โลหิต... ย่อมต้องชำระด้วยโลหิต
หมอกสีเทาจัดปกคลุมหุบผาหมื่นศพจนแทบมองไม่เห็นนิ้วมือของตนเอง อากาศรอบกายเยียบเย็นจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว ทว่าความหนาวเหน็บภายนอกนั้นหาได้ระคายเคืองผิวหนังของฟางหรงแม้แต่น้อย ความหนาวเหน็บที่แท้จริงกำลังกัดกินขั้วหัวใจของเขาจากภายใน
เบื้องหน้าของจอมยุทธ์หนุ่ม คือเงาร่างเลือนรางสองร่างที่ยืนขนาบข้างอยู่ท่ามกลางม่านหมอก ร่างทั้งสองโปร่งใสราวกับภาพมายา แต่จิตสังหารและกลิ่นอายปราณกระบี่อันคุ้นเคยกลับชัดเจนจนทำให้กระดูกทั่วร่างของฟางหรงสั่นสะท้าน
"ท่านพ่อ... ท่านแม่..."
เสียงของฟางหรงแหบพร่า ดวงตาคมกล้าแดงก่ำด้วยพิษไข้แห่งความทรงจำ ภาพเหตุการณ์ในคืนโศกนาฏกรรมเมื่อสิบปีก่อนย้อนกลับมาฉายชัดในห้วงนึกอีกครา ภาพที่เพลิงโลกันตร์เผาผลาญห้องโถงตระกูลฟาง ภาพที่ดาบอันไร้ความปรานีเสียบทะลุร่างของบุพการี และเสียงกรีดร้องที่ดังก้องอยู่ในความฝันของเขามาตลอดนับพันคืน
เงาร่างของมารดาหันมามองเขา ดวงตาที่เคยเปี่ยมด้วยความอ่อนโยนบัดนี้ว่างเปล่า ไร้ซึ่งแววตาของชีวิต นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังก้องมาจากก้นบึ้งของความตาย
"ฟางหรง... ลูกแม่ เจ้ายังจำคำสาบานเบื้องหน้าสุสานตระกูลได้หรือไม่... หรือเจ้าลืมเลือนความแค้นสิ้นตระกูลไปหมดสิ้นแล้ว ถึงได้มัวแต่ลุ่มหลงอยู่กับสตรีจากตำหนักหิมะผู้นั้น?"
คำพูดนั้นราวกับคมกระบี่นับพันเล่มที่กรีดแทงลงบนแผลเก่า ฟางหรงเซถอยหลังไปสามก้าว หน้าอกสะท้อนขึ้นลงอย่างรุนแรง ลมปราณไร้ลักษณ์ในตันTianปั่นป่วนจนควบคุมไม่อยู่ กระแสพลังย้อนกลับเข้าโจมตีเส้นชีพจรจนกระอักโลหิตสีดำคล้ำออกมาคำโต
"ข้าไม่เคยลืม... ข้าไม่เคยลืมเลย!" ฟางหรงคำรามลั่น หัตถ์ขวาคว้าด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ที่เหน็บอยู่ข้างเอวแน่นจนข้อต่องอขาว
ทันใดนั้น เงาร่างของบิดาก็ก้าวเข้ามาประชิด ร่างโปร่งใสนั้นสะบัดมือวาดกระบี่ไม้หักในตำนาน ศาสตราที่เคยใช้ปกป้องคุณธรรมในยุทธภพ บัดนี้กลับถูกใช้ชี้หน้าบุตรชายแท้ๆ ของตนเอง
"หากเจ้าไม่ลืม... เหตุใดจึงยังไว้ชีวิตศัตรู? เหตุใดวิถีกระบี่ของเจ้าจึงลังเล? คนตระกูลฟางไม่เคยมีความอ่อนแอ... หากเจ้ายังคงมีความลังเลเช่นนี้ จงคืนกระบี่เล่มนั้นให้แก่บรรพบุรุษเสีย แล้วตายตามพวกเราไปซะ!"
ฉับพลันนั้น ภาพหลอนทั้งสองก็พุ่งเข้าใส่ฟางหรงด้วยความเร็วราสายฟ้าแลบ ปราณกระบี่อันคมกริบพุ่งแหวกอากาศเข้าประชิดจุดตายทั้งเก้าบนร่างกายของเขา
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง ร่างของสตรีชุดขาวบริสุทธิ์นางหนึ่งก็ร่อนลงมาจากฟากฟ้าดั่งเทพธิดาหิมะ ปลายกระบี่น้ำแข็งของเซียนหานเหมยปัดป้องการโจมตีของภาพหลอนทั้งสองออกไปได้อย่างเฉียดฉิว คลื่นความเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกไปจนหยาดน้ำค้างรอบกายกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา
"ฟางหรง! ตั้งสติ! นั่นไม่ใช่บิดามารดาของเจ้า แต่มันคือมารยาจิตวิญญาณของหุบผานี้!"
เสียงหวานใสที่มักจะเยียบเย็นเสมอ บัดนี้กลับเจือด้วยความร้อนรนและห่วงใยอย่างปิดไม่มิด เซียนหานเหมยยืนขวางหน้าเขาไว้ ร่างบอบบางสั่นเทรุนแรงภายใต้ลมปราณสะท้านฟ้า นางต้านทานแรงกดดันจากภาพหลอนทั้งสองแทนเขาโดยไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว
ฟางหรงหอบหายใจหนักหน่วง ดวงตาที่เคยมืดบอดด้วยความแค้นค่อยๆ กลับมามีประกายแห่งสติอีกครั้ง เขามองแผ่นหลังของสตรีผู้เยือกเย็นที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อดึงสติเขาจากขุมนรกแห่งอดีต
"หานเหมย..." เขาพึมพำแผ่วเบา
"ข้าบอกแล้วว่าเจ้าไม่ใช่ตัวคนเดียว" เซียนหานเหมยไม่หันกลับมามอง นางกวาดสายตามองเงาร่างทั้งสองที่ถอยร่นไปในสายหมอก "อดีตเป็นสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้... แต่หนทางข้างหน้า คือสิ่งที่เจ้าต้องกำหนดด้วยกระบี่ในมือของเจ้าเอง"
ทว่า ก่อนที่ฟางหรงจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดตอบโต้ บรรยากาศรอบกายก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิดสนิท พื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินจะแยกออกเป็นเสี่ยงๆ
เสียงหัวเราะเยือกเย็นอันน่าสะพรึงกลัวดังแว่วมาจากส่วนลึกที่สุดของหุบผา เป็นเสียงที่ฟางหรงจดจำได้แม่นยำยิ่งกว่าเสียงของตนเอง—เสียงของศัตรูคู่อาฆาตที่พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขาเมื่อสิบปีก่อน!
เงาร่างที่สาม... ร่างที่ชัดเจนและทรงพลังยิ่งกว่าภาพหลอนของบิดามารดา ค่อยๆ ก้าวทะลุม่านหมอกออกมา พร้อมกับประกายกระบี่สีโลหิตที่สะท้อนเงาความตายทาบทับทั่วผืนป่า
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาแห่งกระบี่และโลหิตนี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับสตรีผู้สยบเหมันต์•ตอนที่ 20
เงาแห่งอดีตตามหลอกหลอน
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับสตรีผู้สยบเหมันต์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!