเปล่า ทุกย่างก้าวที่เขาผ่านพ้น ร่างของศัตรูล้วนแข็งค้างและทรุดฮวบลงโดยไร้ร่องรอยบาดแผลภายนอก—นี่คือวิถีกระบี่ที่หลุดพ้นจากกรอบแห่งรูปและนามอย่างแท้จริง ทว่า... ในจังหวะที่ฟางหรงกำลังจะพุ่งตัวทะลวงผ่านวงล้อมไปถึงตัวของถังเป่า พื้นศิลาเบื้องหน้ากลับยุบตัวลงเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ค่ายกลลับที่ถูกเตรียมการไว้ล่วงหน้าสว่างวาบขึ้นด้วยอักขระเวทสีโลหิต เสาแสงสี่ต้นพุ่งทะยานจากพื้นดินขึ้นสู่ท้องฟ้า กักขังฟางหรงและเซียนหานเหมยไว้ภายในบาตรปราณโบราณ แรงกดดันระดับมหาศาลกดทับลงบนบ่าจนกระดูกลั่นกรอบ ถังเป่ายืนยิ้มเยาะอยู่ภายนอกเขตอาคม เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากของมันแต่นัยน์ตากลับเต็มไปด้วยความลำพองใจ "ฟางหรง... เจ้าเก่งกาจเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ ค่ายกลผนึกวิญญาณร้อยอสูรนี้ ต่อให้เป็นเซียนผู้บรรลุมรรคาก็ยังต้องสิ้นชื่อในสามกัณฑ์เวลา" ฟางหรงกัดฟันแน่น เลือดสดๆ ไหลรินจากมุมปากของเขา ปราณในร่างปั่นป่วนจนควบคุมแทบไม่อยู่ ทว่าในวินาทีวิกฤตนั้นเอง มือเรียวดาบดุจหยกสลักของเซียนหานเหมยกลับเอื้อมมาสัมผัสที่ฝ่ามือของเขาอย่างมั่นคง นางไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย ดวงตาสคู่สวยคู่นั้นมองตรงมาที่เขา มีเพียงประกายความเด็ดเดี่ยวและ... ความรู้สึกบางอย่างที่นางเก็บซ่อนไว้ตลอดกาล "หรงหลาง..." น้ำเสียงของนางแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในหัวใจของเขา "หากวันนี้พวกเราต้องดับสูญที่นี่... ท่านเสียใจหรือไม่ที่เดินทางร่วมกับข้า?" ฟางหรงหันไปสบตากับนาง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เปื้อนฝุ่นและคราบโลหิต แววตาคู่นั้นทอประกายความทระนงองอาจที่แม้แต่ความตายก็ไม่อาจสั่นคลอนได้ "ต่อให้ฟ้าดินสลาย หรือวิญญาณต้องแตกดับเป็นจุล... การได้พบเจ้าในยุทธภพนี้ คือความงดงามเพียงหนึ่งเดียวที่ข้าไม่เคยนึกเสียใจเลยแม้แต่น้อย" สิ้นเสียงคำกล่าวของฟางหรง... ท้องฟ้าเหนืออารามร้างที่เคยปลอดโปร่ง กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทในพริบตา เสียงคำรามของสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย และในเงานั้นเอง... เงาร่างปริศนาผู้หนึ่งก็ก้าวเดินออกมาจากม่านหมอกหนาทึบ พร้อมกับกลิ่นอายพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่แม้แต่ถังเป่ายังต้องหน้าถอดสีด้วยความหวาดผวา! --- ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาแห่งกระบี่และโลหิตนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับสตรีผู้สยบเหมันต์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%