โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบผืนหิมะขาวโพลน ดุจดังพู่กันเซียนแต้มสีหมึกบนภาพวาดอันไร้กาลเวลา
"เจ้าโง่... ทำไมต้องเอาตัวเข้ารับกระบี่เล่มนั้นแทนข้า"
สุ้มเสียงของเซียนหานเหมยสั่นเทาเล็กน้อย นางที่เคยเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับมีความตื่นตระหนกฉายชัดในดวงตาหงส์คู่นั้น ร่างระหงในชุดอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ทรุดลงโอบกอดบุรุษผู้มีรอยแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลัง ฟางหรงกระอักโลหิตคำโตออกมา แต่ริมฝีปากของเขากลับแย้มยิ้มออกมาได้ แม้ในยามที่ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม
"เพราะข้าคือ... ฟางหรง... ผู้ที่เคยลั่นวาจาไว้ต่อหน้าฟ้าดินแล้ว... ว่าต่อให้โลกหล้าดับสลาย... ข้าก็ไม่มีวันยอมให้ผู้ใดทำร้ายเจ้าแม้แต่ปลายเส้นผม"
ฟางหรงแค่นยิ้ม ฝ่ามือที่สั่นเทายื่นออกไปหมายจะสัมผัสแก้วนวลของนาง เซียนหานเหมยรีบคว้ามือคู่นั้นมากุมไว้แนบแก้มของนางเอง ความเย็นเยียบจากกายของนางเซียนปะทะเข้ากับความร้อนรุ่มของพิษกระบี่อัสนีที่แผดเผาอยู่ในร่างของฟางหรง ทั้งสองขั้วพลังปะทะกันจนเกิดกลุ่มควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นราวกับความโศกเศร้าของสวรรค์
ยุทธภพเบื้องล่างกำลังลุกเป็นไฟ พรรคพวกมารและเหล่าผู้อาวุโสตระกูลใหญ่ต่างหมายปองชีวิตของคนทั้งคู่ เนื่องจากพวกเขาถือครอง "เคล็ดกระบี่ไร้ลักษณ์" และ "คัมภีร์เหมันต์นิรันดร์" สองสุดยอดวิชาที่หากรวมกันย่อมสามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้ ทว่าในยามวิกฤตเช่นนี้ สิ่งที่เชื่อมโยงพวกเขาทั้งสองไว้หาใช่ผลประโยชน์ไม่ หากแต่เป็นดวงใจที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
"เจ้าจงฟังข้าให้ดี หานเหมย" ฟางหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่เด็ดเดี่ยว แววตาทระนงของจอมยุทธ์หนุ่มไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความอาลัยและคำมั่นสัญญาที่หนักแน่นดั่งขุนเขา
"ท่านห้ามพูดสิ่งใดอีก ข้าจะใช้พลังปราณเหมันต์หล่อเลี้ยงชีพจรให้ท่าน!" นางเซียนกล่าวด้วยความร้อนรน นางรวบรวมลมปราณทั้งหมดในร่าง เตรียมแผ่ขยายเขตแดนน้ำแข็งพันปีเพื่อปกป้องเขารอบด้าน
ฟางหรงกลับส่ายศีรษะช้าๆ เขาใช้มืออีกข้างกุมมือเรียองามนั้นไว้แน่น "ไร้ประโยชน์... พิษกระบี่อัสนีสวรรค์กัดกินถึงกระดูกดำแล้ว หากเจ้าฝืนใช้พลังในยามนี้ ธาตุไฟจะเข้าแทรกและร่างกายของเจ้าจะแหลกสลายไปพร้อมกับข้า... เจ้าเป็นถึงธิดาตำหนักหิมะผู้สูงส่ง เหตุใดต้องมาทิ้งอนาคตกับคนจรผู้มีแต่ความแค้นเช่นข้าด้วย"
เซียนหานเหมยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา หยาดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นจากดวงตาคู่งาม กลายเป็นผลึกน้ำแข็งใสก่อนจะกระทบพื้น นางแค่นหัวเราะทั้งน้ำตา
"สูงส่งกระนั้นหรือ? ยุทธภพนี้มีผู้คนนับล้าน แต่มีสักกี่คนที่มองเห็นตัวตนที่แท้จริงของข้า? มีสักกี่คนที่กล้าเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องข้าโดยไม่หวังผลประโยชน์? ฟางหรง... เจ้าคือบุรุษผู้โง่เขลาที่สุดในใต้หล้า แต่ก็เป็นบุรุษเพียงคนเดียวที่ข้า... เซียนหานเหมย ยอมมอบดวงใจให้จนหมดสิ้น"
คำพูดของนางดังก้องสะท้อนท่ามกลางลมหนาวที่พัดโหมกระหน่ำ บรรยากาศรอบกายเงียบงันลงชั่วขณะ ราวกับสรรพสิ่งในฟ้าดินต่างหยุดฟังคำสัตย์สาบานของยอดคนทั้งสอง
"ถ้าเช่นนั้น..." ฟางหรงยิ้มกว้างขึ้น แม้เลือดจะไหลรินไม่ขาดสาย "จงให้คำมั่นสัญญากับข้า ณ ที่แห่งนี้... ไม่ว่าภพชาตินี้หรือภพชาติไหน ไม่ว่าฟ้าดินจะถล่มทลายลงมา หรือสวรรค์จะลงทัณฑ์พวกเราอย่างไร เจ้าจะไม่ยอมปล่อยมือจากข้าเป็นอันขาด"
เซียนหานเหมยพยักหน้ารับอย่างไม่ลังเล ดวงตาของนางเปล่งประกายเจิดจ้าดั่งดาราในคืนแรม "ข้าขอสาบานต่อหน้าเงาจันทร์และผืนหิมะนี้... ไม่ว่าฟ้าดินจะพลิกคว่ำหรือกาลเวลาจะแปรเปลี่ยน ดวงวิญญาณของข้าจะติดตามท่านไปทุกหนแห่ง จะไม่ขอพรากจากกัน แม้ความตายก็มิอาจขวางกั้น!"
สิ้นเสียงคำมั่นสัญญา ทันใดนั้น ท้องน้ายามราตรีที่เคยเงียบสงบก็เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมฆสีนิลม้วนตัวเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง สายฟ้าสีทองคำฟาดผ่าลงมากลางยอดเขา สั่นสะเทือนไปทั้งยุทธภพ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ในร่างของฟางหรงที่เงียบหายไปนานพลันปะทุขึ้นอีกครั้งอย่างรุนแรง มันไม่ใช่การมอดไหม้ แต่เป็นการ "ทะลวงผ่าน" ขอบเขตที่มนุษย์จะเอื้อมถึง!
พลังปราณระดับเซียนและกระบี่ไร้ลักษณ์หลอมรวมเข้าด้วยกัน เกิดเป็นคลื่นกระแสพลังสีเงินยวงแผ่ขยายออกไปรัศมีร้อยลี้ กดทับเหล่ามือสังหารที่ซ่อนตัวอยู่รอบบริเวณจนกระอักเลือดกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง
เซียนหานเหมยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นางสัมผัสได้ว่าชีพจรที่กำลังจะดับสูญของฟางหรงกลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาด้วยพลังลึกลับบางอย่างที่เหนือกว่ากฎเกณฑ์ของฟ้าดิน
"นี่มัน... เคล็ดวิชากระบี่ไร้ลักษณ์ขั้นสูงสุด... กระบี่พลิกฟ้าสะท้านภพ!" นางพึมพำด้วยความตื่นตะลึง
ฟางหรงค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้บาดแผลจะเลือนหายไปแล้ว แต่รัศมีที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับน่าเกรงขามยิ่งกว่ายามปกติ ดวงตาของเขากลายเป็นสีเงินบริสุทธิ์สะท้อนเงาจันทร์ เขาตวัดมือเรียกกระบี่บินคู่กายที่ปักอยู่บนพื้นกลับมาอยู่ในมืออย่างสง่างาม
ทว่า ในวินาทีที่ความหวังกำลังจะเรืองรอง เสียงหัวเราะอันเยือกเย็นและคุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นมาจากความมืดเบื้องล่าง ราวกับเสียงกริชที่กรีดลงบนแผ่นน้ำแข็ง
"ฮ่าๆๆ... ช่างเป็นภาพความรักที่ซาบซึ้งตรึงใจเสียจริง ฟางหรง... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการทะลวงผ่านขอบเขตวิชา จะทำให้พวกเจ้าหนีพ้นจากเงื้อมมือของ 'สำนักเงาโลหิต' ไปได้?"
ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวออกมาจากเงาไม้ ใบหน้าสวมหน้ากากรูปอสูรยิ้มเยาะ แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวจ้องมองคนทั้งสองด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น และที่สำคัญ... บุคคลผู้นั้นไม่ได้มาเพียงลำพัง ด้านหลังของเขายังมีกองทัพนักฆ่าระดับปรมาจารย์นับร้อยชีวิตยืนล้อมกรอบเอาไว้จนแน่นหนา
ฟางหรงหรี่ตาลงเล็กน้อย รัศมีกระบี่ในมือสั่นระริกด้วยความกระหายเลือด เขาหันไปสบตากับเซียนหานเหมยเพียงเสี้ยววินาที ทั้งสองไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดต่อกันแต่กลับเข้าใจความนัยได้อย่างลึกซึ้ง
"ดูท่าทาง... คืนนี้พวกเราคงต้องร่วมกันเชือดคนสักกลุ่มเพื่อสังเวยคำมั่นสัญญาเสียแล้วกระมังครับ หานเหมย"
ฟางหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่นัยน์ตากลับทอประกายคมปลาบดั่งคมกระบี่ที่เพิ่งออกจากฝัก พร้อมรับมือกับมหันตภัยครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึงในอีกเสี้ยวลมหายใจ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาแห่งกระบี่และโลหิตนี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับสตรีผู้สยบเหมันต์•ตอนที่ 21
คำมั่นสัญญาใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับสตรีผู้สยบเหมันต์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!