กลิ่นเหม็นไหม้ของต้มจืดผักกาดขาววิญญาณหมูที่ลอยโชورมาจากบ้านหลังติดกัน ทำให้รินรดาถึงกับต้องวางตะหลิวในมือลงแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ การเป็นเชฟมือหนึ่งที่พกพาความทรงจำและลิ้นทองคำมาจากภัตตาคารระดับมิชลิน การต้องมาทนสูดดมกลิ่นอาหารที่ขาดทั้งวิญญาณและเทคนิคพื้นฐานเช่นนี้ ถือเป็นการทรมานทางประสาทสัมผัสยิ่งกว่าถูกบังคับให้ไปวิ่งมาราธอนกลางแดดเปรี้ยงเสียอีก
"ถ้าทำไม่เป็น ก็น่าจะเลือกต้มมาเฉยๆ ดีกว่าไหมนะ..." รินรดากล่าวพึมพำกับตัวเองเบาๆ ขณะใช้มือปาดหยาดเหงื่อที่ข้างขมับ พลางกวาดสายตามองแปลงผักสวนครัวหลังกระท่อมที่เธอบรรจงใช้ "น้ำวิเศษ" จากมิติลับรดจนพวกมันเติบโตเขียวขจี อวบออ่น และส่งกลิ่นหอมสะอาดตา ชวนให้รู้สึกชื่นใจทุกครั้งที่ได้มอง
แกร็ก... เสียงกิ่งไม้หักดังมาจากรั้วไม้ไผ่เตี้ยๆ ที่กั้นระหว่างเขตบ้านของเธอกับชายหนุ่มข้างบ้านผู้เก็บตัวเงียบเชียบ
รินรดาหันขวับไปทันที ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความระแวดระวัง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มในชุดเสื้อกล้ามสีเข้มเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อแน่นขนัดตามแบบฉบับชายชาติทหารที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน ใบหน้าคมคายดุดันราวกับรูปสลัก เส้นผมหยักศกเล็กน้อยเปียกชื้นด้วยเหงื่อจากการผ่าฟืน แต่สิ่งที่สะดุดตารินรดาที่สุดคือ "สายตา" คู่นั้น—ดวงตาสีดำสนิทที่มองตรงมายังเธอ เต็มไปด้วยความเย็นชา รังเกียจระคนสมเพชเวทนาอย่างไม่คิดจะปิดบัง
นั่นคือ "ภูผา" ชายหนุ่มข้างบ้านผู้ขึ้นชื่อเรื่องความปากร้ายและสันโดษที่สุดในหมู่บ้านแห่งนี้
"ถ้าจะมาหาเรื่องหรือคิดจะมาขอแบ่งผักกินฟรีล่ะก็ เชิญเดินกลับไปทางเดิมได้เลยค่ะ" รินรดาเอ่ยขึ้นก่อน รอยยิ้มหวานหยดถูกยกขึ้นประดับมุมปากอย่างเย้ยหยัน เธอไม่ใช่คุณหนูตกอับที่ยอมก้มหัวให้ใครมาดูถูกง่ายๆ อีกต่อไปแล้ว
ภูผาชะงักไปเล็กน้อย คิ้วหนาขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม เขาปรายตามองแปลงผักสีเขียวสดชื่นก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนหินกระทบกันดังลอดริมฝีปากหนา
"คุณหนูตกอับอย่างเธอ จะไปรู้อะไรเกี่ยวกับการทำไร่ทำสวน... ผักพวกนี้คงใช้เงินซื้อมาปักไว้หลอกตาชาวบ้านไปวันๆ สินะ อีกไม่นานก็คงเหี่ยวเฉาตายคาดินเหมือนเจ้าของนั่นแหละ" น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่ง เย็นเยียบ และบาดลึกจนน่าหมั่นไส้
รินรดาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า กำปั้นเล็กๆ กำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ไอความร้อนพุ่งพล่านจากอกขึ้นมาถึงใบหน้า แทนที่จะกรีดร้องโวยวายเหมือนผู้หญิงอ่อนแอทั่วไป เธอกลับสูดหายใจเข้าลึก 3 วินาทีเพื่อเรียกสติ คืนความเป็นเชฟผู้เยือกเย็นกลับเข้าร่าง
เธอสาวเท้าเข้าไปใกล้รั้วไม้ไผ่ กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรและแป้งทำขนมที่ติดตัวเธออยู่ลอยไปแตะจมูกคมของชายหนุ่ม รินรดายืดตัวขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้ส่วนสูงไม่เสียเปรียบมากนัก แม้เธอจะตัวเล็กกว่าเขาเกือบเท่าตัวก็ตาม
"คุณพูดว่าอะไรนะคะ? ผักพวกนี้เหี่ยวเฉาอย่างนั้นหรือ?" รินรดาเอียงคอมองด้วยรอยยิ้มหวานฉ่ำแต่แฝงไปด้วยประกายไฟในแววตา "ปากเสียแบบนี้ สงสัยรสชาติอาหารที่คุณเพิ่งทำไหม้เมื่อครู่คงจะสะท้อนถึงรสนิยมและสมองส่วนการรับรู้ของคุณสินะคะ ถึงได้แยกไม่ออกระหว่างผักเน่ากับผักคุณภาพดี"
ภูผานัยน์ตาลุกวาวขึ้นเล็กน้อย ความประหลาดใจฉายชัดผ่านความเย็นชาคู่นั้น ปกติแล้วผู้หญิงในหมู่บ้านไม่เคยมีใครกล้าต่อปากต่อคำกับเขาตรงๆ ยิ่งเป็นคุณหนูเมืองกรุงที่เพิ่งย้ายมาอยู่ตามลำพังด้วยแล้ว ส่วนใหญ่มักจะวิ่งหนีหรือแอบไปร้องไห้หลังบ้านทันทีที่ถูกเขาพูดจาถางถางใส่
แต่นี่... เธอกลับยืนจ้องหน้าเขาอย่างไม่เกรงกลัว แถมยังกล้าวิจารณ์ฝีมือทำอาหารของเขาที่แม้แต่ตัวเขาเองยังยอมรับในใจว่ามันแย่จริง ๆ
"ปากกล้าดีนี่..." ภูผาก้าวเข้าไปประชิดรั้วไม้ไผ่ ร่างกายสูงใหญ่ทอดเงาทาบทับร่างบางจนมิด ความกดดันจากอดีตนายทหารหน่วยรบพิเศษแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบตัวตึงเครียดขึ้นในพริบตา "แต่ระวังตัวไว้เถอะ คนมือเติบอย่างเธอ อยู่ที่นี่ได้ไม่เกินเดือนหรอก ถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าเช่านา หรือไม่มีปัญญาหาข้าวใส่ท้อง..."
"เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอกค่ะ!" รินรดายิ้มรับอย่างไม่สะทกสะท้าน เธอก้าวเข้าไปประชิดรั้วเช่นกันจนปลายจมูกแทบจะชนกับแผงอกกว้างของอีกฝ่าย "ห่วงตัวเองเถอะค่ะว่าจะทนกินอาหารไหม้ๆ ฝีมือตัวเองได้อีกกี่วัน... อ้อ ถ้าคุณหิวจนทนไม่ไหว จะลองเอาเงินมาซื้อผักปลอดสารพิษจากฉันสักต้นไหมล่ะคะ? รับรองว่าอร่อยจนทำให้คุณลืมรสชาติขมปี๋ของต้มจืดหมูไหม้ๆ เมื่อครู่นี้ไปเลยล่ะค่ะ"
ภูผาชะงักค้างไปจริงๆ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาพูดไม่ออก สายตาคมกริบมองสำรวจหญิงสาวตรงหน้า ตั้งแต่เส้นผมที่รวบเป็นมวยลวกๆ แต่กลับดูน่ามอง ดวงตากลมโตที่เปล่งประกายความดื้อรั้น ไปจนถึงริมฝีปากอิบอิ่มที่กำลังเชิดขึ้นอย่างถือดี ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีรวนขึ้นในอก เป็นความรู้สึกที่เขาไม่ได้สัมผัสมานานนับตั้งแต่ลาออกจากกองทัพ
ก่อนที่บทสนทนาอันดุเดือดจะดำเนินไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงตะโกนโهاโฮกเหฮาก็ดังมาจากทางปากทางเข้าหมู่บ้าน
"เฮ้ย! รินรดา! นังหลานอกตัญญู! แกหลบหัวอยู่ที่ไหน ออกมาเคลียร์หนี้สินของครอบครัวแกเดี๋ยวนี้เลยนะ!"
เสียงแหลมปรี๊ดของ "ป้าเพ็ญ" ป้าแท้ๆ ผู้จอมสูบเลือดสูบเนื้อ พร้อมด้วยร่างท้วมๆ ของลูกพี่ลูกน้องชายอีกสองคนถือท่อนไม้เดินตรงดิ่งเข้ามาทางกระท่อมของเธออย่างคุกคาม
รินรดาหุบยิ้มทันที แววตาเปลี่ยนจากความขี้เล่นเป็นความเย็นชาคมกริบทันที เธอหันกลับไปมองกลุ่มคนหน้าเลือดที่ตามมารังควานไม่เลิกรา ปัญหาครอบครัวยังไม่ทันสะสาง ปัญหาจากญาติจอมปล้นสดๆ ร้อนๆ ก็โผล่มาซ้ำเติมอีก
ในจังหวะที่เธอกำลังจะก้าวถอยหลังเพื่อเตรียมรับมือกับพวกมันนั้น มือหนาหยาบกร้านคู่หนึ่งก็คว้าเข้าที่ข้อแขนเรียวของเธอไว้แน่น แรงบีบไม่ได้ทำให้เจ็บ แต่เต็มไปด้วยความหนักแน่นและปกป้องอย่างไม่คาดคิด
รินรดาเบิกตากว้าง หันขวับกลับไปมองภูผาที่ตอนนี้ใบหน้าคมคายกลับบึ้งตึงยิ่งกว่าเดิม ดวงตาสีดำสนิททอดมองไปยังกลุ่มคนที่กำลังบุกรุกเข้ามาด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาราวกับสัตว์ป่ากำลังปกป้องอาณาเขต
"ยืนนิ่งๆ อยู่ตรงนี้..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบข้างหูเธอ น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ทว่าทรงพลังและเต็มไปด้วยความดุดันชนิดที่ทำให้หัวใจดวงน้อยของรินรดากระตุกวูบอย่างประหลาด "ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนข้างบ้าน... ที่เธอบอกว่าปากเสียคนนี้จัดการเอง"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมา ณ "กระท่อมไผ่ริมธาร" แห่งนี้ด้วยกันนะคะ
สูตรลับฉบับแม่ครัวมือทอง กับชายหนุ่มที่หวงผักยิ่งกว่าไข่ในหิน•ตอนที่ 2
เพื่อนบ้านผู้เย็นชา
ผลงานโดย กระท่อมไผ่ริมธาร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระท่อมไผ่ริมธาร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรลับฉบับแม่ครัวมือทอง กับชายหนุ่มที่หวงผักยิ่งกว่าไข่ในหิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!