เสียงเคาะกระจกโต๊ะทำงานดังขึ้นสามครั้ง จังหวะมันห้วนสั้นและเต็มไปด้วยความจงใจจนผมต้องเงยหน้าขึ้นจากกระดาษไขแปลนโครงสร้างตึกแถวโบราณในมือ
"ธันวา... นายตาบอดหรือว่าสมองเริ่มฝ่อตั้งแต่โปรเจกต์นี้เริ่มวะ?"
เสียงทุ้มต่ำของไอ้กรณ์ เพื่อนสนิทควบตำแหน่งวิศวกรประจำโครงการดังขึ้น พร้อมกับที่มันพยักเพยิดหน้าไปทางมุมห้องกระจกฝ้า ที่ตอนนี้กลายเป็นพื้นที่เวิร์กช็อปชั่วคราวของมินตราไปเสียแล้ว
ผมขมวดคิ้ว ปิดปากกาแล็ปท็อปเบาๆ ก่อนจะมองตามสายตาของมันไป
ภาพที่เห็นคือแม่ตัวแสบประจำร้านซ่อมของเก่ากำลังยืนยิ้มจนตาหยี หัวเราะคิกคักให้กับอะไรบางอย่างในมือถือ โดยมีผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่ง—เสื้อเชิ้ตพับแขนเนี๊ยบๆ ผมเซ็ตทรงโอปป้า ท่าทางดูรวยระยับแบบไม่ต้องสืบ—กำลังยืนโน้มตัวลงกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างข้างหูเธอ พร้อมกับยื่นกล่องของขวัญผูกโบสีแดงสดให้
ให้ตายเถอะ... นั่นมันเขตหวงห้ามทางวิศวกรรมชัดๆ ใครอนุญาตให้ไอ้หนุ่มหน้าจืดนั่นเข้ามาในรัศมีทำการของมินตรากัน
"ใครวะ?" ผมถามเสียงเรียบ แต่กระดาษไขในมือที่ถูกขยำจนยับยู่ยี่ในอุ้งมือมันฟ้องชัดเจนว่าผมไม่ได้นิ่งอย่างที่ปากว่า
"รุ่นน้องสมัยมหา'ลัยของมินตรามั้ง เห็นว่าเพิ่งกลับมาจากอังกฤษ แล้วบังเอิญผ่านมาแถวนี้... แหม บังเอิญเก่ง บังเอิญจนกูอยากจะถวายโล่สมาคมคนรักเก่าให้เลยว่ะ" กรณ์ยิ้มกริ่ม แววตาเจ้าเล่ห์ฉายชัดความสนุกสนานบนความหายนะของเพื่อน "ท่าทางจะจีบจริงหว่ะธันวา ดูสายตานั่นดิ หวานหยดย้อยจนมดขึ้นจอหมดแล้วมั้งนั่น"
ผมไม่ได้ตอบอะไร ปล่อยให้ความเงียบเย็นชาทำหน้าที่ของมัน แต่สายตาคมกริบกลับจดจ้องไปยังสองคนนั้นไม่วางตา
มินตรากำลังทำหน้า "รั่ว" แบบที่ผมคุ้นเคย เธอยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ หัวเราะกลบเกลื่อนแบบคนทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะรับกล่องของขวัญนั้นมาถือไว้ รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าหวานนั่นมันช่าง... ขัดหูขัดตาผมเสียเหลือเกิน ปกติเวลาอยู่กับผม ยัยนี่มีแต่ทำหน้ายุ่งใส่ หาว่าผมเรื่องมากบ้าง บ่นว่าผมเป็นตาแก่เจ้าระเบียบiaบ้าง แล้วทำไมเวลากับไอ้หน้าหล่อรisนั่น ถึงได้ยิ้มจนแก้มจะปริขนาดนั้นล่ะ?
"ผมขอตัวไปตรวจหน้างานก่อนนะครับ" ผมเอ่ยเสียงเรียบ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อเชิ้ตสีเข้มให้เข้าที่ด้วยท่าทางเนี้ยบเฉียบตามเคย แม้ว่าในใจตอนนี้มันจะเหมือนมีกองไฟย่อมๆ มาสุมอยู่
ก้าวแรกที่เดินผ่านประตูกระจกเข้าไป เสียงหัวเราะคิกคักก็พลันสะดุดกัก
"อ้าว ธันวา! เสร็จงานแล้วเหรอ มานี่ๆ พอดีเลย พี่กรณ์... เอ๊ย พี่ภูมิเขาเอาขนมมาจากอังกฤษมาฝากด้วย อร่อยมากเลยนะ ลองชิมดูสิ" มินตราหันมาเจอผมพอดี ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับด้วยความตื่นเต้น มือเล็กๆ ยื่นกล่องขนมมาตรงหน้าผมโดยไม่ทันได้สังเกตเห็นสีหน้าของผมเลยแม้แต่น้อย
ผมก้มมองกล่องขนมสลับกับใบหน้ายิ้มแย้มของเธอ ก่อนจะเหลือบไปมองไอ้หนุ่มหน้าหล่อที่ชื่อภูมิ ซึ่งตอนนี้กำลังยืนยิ้มมุมปากส่งสายตาประเมินผมมาเช่นกัน
"ขอบคุณครับ... แต่พอดีผมไม่ค่อยชอบของหวาน" ผมตอบเสียงนิ่ง เรียบเฉย ชนิดที่ติดจะเย็นชาเสียด้วยซ้ำ "โดยเฉพาะของหวานที่มีคนอื่น 'พก' มาให้ถึงที่ทำงาน"
มินตราหุบยิ้มฉับ เธอขมวดคิ้วมุ่นทันทีเมื่อได้ยินน้ำเสียงประชดประชันที่ผมหลุดปากออกไปอย่างควบคุมไม่ได้ "อ้าว นายเป็นอะไรเนี่ย พูดจาแปลกๆ อีกแล้วนะธันวา คุณภูมิเขาแค่มีน้ำใจเอง"
"ครับ... น้ำใจดีมากครับ ดีจนผมเกรงใจ" ผมแค่นجหัวเราะในลำคอเบาๆ สายตาคมกริบมองเลยไปยังไอ้หนุ่มคนนั้น "ขอโทษด้วยนะครับ พอดีที่นี่เป็นพื้นที่ทำงาน ไม่ใช่สถานที่ต้อนรับแขกยามว่าง ถ้าไม่มีธุระเรื่องซ่อมของเก่า ผมว่า..."
"ธันวา!" มินตราโพล่งขึ้นเสียงดัง สีหน้าของเธอบ่งบอกชัดเจนว่าเริ่มโกรธแล้ว ดวงตากลมโตจ้องผมเขม็ง "นายเป็นบ้าอะไรเนี่ย อยู่ๆ ก็มาไล่แขกคนอื่นอย่างไร้มนุษยสัมพันธ์! เขาแคแวะมาเยี่ยมเฉยๆ เองนะ!"
"ผมไม่ได้บ้าครับมินตรา แค่เตือนด้วยความหวังดีว่างานตรงนี้มันรก และอาจจะทำให้อุปกรณ์ราคาแพงของแขก... เสียหายได้" ผมสวนกลับทันควัน ความหึงหวงที่ตีรวนขึ้นมาจนจุกอกทำให้ผมกลายเป็นคนปากร้ายโดยไม่รู้ตัว
"อ๋อเหรอคะ งั้นก็ขอบคุณสำหรับความหวังดีอันประเสริฐนะ!" มินตราหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห เธอยัดกล่องขนมใส่มือผมแรงๆ ก่อนจะหันไปยิ้มหวานให้ไอ้หนุ่มรุ่นน้องคนนั้นด้วยท่าทางที่อ่อนโยนลงทันตาเห็น "ภูมิคะ เดี๋ยวเราออกไปคุยกันข้างนอกดีกว่าเนอะ ข้างในนี้... อากาศมันพิกลๆ เหมือนคนออกซิเจนไม่พอจะขาดใจอยู่แล้วค่ะ"
ประโยคสุดท้ายเธอย้ำเสียงเน้น พร้อมกับปรายตามามองผมด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะเดินนำหน้าไอ้หนุ่มนั่นออกไปจากห้องทำงานอย่างไม่เหลียวหลัง
ปัง!
ประตูกระจกปิดลงเบื้องหน้าผม พร้อมกับเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามด้วยความหงุดหงิดระคนเจ็บแปลบในอก
ไอ้ธันวาเอ้ย... แกมันโง่สิ้นดี ปากแข็งอยู่ได้ พอเขาเดินหนีจริงๆ ทำไมมันถึงได้รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังจะพังทลายลงมาแบบนี้วะ
ผมยืนนิ่งเป็นหุ่นยนต์อยู่กลางห้อง ปล่อยให้ความเงียบเข้ากัดกินความรู้สึก ขณะที่สายตาก็ยังคงมองลอดผ่านกระจกออกไปเห็นภาพมินตรากำลังเดินเคียงคู่กับไอ้หนุ่มคนนั้น หัวเราะต่อกระซิกกันอย่างสนุกสนานที่หน้าร้าน
ภาพนั้นมันบาดตาจนผมต้องหลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังเดือดพล่าน
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนข้อความในโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ผมก้มลงมองหน้าจอด้วยความหงุดหงิด แต่แล้วหัวใจก็ต้องกระตุกวูบ เมื่อเห็นชื่อผู้ส่งและข้อความที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ
*Min_Tra:* "ถ้าคิดจะหึง... ก็พูดออกมาตรงๆ สิฟะ ไอ้สถาปนิกปากแข็ง! ยืนหน้ายักษ์อยู่ได้ น่าเกลียดเป็นบ้าเลยรู้ตัวไหม!"
และตามมาด้วยอีกข้อความที่ถูกส่งต่อทันที
*Min_Tra:* "แล้วก็... แบร่! แบกหน้าบึ้งๆ ของนายกลับไปนั่งทำงานต่อซะไป ฉันไปกินกาแฟกับรุ่นน้องก่อนล่ะ ไม่ต้องรอ!"
ผมมองหน้าจอค้างไว้อย่างนั้น รอยยิ้มบางๆ ที่เจ้าตัวไม่มีวันได้เห็นค่อยๆ
ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างห้ามไม่อยู่
ให้ตายเถอะ... ยัยนี่มันรู้ทันผมตลอดเลยจริงๆ
แต่ทว่า... ความโล่งใจยังไม่ทันได้เดินทางมาถึงก้นบึ้งของหัวใจ เสียงกระซิบแผ่วเบาจากด้านหลัง พร้อมกับสัมผัสเย็นเฉียบที่แตะลงบนหัวไหล่ ก็ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าผมแข็งค้างในทันที
"ธันวาจ๋า... น้องมินตราเขาเดินออกไปกับผู้ชายคนนั้นแล้วเหรอจ๊ะ? แย่จังเลยน้า..." เสียงทุ้มแหบพร่าของคุณป้าปรางกระซิบกระซาบอยู่ใกล้หู ก่อนที่แกจะโน้มตัวมามองหน้าผมด้วยสายตาเจ้าเล่ห์เกินวัย "อ้อ... แล้วก็นะ พ่อหนุ่ม... เมื่อกี้ป้าบังเอิญเห็น 'ใครอีกคน' เดินเข้ามาทางหลังร้าน... คนที่นาย... ภาวนามาตลอดว่าอย่าให้เขากลับมาเจอเธอกับมินตราในตอนนี้..."
ผมตัวชาดิ่ง ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่านจากสันหลังขึ้นมาถึงท้ายทอยในเสี้ยววินาที
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะครับ "สายลมแผ่วเบา"
สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน•ตอนที่ 15
เมื่อคนปากแข็งหึงขึ้นหน้า
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!